ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 493 รองประมุขลู่
“ลัทธิสวรรค์?!”
แขกผู้มาร่วมงานทั้งหลายได้ยินชายหนุ่มแนะนำตัว ต่างพากัน
ตกตะลึง
หากพูดว่าเรื่องที่ผู้บำเพ็ญระดับล่างถกเถียงกันมากที่สุดในสอง
เดือนที่ผ่านมา คือเรื่องใครจะโดดเด่นในการแข่งขัน แล้วเรื่องที่ผู้
บำเพ็ญระดับสูงพูดคุยกันมากที่สุด คงเป็นเรื่องของเทพถั่ว ที่ปรากฏ
ตัวในการต่อสู้ที่เมืองฮั่นสุ่ย และประกาศตัวว่าเป็นมหาเทพสูงสุดแห่ง
ลัทธิสวรรค์
นี่เป็นเซียนองค์แรกที่เปิดเผยตัวต่อสาธารณะ นอกเหนือจาก
เซียนทั้งสี่ยุคโบราณ
ไม่ว่าจะเป็นแคว้นต้าเฉียน หรือแคว้นต้าอวี๋ ทั้งหมดล้วนเป็น
เพียงตำนานที่อาจมีเซียนอยู่ แคว้นต้าเซี่ยก็เช่นกัน ต่างลือกันว่าใน
เขตหวงห้ามของวังหลวงมีเซียนประจำอยู่ แต่ไม่มีใครเคยเห็น
การปรากฏตัวของเทพถั่วสร้างความสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในโลก
ภายนอก ไม่ว่าจะเป็นผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างหรือขั้นข้ามพิบัติ ต่างก็
ถกเถียงกันว่าเทพถั่วคือใคร และลัทธิสวรรค์คืออะไร
คำอธิบายเกี่ยวกับเทพถั่วและลัทธิสวรรค์มีหลากหลาย ไม่มี
ข้อสรุปแน่ชัด
บางคนกล่าวว่าลัทธิสวรรค์เป็นองค์กรยุคโบราณที่เพิ่งฟื้นคืน
ชีพ บางคนก็บอกว่าลัทธิสวรรค์ปรากฏตั้งแต่ยุคโบราณ แต่ซุกซ่อน
ตัวอยู่เบื้องหลังประวัติศาสตร์มาตลอด คอยผลักดันความรุ่งเรืองและ
ล่มสลายของราชวงศ์ต่างๆ เป็นมือที่มองไม่เห็นเบื้องหลัง
คิดไม่ถึงว่าวันนี้ ในการแข่งขันใหญ่ที่ราชสำนักจัด ในงานฉลอง
ครบรอบหนึ่งแสนสองหมื่นปีของสำนักเวิ่นเต๋า ลัทธิสวรรค์ที่ไม่ได้รับ
เชิญจะปรากฏตัวอย่างอหังการเช่นนี้!
ผู้มีไหวพริบได้สัมผัสถึงกลิ่นอายของความขัดแย้งอันเข้มข้น
จากการกระทำนี้
ลัทธิสวรรค์มาไม่ใช่เพื่อมิตรภาพแน่
“เจ้าเป็นผู้ใด?” เซียนอมตะในฐานะเจ้าสำนักผู้รักษาการแทน
ควบคุมร่างลู่หยาง ตวาดถามเสียงกร้าว
น ้าเสียงแฝงไว้ซึ่งจิตสังหารอันแน่วแน่
ชายหนุ่มแห่งลัทธิสวรรค์ยืนบนเวทีประลอง เผชิญหน้ากับ
วีรบุรุษมากมาย ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น กลับประสานมือคำนับและ
กล่าวอย่างผึ่งผาย
“คงเป็นเจ้าสำนักลู่ผู้โด่งดังนั่นเอง เจ้าสำนักลู่มีชื่อเสียงตั้งแต่
อายุยังน้อย รากฐานมั่นคง หากได้เข้าร่วมการแข่งขัน คงจะคว้า
ตำแหน่งที่หนึ่งได้โดยง่าย บังเอิญนัก ท่านกับข้ามีแซ่เดียวกัน ข้าก็
แซ่ลู่เช่นกัน เป็นรองประมุขของลัทธิข้า”
เซียนอมตะหรี่ตา ไม่สนใจคำประจบประแจง เสียงเย็นชา
“เช่นนั้นก็คงเป็นรองประมุขลู่ อยากทราบว่ารองประมุขลู่ปรากฏตัวที่
สำนักเวิ่นเต๋า รบกวนการแข่งขัน มีจุดประสงค์ใด และคนทั้งห้าบน
ฟากฟ้านั่นล่ะ มีเรื่องอะไร?”
บนเวทีประลองลอยอยู่กลุ่มเมฆดำ บนเมฆมีร่างห้าร่างยืนสง่าอยู่
ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ราวกับเทพเจ้า
“ข้าคือผู้พิทักษ์ลัทธิสวรรค์ ราชาแห่งเก้าวิญญาณ”
ราชาแห่งเก้าวิญญาณแผ่พลังดำระอุจากร่าง ราวกับฟื้นคืนชีพ
จากสุสานโบราณ แบกความอาฆาตแค้นของวิญญาณผู้ตายกลับมา
นำความหายนะสู่โลก
“ข้าคือผู้พิทักษ์ลัทธิสวรรค์ ราชาแห่งสวรรค์สมุนไพร”
กลิ่นสมุนไพรลอยมาจากราชาแห่งสวรรค์สมุนไพร เพียงได้กลิ่น
ก็รู้ว่าสมุนไพรเหล่านี้มีที่มาอันน่าตกตะลึง ผู้ที่ไม่ได้ใกล้ชิดกับรา
ชายาน้อยอย่างสม ่าเสมอ ย่อมไม่มีกลิ่นเช่นนี้
“ข้าคือผู้พิทักษ์ลัทธิสวรรค์ ราชาผู้ไม่แตกสลาย”
ราชาผู้ไม่แตกสลายดูเหมือนพระอรหันต์ทองในตำนานพุทธ
ศาสนา หรืออาจเป็นว่าพระอรหันต์ทองในตำนานคือการ
ลอกเลียนแบบเขากันแน่!
ราชาผู้ไม่แตกสลายร่างกายแข็งแกร่งทรงพลัง ทั่วร่างไม่มี
จุดอ่อนใดให้พบเห็น คือความสมบูรณ์แบบของผู้บำเพ็ญร่างกาย
“ข้าคือผู้พิทักษ์ลัทธิสวรรค์ ราชาทรัพย์สมบัติ”
ที่เอวของราชาทรัพย์สมบัติห้อยวัตถุวิเศษมากมาย โดดเด่น
ที่สุดคือวัตถุวิเศษระดับสูงชิ้นหนึ่งที่แม้แต่ผู้บำเพ็ญขั้นข้ามพิบัติก็
ต้องริษยา วัตถุนั้นได้ก่อเกิดวิญญาณวัตถุวิเศษแล้ว เกิดจากการ
กลืนกินดวงวิญญาณของผู้บำเพ็ญขั้นข้ามพิบัติ ช่างน่าสยดสยอง
ยิ่งนัก!
“ข้าคือผู้พิทักษ์ลัทธิสวรรค์ ราชาเพลิงทอง”
บนร่างของราชาเพลิงทองมีเปลวไฟสีทองลุกวาบเป็นระยะ เปลว
ไฟนี้ไม่ได้อยู่ในหนึ่งร้อยแปดธาตุไฟแท้ แต่กลับเหมือนการ
ผสมผสานหนึ่งร้อยแปดธาตุไฟแท้เข้าด้วยกัน แล้วยกระดับธาตุไฟสู่
ขั้นใหม่!
ห้าร่างนี้ประดุจขุนเขาสูง ยากจะปีนป่าย รังสีโบราณแผ่ออกมา
ราวกับมาจากยุคโบราณ
กระนั้น รังสีนี้เพียงดูโบราณเท่านั้น ทุกคนสามารถเห็นได้ว่า
ราชาทั้งห้าล้วนอยู่ในวัยฉกรรจ์ ห่างไกลจากความชราภาพ อันที่จริง
สภาพปัจจุบันของพวกเขาอาจยังไม่ใช่จุดสูงสุดด้วยซ ้า
“ดูเหมือนคนทั้งห้านี้ยังไม่ได้ข้ามพิบัติ ทำไมบรรพบุรุษทั้งหลาย
ไม่จัดการพวกเขาเสียล่ะ?” เจ้าสำนักบังลมพึมพำเบาๆ เขาไวต่อ
กลิ่นอายมาก และสัมผัสได้ว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่ผู้บำเพ็ญขั้นข้ามพิบัติ
ป้าเยี่ยนมองผู้สืบทอดอย่างเคืองๆ จนเจ้าสำนักบังลมหวาดกลัว
และรีบปิดปาก รู้ตัวว่าพูดผิด
ป้าเยี่ยนจึงส่งเสียงอธิบาย “เจ้านี่ฉลาดเกินไป ในที่นี้มีผู้บำเพ็ญ
ขั้นข้ามพิบัติมากมาย ล้วนไม่เทียบเท่าเจ้ารึ?”
“ขอบรรพบุรุษโปรดชี้แนะ”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าการเข้าสำนักเวิ่นเต๋าต้องผ่านด่านวิญญาณ
แม่น ้า วิญญาณแม่น ้ามีความสามารถเทียบเท่าผู้บำเพ็ญขั้นข้าม
พิบัติ การหลบเลี่ยงเข้ามาในสำนักเวิ่นเต๋า ไม่ใช่สิ่งที่ผู้บำเพ็ญขั้น
รวมร่างจะทำได้!”
“เจ้าคิดว่าที่ปรากฏตัวขณะนี้ คือทั้งหมดที่ลัทธิสวรรค์นำมา
หรือ?”
“ตามความเห็นของข้า อย่างน้อยต้องมีกึ่งเซียนของลัทธิสวรรค์
อีกหนึ่งคนซ่อนตัวอยู่”
“โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำนักเวิ่นเต๋าเคยกล่าวว่ามีวิธีรับมือกึ่งเซียน
แต่ครั้งนี้กลับไม่ออกมือ คงเป็นสถานการณ์เลวร้ายที่สุด นั่นคือเทพ
ถั่วอยู่ที่นี่ด้วย อาจจะอยู่ใต้จมูกของพวกเรา แต่ไม่มีใครสังเกตเห็น!”
เจ้าสำนักบังลมฟังแล้วตัวสั่น หนาวสะท้านไปถึงหลังคอ
“ขออภัย” ราชาแห่งเก้าวิญญาณเอ่ยเสียงทุ้ม ราวกับเป็นหัวหน้า
ของราชาทั้งหลาย
ราชาทั้งห้าลงมาจากฟากฟ้า ผู้คนรอบข้างหวาดกลัวรีบถอย
ออกไปปลีกตัว ไม่กล้าเข้าใกล้
รู้สึกได้ถึงพลังอันน่าครั่นคร้ามของพวกเขา อัจฉริยะบางคนแทบ
ยืนไม่อยู่
รองประมุขลู่ราวกับไม่สังเกตเห็นความไม่พอใจของเซียนอมตะ
มุมปากยังคงยิ้ม ตอบกลับ “นับแต่ตื่นจากการหลับใหลในยุคโบราณ
จวบจนปัจจุบัน ข้าไม่เคยพบคู่ต่อสู้ในระดับเดียวกัน บังเอิญได้ยินว่า
สำนักของท่านจัดการแข่งขัน จึงมาร่วมสนุก มาโดยไม่ได้รับเชิญ
หวังว่าท่านเจ้าสำนักลู่จะไม่ถือสา”
หลับใหลมาตั้งแต่ยุคโบราณหรือ?
เมื่อได้ยินการแนะนำตัวของรองประมุขลู่ แขกผู้มาร่วมงาน
ทั้งหลายต่างตกตะลึงอีกครั้ง
ลัทธิสวรรค์นี้มาจากยุคโบราณจริงๆ
รองประมุขลู่มองดูสองอัจฉริยะบนเวทีประลอง แล้วกล่าวต่อ
“สองคนนี้ล้วนอยู่ในขั้นแก่นทองคำตอนกลาง พอดีว่าข้าก็อยู่ในขั้น
แก่นทองคำตอนกลางเช่นกัน ข้าจะใช้สองคนนี้เป็นคู่ต่อสู้ หากข้า
แพ้ สำนักของข้าก็จะออกไป หากข้าชนะ แสดงว่าวิทยายุทธ์ของข้า
ไม่ธรรมดา ก็จะต่อสู้ต่อไป ท่านเห็นเช่นไร?”
“หนึ่งต่อสอง รองประมุขลู่ช่างใหญ่โตเหลือเกิน” เซียนอมตะ
แค่นเสียงหัวเราะเย็นชา
“แต่ข้าไม่ขัดขวางเจ้า ไม่เช่นนั้นจะดูเหมือนแคว้นต้าเซี่ยของข้า
ไม่มีน ้าใจ ก็ได้ หากเจ้าชนะการแข่งขันครั้งนี้ จะให้สิทธิ์ในการเข้า
ร่วมแข่งขัน แต่หากเจ้าแพ้ ก็จงออกไปจากสำนักเวิ่นเต๋า!”
เมื่อกล่าวถึงตอนท้าย เซียนอมตะน ้าเสียงเข้มขึ้น แฝงจิตสังหาร
อัจฉริยะใต้เวทีอดรู้สึกชื่นชมไม่ได้ พร้อมอยากจะปรบมือให้ รอง
ประมุขลู่มีท่าทีจองหอง พูดจาไม่เห็นอัจฉริยะอย่างพวกเขาอยู่ใน
สายตา ส่วนเจ้าสำนักลู่ต่อกรกับลัทธิสวรรค์อันเกรียงไกร ไม่มีแวว
หวาดหวั่น ยังย้อนกลับไปข่มขู่ลัทธิสวรรค์ได้อีก
เพียงความกล้าหาญนี้ ก็เหนือกว่าพวกเขาทั้งหมดแล้ว!
“เจ้าสำนักลู่พูดได้ดีมาก ข้าชิวจิ้นอันเห็นด้วยกับเจ้าสำนักลู่ แต่
ไหนแต่ไรมาผู้ชนะคือราชา ผู้แพ้คือโจร หากเจ้าแพ้ ก็จงกลับไปจาก
ที่มาเถิด!”
เจ้าสำนักทั้งห้าของสำนักยอดฝีมือและพระชายใหญ่ออกมา
สนับสนุนเซียนอมตะ
ทุกคนมองดูหกผู้นำสำนักใหญ่ร่วมแรงร่วมใจรับมือศัตรู ต่าง
รู้สึกตื่นเต้นจนกำหมัดแน่น
มีเพียงเมิ่งจิ่งโจวที่จากต้นจนจบ ยังคงมองดูรองประมุขลู่ด้วย
สายตาเฉยชา ไร้อารมณ์
พระชายใหญ่รู้สึกว้าวุ่นใจ นี่เป็นครั้งแรกที่ทำเรื่องแบบนี้ ไม่ได้
แสดงพิรุธอะไรใช่ไหม?
ทำไมรู้สึกว่าเจ้าสำนักทั้งห้าช่างคุ้นเคยกับเรื่องเหล่านี้นัก?