ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 510 เรียนรู้ด้วยตนเอง
ท่านเต๋าปู้อวี่ทอดถอนใจว่าลู่หยางไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นศิษย์ที่
ดีของตน สามารถคิดค้นเรื่องอย่างลัทธิสวรรค์ได้โดยไม่ต้องมีใคร
สอน
นึกถึงสมัยที่ตนยังอยู่ในขั้นแก่นทองคำ ก็ยังแค่หลอกลวงผู้
บำเพ็ญขั้นแก่นทองคำด้วยกันเท่านั้น แต่ลู่หยางตอนอยู่ขั้นแก่น
ทองคำนั้น กล้าหลอกทั้งบรรพบุรุษขั้นข้ามพิบัติ ลัทธิมารใหญ่ทั้ง
สาม ลงมาถึงผู้บำเพ็ญขั้นต ่าและชาวบ้านสามัญชน ทักษะการหลอก
ทั้งผู้ที่สูงกว่าและต ่ากว่า ช่างน่าทึ่งเสียจริง
แต่เดิมเขาคิดจะแอบหลังอวี้จือถ่ายทอดศิลปะการหลอกลวง
ทั้งหมดให้กับลู่หยาง แต่ดูท่าคงไม่จำเป็นแล้ว
ในฐานะอาจารย์ สิ่งที่ตนภาคภูมิใจมากที่สุดกลับไม่สามารถ
ถ่ายทอดต่อได้ ไม่รู้ว่านี่เป็นโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่
“เมื่อข้าเป็นราชาแห่งสวรรค์ผู้คุ้มครอง ก็ควรทำประโยชน์ให้
ลัทธิเรา ข้าสามารถออกไปเผยแพร่ลัทธิของเราในโลกภายนอกได้”
ท่านเต๋าปู้อวี่รับผิดชอบต่อหน้าที่อย่างยิ่ง พร้อมใช้ความสามารถ
พิเศษของตน
“ไม่ได้” ผู้อาวุโสที่สี่ปฏิเสธข้อเสนอของท่านเต๋าปู้อวี่
“ชื่อเสียงของท่านในวงการบำเพ็ญนั้นโด่งดังสนั่นฟ้า…ในทาง
เสียชื่อเสีย เปรียบเสมือนหนูที่วิ่งข้ามถนนแล้วถูกทุกคนไล่ตี
ชาวบ้านและผู้บำเพ็ญขั้นต ่าอาจไม่รู้ประวัติของท่าน แต่ผู้บำเพ็ญขั้น
สูงคนไหนบ้างที่ไม่รู้จักท่าน?”
“การที่ท่านออกไปเผยแพร่ลัทธิเรา กลุ่มเป้าหมายหลักคือ
ชาวบ้านและผู้บำเพ็ญขั้นต ่า แต่ลัทธิสวรรค์ของเราสร้างขึ้นมาเพื่อ
หลอกศัตรูที่ซ่อนตัวอยู่ ศัตรูเหล่านั้นล้วนเป็นผู้บำเพ็ญขั้นสูง การที่
ท่านออกหน้าเผยแพร่ มีแต่จะทำให้ความน่าเชื่อถือลดลง”
ท่านเต๋าปู้อวี่: “……”
หากตัดทิ้งคำวิจารณ์ที่อคติทั้งทางอัตวิสัยและภววิสัย เขายอมรับ
ว่าสิ่งที่ผู้อาวุโสที่สี่พูดมานั้นมีเหตุผล
ผู้อาวุโสที่แปดเสริม: “ตามความเห็นของข้า ลัทธิสวรรค์ไม่ควร
เปิดเผยตัวทำกิจกรรมในตอนนี้ การออกมาเคลื่อนไหวให้เห็นบ่อยๆ
มีกลิ่นอายของการแสดงละคร การไม่ออกมาแสดงตัว ปล่อยให้ศัตรู
อาศัยข้อมูลเพียงเล็กน้อยเพื่อเดาและจินตนาการถึงความแข็งแกร่ง
ของลัทธิสวรรค์ ถึงจะเป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุด”
ข้อมูลยิ่งน้อย พื้นที่จินตนาการของศัตรูก็ยิ่งกว้าง อีกทั้งพลัง
ของลัทธิสวรรค์ก็ชัดเจนอยู่แล้ว แม้จะไม่ลงมือทำอะไร ก็ยังถูกเข้าใจ
ผิดว่ากำลังวางแผนอะไรบางอย่างอยู่ในที่มืด คนที่กังวลคือศัตรู
ต่างหาก
ในฐานะครูผู้บ่มเพาะท่านเต๋าปู้อวี่ ผู้อาวุโสที่แปดมีทฤษฎีการ
หลอกลวงที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง
ลู่หยางฟังผู้อาวุโสทั้งหลายอภิปรายไปพลาง พยายามควบคุม
เซียนอมตะที่มีความทะเยอทะยานพองโตขึ้นเรื่อยๆ ในพื้นที่จิต
วิญญาณไปพลาง
“เฮ้ๆ อาจารย์เจ้ากลับมาแล้ว รีบให้เขายกตำแหน่งเจ้าสำนักให้
ข้าเร็ว!” เซียนอมตะตื่นเต้น ตบขอบเตียงร้อนรนเร่งให้ลู่หยางแสดง
จิตใจเลวร้ายในการแย่งชิงอำนาจ
“ท่านเซียน เรื่องนี้มันยาก”
“มีอะไรยากล่ะ ข้าเห็นอาจารย์เจ้าก็ไม่ค่อยอยากเป็นเจ้าสำนัก
สักเท่าไร”
“ปัญหาไม่ได้อยู่ที่อาจารย์ข้า แต่อยู่ที่ศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์พี่ใหญ่
ควบคุมอำนาจของสำนักมาสิบเอ็ดปีแล้ว จมจ่อมกับอำนาจ ไม่ยอม
ปล่อยมือง่ายๆ ที่เคยให้เจ้าเป็นเจ้าสำนักรักษาการสองครั้ง ก็เพียง
เพราะต้องการพักผ่อน หากอาจารย์ข้าไม่เป็นเจ้าสำนัก ผู้ที่มีโอกาส
มากที่สุดในการเป็นเจ้าสำนักคนต่อไปก็คือศิษย์พี่ใหญ่”
“แล้วทำยังไงดี?”
“ถ้าเซียนน้อยเอาชนะศิษย์พี่ใหญ่ได้ ตำแหน่งเจ้าสำนักนี้พวก
เราอยากเป็นเมื่อไหร่ก็เป็นได้!”
ลู่หยางต้องห้ามไว้ เขากังวลว่าหากเขากล้าเสนอตัวเป็นเจ้า
สำนัก อาจารย์อาจจะยอมยกตำแหน่งเจ้าสำนักให้เขาจริงๆ
เซียนอมตะพยักหน้า รู้สึกว่าลู่หยางพูดมีเหตุผล: “เรื่องเจ้าสำนัก
ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ใช่ว่าข้ากลัวเด็กอวี้ แต่ข้ารู้สึกว่านางเป็นเจ้าสำนัก
ได้ดีอยู่แล้ว รอให้ข้าฟื้นฟูถึงจุดสูงสุด ค่อยไปแย่งชิงตำแหน่งเจ้า
สำนัก!”
“เซียนน้อยวางแผนการลึกซึ้ง มีวิสัยทัศน์ยาวไกล นอนกิน
น ้าข้าว อดทนรอเวลา อนาคตต้องสร้างผลงานในสำนักเวิ่นเต๋าได้
แน่นอน”
“ข้าก็คิดเช่นนั้นแหละ”
การประชุมชั่วคราวของลัทธิสวรรค์จบลงอย่างรวดเร็ว ที่จริงก็ไม่
มีอะไรมากให้พูด ส่วนใหญ่ก็แค่แจ้งให้ท่านเต๋าปู้อวี่ซึ่งเป็นสมาชิก
ลัทธิสวรรค์อยู่แล้วแต่ตัวเองยังไม่รู้ให้รับทราบเท่านั้น
หลังการประชุมเสร็จ ท่านเต๋าปู้อวี่เรียกลู่หยางไว้
“หยางน้อย เจ้าอยู่ก่อน”
“อาจารย์ มีอะไรหรือขอรับ?”
ท่านเต๋าปู้อวี่พาดแส้ขนวัวบนแขน ลูบเคราขาวช้าๆ พูดว่า: “ไม่
มีอะไรมาก แค่รู้สึกว่าตั้งแต่เจ้ามาเป็นศิษย์ข้า อาจารย์ยังไม่เคยสอน
อะไรเจ้าอย่างจริงจัง ตอนนี้พอดีมีโอกาส สอนวิธีเข้าใจวิถีกระบี่ให้
เจ้าหน่อย”
ลู่หยางดีใจมาก ในสำนักมีคนที่รู้วิชากระบี่ไม่น้อย แต่ผู้ที่
เชี่ยวชาญมีน้อย ท่ากระบี่ของลู่หยางเป็นเพียงท่าพื้นฐาน ความ
เข้าใจในวิถีกระบี่ก็อาศัยพรสวรรค์เป็นหลัก
เป็นศิษย์มาสองปี ทั้งศิษย์และอาจารย์ต่างมีรากฐานกระบี่ แต่เพิ่ง
จะเริ่มสอนตอนนี้
“เอากระบี่ของเจ้าออกมาให้ข้าดูหน่อย”
ลู่หยางหยิบกระบี่ชิงเฟิงและกระบี่เมิ่งเยว่ออกมา
“เจ้าเก็บกระบี่ไว้ในแผ่นหยกประจำตัวหรือ?”
“มีปัญหาอะไรหรือขอรับ?” ลู่หยางงุนงง เขาเคยเห็นผู้บำเพ็ญวิถี
กระบี่คนอื่นก็ทำแบบนี้
หรือว่าในฐานะผู้บำเพ็ญวิถีกระบี่ ควรรักษาความใกล้ชิดกับ
อาวุธของตนตลอดเวลา บำรุงรักษาอย่างดี เพื่อที่จะใช้ได้คล่องแคล่ว
เมื่อถึงเวลาต่อสู้?
“มีปัญหาใหญ่ ตอนข้าอายุเท่าเจ้า มักเจอคนลอบโจมตีบ่อยๆ
เพื่อรับมือกับการถูกซุ่มโจมตี ข้าต้องพกกระบี่ติดตัวตลอดเวลา หาก
เก็บไว้ในแผ่นหยกประจำตัวเหมือนเจ้า เมื่อพบอันตรายจะไม่ช้าไป
หนึ่งจังหวะหรือ?”
“สมัยเด็กของท่าน แคว้นต้าเซี่ยยุคนั้นมีความปลอดภัยแย่ขนาด
นั้นเชียวหรือ?” ลู่หยางตกใจ ตั้งแต่เริ่มออกโลก เขายังไม่เคยเจอใคร
ลอบโจมตีเลย นึกไม่ถึงว่าแคว้นต้าเซี่ยเมื่อสองพันปีก่อนจะวุ่นวายถึง
เพียงนี้
“แม้คนจะบอกว่าสองพันปีก่อน ความปลอดภัยในแคว้นต้าเซี่ยก็
ดีเทียบเท่าปัจจุบัน แต่จากประสบการณ์ตรงของข้า แคว้นต้าเซี่ย
ตอนนั้นวุ่นวายมาก!”
“แล้วตอนที่ท่านโดนลอบโจมตี ท่านไปแจ้งทางการไหม?”
“เรื่องมันซับซ้อน ข้ามักจะไม่แจ้งทางการ”
ลู่หยางพยักหน้าเข้าใจ วงการข้าราชการมืดมนนัก
“ซับซ้อนตรงไหนหรือขอรับ?”
“ส่วนใหญ่เป็นเพราะข้าเป็นฝ่ายลอบโจมตีคนอื่นก่อน ถ้าเรื่อง
ถึงทางการ พวกเราทั้งสองคนก็ไม่มีใครได้ดี”
ลู่หยาง: “……”
ท่านเต๋าปู้อวี่รับกระบี่มา ดึงกระบี่ทั้งสองออกมาเล็กน้อย แสงวับ
วาวสะท้อนเข้าตาพอดี
ท่านเต๋าปู้อวี่ชมกระบี่ทั้งสองไม่หยุด: “กระบี่ดีมาก กระบี่เล่ม
หนึ่งอวี้จือน้อยมอบให้เจ้า แถมยังใส่ตราผนึกไว้ให้ ส่วนอีกเล่มหนึ่ง
เป็นผลงานประณีตของผู้อาวุโสที่ห้า”
แส้ขนวัวของเขาก็เป็นฝีมือผู้อาวุโสที่ห้าเช่นกัน ดูเหมือนแส้ขน
วัวทั่วไป แต่แท้จริงแล้วซ่อนคมกระบี่นับไม่ถ้วนไว้ ทำให้สามารถ
โจมตีได้อย่างฉับพลัน
ท่านเต๋าปู้อวี่อาลัยอาวรณ์ส่งกระบี่ทั้งสองคืนให้ลู่หยาง อวี้จือ
น้อยช่างลำเอียงเสียจริง เขาขอกระบี่ชิงเฟิงหลายครั้งแล้ว แต่อวี้จือ
น้อยไม่ยอมให้สักที
“แสดงท่ากระบี่ให้ข้าดูหน่อย ดูว่าเจ้าเรียนรู้มาแค่ไหนแล้ว”
“ขอรับ”
ลู่หยางยกด้ามกระบี่ระดับหน้าอก คมกระบี่วาววับราวกับมังกร
พันเสา พลังหนุนเนื่องไม่ขาดสาย
ลู่หยางตะโกนเสียงดัง ข้อมือสะบัด กระบี่พลิ้วดั่งผีเสื้อตกตะลึง
ท่ากระบี่เฉียบคม ไม่มีสิ่งใดต้านทานได้
วิชาทะลวง วิชาจุด วิชาชี้…
ท่ากระบี่พื้นฐานในมือลู่หยางกลับมีชีวิตชีวา ต่อเนื่องกลมกลืน
ไร้ที่ติ
ท่านเต๋าปู้อวี่: “……”
นี่คือระดับที่เรียนรู้ด้วยตนเองหรือ?
เขารู้สึกว่าแม้ตนจะสอนด้วยตัวเอง ผลลัพธ์ก็คงไม่ดีไปกว่านี้
แล้ว
ลู่หยางเก็บกระบี่ ตั้งกระบี่ชิงเฟิงตรงหลัง โค้งคำนับท่านเต๋าปู้อวี่
เล็กน้อย
“อาจารย์ ท่านคิดว่าท่ากระบี่ของข้ามีจุดไหนที่ต้องปรับปรุงบ้าง
ไหม?”
ลู่หยางรู้สึกกังวลใจอยู่ไม่น้อย ท่ากระบี่ของเขาล้วนเรียนรู้ด้วย
ตนเอง แม้จะรู้สึกว่าตนเองทำได้ดี แต่ในสายตาอาจารย์อาจจะเต็มไป
ด้วยข้อบกพร่องก็ได้
ท่านเต๋าปู้อวี่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ตอบอย่างจริงจัง: “ครั้งหน้าที่แสดง
ท่ากระบี่ จงเว้นช่องโหว่สองสามจุดให้ข้าชี้ให้เห็นด้วย”