ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 492 ลัทธิสวรรค์ปรากฏตัว
ในฐานะวิญญาณกระบี่ที่เกิดจิตสำนึก หมิงไท่มีพรสวรรค์ด้าน
วิถีกระบี่เทียบเท่าลู่หยาง ในการแข่งขันรอบขั้นแก่นทองคำตอนต้น
ถือว่าผงาดเหนือผู้อื่น ไม่พบคู่ต่อสู้ที่เทียบเคียงได้ มีเพียงศิษย์ของ
สำนักเซียนและอัจฉริยะที่สงสัยว่าสลายพลังเริ่มบำเพ
ในฐานะวิญญาณกระบี่ที่เกิดจิตสำนึก หมิงไท่มีพรสวรรค์ด้าน
วิถีกระบี่เทียบเท่าลู่หยาง ในการแข่งขันรอบขั้นแก่นทองคำตอนต้น
ถือว่าผงาดเหนือผู้อื่น ไม่พบคู่ต่อสู้ที่เทียบเคียงได้ มีเพียงศิษย์ของ
สำนักเซียนและอัจฉริยะที่สงสัยว่าสลายพลังเริ่มบำเพ็ญใหม่เท่านั้นที่
ทำให้เขาต้องต่อสู้อย่างยากลำบาก
แต่แม้กระทั่งอัจฉริยะเหล่านี้ ก็ยังถูกวิถีกระบี่อันล ้าเลิศของเขา
พิชิต แม้วิทยายุทธ์ยังอยู่ในขั้นต ่า แต่ก็แฝงไว้ซึ่งพลานุภาพของ
กระบี่เดียวทำลายสรรพวิชาอยู่รางๆ!
ผู้ชนะรอบขั้นแก่นทองคำตอนต้น คือ หมิงไท่
หมิงไท่ยืนอยู่บนเวทีประลอง ยกมือระดับอกโบกทักทายผู้อาวุโส
ซือคงอย่างเขินอาย
ภายใต้แสงอาทิตย์ ร่างของหมิงไท่เปล่งประกายรุ่งโรจน์ ดุจถูก
หล่อด้วยทองคำ
“เห็นหมิงไท่แล้ว ก็เหมือนเห็นเงาของลู่หยาง” เมิ่งจิ่งโจวรำพึง
อย่างโศกเศร้า ดวงตาแดงก ่า หวนระลึกถึงวันเวลาอันรุ่งโรจน์ในอดีต
จิตใจครุ่นคิด เห็นได้ชัดว่าเขามีความผูกพันลึกซึ้งกับลู่หยาง
“น่าเสียดาย ลู่หยางเป็นคนดีเช่นนั้น ทำไมเขาถึงต้อง…”
เมิ่งจิ่งโจวพูดไม่ออก ร ่าไห้จนแทบหายใจไม่ออก
ไป๋หมิง: “……”
เขาอดถามด้วยความเป็นห่วงไม่ได้ “หากเจ้าต้องการร้องไห้ต่อ
จะให้ข้าขึ้นเวทีแทนเจ้าไหม?”
การแข่งขันรอบขั้นแก่นทองคำตอนกลางได้เริ่มต้นแล้ว เมิ่งจิ่ง
โจวเป็นคนแรก
เมิ่งจิ่งโจวเช็ดน ้าตา สีหน้าเด็ดเดี่ยว “ไม่ต้อง ลู่หยางไม่สามารถ
เข้าร่วมการแข่งขัน ข้าต้องสืบทอดเจตนารมณ์ของลู่หยาง มุ่งมั่น
ก้าวไปข้างหน้า เชื่อว่าวิญญาณในสวรรค์ของเขาคงคิด
เช่นเดียวกัน”
กล่าวจบ เมิ่งจิ่งโจวก็ก้าวขึ้นเวทีประลอง ทุกย่างก้าวล้วนหนักอึ้ง
ราวกับแบกรับภาระบางอย่าง
บนที่นั่งชมการแข่งขัน ลู่หยางกำลังคิดว่าจะใช้อำนาจตัดสินให้
เมิ่งจิ่งโจวลูกศิษย์บ้านี่แพ้ทันทีได้หรือไม่
“สำนักเวิ่นเต๋า เมิ่งจิ่งโจว”
“สำนักเฉิง ใบ้เมิ่งอิน”
คู่ต่อสู้ของเมิ่งจิ่งโจวคือศิษย์แท้ของสำนักเฉิง หนึ่งในสำนักชั้น
เลิศ ใบ้เมิ่งอิน
ใบ้เมิ่งอินสวมชุดกระโปรงยาวพลิ้วสะอาดบริสุทธิ์ ผิวขาวผ่องดุจ
หิมะ กลิ่นอายงดงามดั่งนางฟ้า ในโลกภายนอกเป็นที่เทิดทูนบูชา
ของผู้คนมากมาย
วิชามารยาหญิงของนางจัดว่าเป็นเลิศในหมู่เพื่อนร่วมสำนัก
เพียงการขยับกายวาจาก็สามารถปลุกเร้าตัณหาอันลึกล ้าในใจบุรุษ
ได้ แม้แต่สตรีที่ความมั่นคงทางจิตใจไม่เพียงพอก็อาจถูกมนตร์สะกด
ได้
เสียงของใบ้เมิ่งอินหวานเย้ายวน แม้แต่การแนะนำตัวก็แทบจะทำ
ให้กระดูกคนละลาย
“ศิษย์พี่ท่านนี้ ขอได้โปรดลงมือเบาๆ ข้าน้อยอ่อนแอเหลือเกิน
คงรับแรงมากไม่ไหวเจ้าค่ะ”
ใบ้เมิ่งอินมองเมิ่งจิ่งโจวด้วยสายตาน่าสงสาร แอบใช้วิชามารยา
หญิง ในการแข่งขันระดับเมืองและระดับแคว้น นางเพียงเอ่ยเช่นนี้
สองสามคำ ก็ทำให้คู่ต่อสู้หลงใหลจนสิ้นสติ ยอมแพ้โดยสมัครใจ
“หรือว่าเจ้าจะยอมแพ้เสียเลย? ข้าเป็นคนที่ไม่แบ่งแยกชายหญิง
เวลาต่อสู้” เมิ่งจิ่งโจวยิ้มให้ใบ้เมิ่งอิน ไม่ว่าจะต่อกรกับชาย หญิง หรือ
ลู่หยาง เขาจะไม่มีทางปรานีทั้งสิ้น
สายตาของเมิ่งจิ่งโจวใสกระจ่าง ไม่มีร่องรอยของการถูกมนต์
สะกดแม้แต่น้อย
ใบ้เมิ่งอินตกตะลึง ตั้งแต่นางเริ่มออกโรงมา ยังไม่เคยพบผู้
บำเพ็ญระดับเดียวกันที่ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากวิชามารยาหญิง
เลย
แม้แต่อัจฉริยะ ก็ต้องแบ่งสมาธิมาต้านทานวิชามารยาหญิง ไม่
เหมือนเมิ่งจิ่งโจวที่ราวกับไม่ได้รับผลกระทบเลย
สมแล้วที่เป็นคนของสำนักเวิ่นเต๋า ช่างมีความสามารถไม่น้อย
ก่อนการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ นาง
ก็ได้เดินเที่ยวชมตลาดและร่วมกิจกรรมรื่นเริง ได้ยินคำโฆษณาของ
เมิ่งจิ่งโจวที่ว่า “การบำเพ็ญเซียนต้องโสด สตรีล้วนเป็นโครงกระดูก
แดง”
นางไม่แยแสต่อคำพูดเหล่านั้น คาดการณ์ว่าเมิ่งจิ่งโจวแค่ยัง
ไม่ได้พบนาง
ศิษย์สำนักเฉิงมีประสบการณ์การสะกดจิตพระในวัดให้สึก
มาแล้ว
ใบ้เมิ่งอินหยิบพิณโบราณออกจากแหวนเก็บของ เบาๆ ดีดสาย
พิณ เสียงพิณไหลลื่นไพเราะ เหมือนสายลมอ่อนโชยมาปะทะใบหน้า
นุ่มนวลน่าหลงใหล แม้แต่ผู้บำเพ็ญด้านล่างเวทีก็ฟังจนเคลิบเคลิ้ม
นางเป็นผู้บำเพ็ญเสียงที่หาได้ยาก
เสียงพิณผสานกับวิชามารยาหญิง ประกอบกับแก่นทองคำไฟ
ราคะที่นางหลอมไว้ ผู้บำเพ็ญระดับเดียวกันย่อมไม่มีใครต้านทานได้!
ยกเว้นลู่หยาง เมิ่งจิ่งโจว เถาเหยาเยี่ย หม่านกู่ หลานถิง ไป๋หมิง
เหยียนเทียนจื้อ…
“หกท่าสั่นสะเทือนฟ้า!” เมิ่งจิ่งโจวตะโกนลั่น เสียงดังกลบเสียง
พิณ ก้าวใหญ่ขึ้นหน้า หมัดสีทองสว่างเจิดจ้า เสียดสีกับอากาศจน
เกิดประกายไฟ
แก่นทองคำโสดสองดวงหมุนวน วิชามายายัญหญิงใดๆ ล้วนไร้
ผล
สิ่งเดียวที่เป็นอันตรายต่อเขาคือเสียงพิณ ที่ทำให้ฝีเท้าเชื่องช้า
การเคลื่อนไหวไม่คล่องแคล่ว แต่ด้วยความที่เขาเป็นผู้บำเพ็ญ
ร่างกาย ร่างกายแข็งแกร่ง แม้แต่ลู่หยางก็ไม่กล้าเผชิญหน้ากับเขา
โดยตรง
การควบคุมในระดับนี้ สำหรับเขาแล้วเป็นเพียงฝนพรำบางๆ
เท่านั้น ประสิทธิภาพแทบไม่มี
ใบ้เมิ่งอินไม่คาดคิดว่าวิชาอันเป็นความภาคภูมิใจของตนจะไม่
ส่งผลต่อเมิ่งจิ่งโจว นางยังไม่ทันตั้งตัว ก็เห็นหมัดขนาดเท่าถุงทราย
ฟาดลงบนใบหน้า เสียงดังปึง ร่างกระแทกพื้น ฟังแล้วรู้สึกเจ็บแทน
เมิ่งจิ่งโจวชนะ
“ศิษย์น้อง ไม่เป็นไรใช่ไหม?” เมิ่งจิ่งโจวมีน ้าใจช่วยพยุงใบ้เมิ่ง
อินขึ้นมา เวลาแข่งขันเป็นคู่ต่อสู้ ลงมือต้องเฉียบขาด แต่เมื่อการ
แข่งขันสิ้นสุดลง ก็กลับเป็นเพื่อนร่วมทางที่คอยช่วยเหลือซึ่งกันและ
กัน
ใบ้เมิ่งอินมองเมิ่งจิ่งโจวด้วยสายตาหวานซึ้ง นี่เป็นครั้งแรกที่นาง
พบผู้บำเพ็ญชายที่เก่งกล้าเช่นนี้ ผู้บำเพ็ญชายที่เคยพบเจอล้วนคอ
ตกหัวเราะเก้อกับนาง กลัวว่านางจะอ่านใจออก
มีเพียงเมิ่งจิ่งโจวที่ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ กับนาง
“ตอนข้าเริ่มบำเพ็ญ ได้สาบานต่อชื่อสำนักว่า ใครชนะข้า ข้าจะ
แต่งงานกับคนผู้นั้น”
“เช่นนี้ก็ไม่ดี…” เมิ่งจิ่งโจวยิ้มเขินๆ โชครักมาเยือนอย่าง
กะทันหัน
ใบ้เมิ่งอินส่ายหน้าเบาๆ “ไม่มีอะไรไม่ดี สำนักของพวกเรามีกฎ
ว่า ศิษย์ของสำนักห้ามแต่งงานกับศิษย์สำนักเวิ่นเต๋า และห้าม
แต่งงานกับคนตระกูลเมิ่ง”
“อาจารย์บอกว่า แต่งให้คนสองตระกูลนี้ จะนำความยุ่งยากมาสู่
สำนัก”
เมิ่งจิ่งโจว: “……”
ตระกูลเมิ่งของข้าทำอะไรให้เจ้าหรือ ไม่ไปสืบถามที่เมืองหลวง
บ้างหรือ ตระกูลเมิ่งของเรามีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก แม้ว่าจะไม่ค่อยดีนัก
แต่ก็ไม่ได้ตกต ่าถึงขั้นเทียบเท่าสำนักเวิ่นเต๋า!
ช่างเถอะ ไม่ต้องคิดมากมาย ชนะแล้วก็พอ
เขาได้เปิดฉากชัยชนะในรอบแรก ลงจากเวทีด้วยความดีใจ
กลับมาอวดความสามารถกับไป๋หมิงและคนอื่นๆ
“เห็นการต่อสู้ของข้าหรือไม่ หนึ่งหมัดก็จัดการได้แล้ว”
“เก่งมาก เก่งมาก ข้าต่อสู้กับศิษย์หญิงมักจะลังเลใจ กลัวว่าจะ
พลาดต่อยผิดที่แล้วคนอื่นจะคิดว่าข้าเป็นชายโฉด ดูเหมือนว่าข้า
จะต้องเรียนรู้จากศิษย์พี่เมิ่งสักหน่อย” ไป๋หมิงปรบมือ เขาได้เรียนรู้
หลายอย่างจากเมิ่งจิ่งโจว
ก่อนหน้านี้เขารักษาหน้าตามากเกินไป ซึ่งไม่ควรเป็นเช่นนั้น
“น่าทึ่ง” เหยียนเทียนจื้อเอ่ยสั้นๆ
การแข่งขันดำเนินไปรอบแล้วรอบเล่า ไป๋หมิง หลานถิง ผ่าน
เข้ารอบอย่างราบรื่น พลังของพวกเขาเหนือกว่าผู้บำเพ็ญระดับ
เดียวกันอย่างเห็นได้ชัด
“ดูเหมือนว่าผู้ชนะของกลุ่มนี้ จะอยู่ในพวกเราทั้งสี่” เมิ่งจิ่งโจวก
ล่าว
“ไม่ควรด่วนสรุปเช่นนั้น” ไป๋หมิงส่ายหน้า ชี้ไปที่ผู้บำเพ็ญที่
กำลังยืนอยู่บนเวทีในขณะนี้
“การแข่งขันในรอบก่อนๆ พวกเจ้าก็เห็นแล้ว มีผู้บำเพ็ญบางคน
ที่มีฝีมือเทียบเท่าศิษย์สำนักเซียนของพวกเรา รอบขั้นแก่นทองคำ
ตอนกลางก็เช่นกัน”
“เห็นผู้บำเพ็ญบนเวทีประลองคนนั้นหรือไม่ เขาเป็นผู้บำเพ็ญ
จากแคว้นอวิ๋นของพวกเรา ในการแข่งขันที่แคว้นอวิ๋นเขาก็โดดเด่น
มาก แสดงพรสวรรค์การต่อสู้อันยอดเยี่ยม ความสามารถในการ
รับมือเหตุการณ์เฉพาะหน้าสูง และรากฐานมั่นคง ไม่มีจุดอ่อน แม้แต่
พลังจิตที่ยากจะฝึกฝนก็ไม่ได้ล้าหลัง แก่นทองคำของเขาน่าจะเป็น
แก่นทองคำกลืนกินในบรรดาแก่นทองคำระดับหนึ่ง สามารถกลืนกิน
พลังวิเศษของคู่ต่อสู้ขณะต่อสู้”
ขณะที่พวกเขากำลังกระซิบกระซาบกันอยู่นั้น เสียงหัวเราะดัง
ก้องมาจากเบื้องบน
ท่ามกลางสายตาของคนทั้งหลาย ชายหนุ่มผู้หนึ่งกระโดดลงมา
จากท้องฟ้า ลงมายืนบนเวทีประลอง ขัดจังหวะการแข่งขัน
“งานคึกคักเช่นนี้ จะขาดลัทธิสวรรค์ของข้าได้อย่างไร?”
บนเมฆ ยังมีร่างหลายร่างยืนอยู่ แต่ละร่างล้วนแผ่พลังอันน่าครั่น
คร้าม