ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 509 ท่านเต๋าปู้อวี่กลับสำนัก
ลู่หยางมองดูผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างเหล่านั้นที่บินจากไปด้วย
สายตากังวลใจ คิ้วขมวดมุ่น จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
“เป็นอะไรไป เสียดายที่พวกมันบินไปแล้วหรือ? อยากให้มาขอ
เจ้าแต่งงานต่อหรือไง?” เมิ่งจิ่งโจวแซวอย่างสนุกสนาน หลังจากงาน
เฉลิมฉลองเสร็จสิ้น ขบวนผู้คนที่มาขอลู่หยางแต่งงานนับไม่ถ้วน เมิ่ง
จิ่งโจวเห็นกับตา แอบอิจฉาอยู่ในใจ
ตอนนี้ลู่หยางกำลังตาปริบๆ มองขบวนขอแต่งงานบินจากไป ทำ
ให้เมิ่งจิ่งโจวยิ้มกว้างจนกดมุมปากไม่อยู่
ลู่หยางส่ายหน้าช้าๆ เอ่ยถึงความกังวลของตน: “ข้ากังวลว่าพวก
เขาจะพบว่าขอข้าแต่งงานแล้วจะได้เจอกับอาจารย์ คนที่มาขอคงจะ
เยอะขึ้นอีกกระมัง”
เมิ่งจิ่งโจว: “……”
ชวนเจ้าคุยให้เสียยากเปล่า!
ด้วยความจำของผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่าง การจำไม่ได้ว่าตัวเองทำ
อะไรไปจนเป็นศัตรูกับใครมา ก็พูดได้มากแล้ว
ลู่หยางคิดว่าด้วยพรสวรรค์ดึงศัตรูของอาจารย์ วันหนึ่งถ้าได้
ข่าวว่าอาจารย์ตายกะทันหันที่ไหนสักแห่ง ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก
เพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุเช่นนั้น ลู่หยางแนะนำด้วยความหวังดี:
“อาจารย์ ท่านเคยคิดจะเขียนพินัยกรรมไว้ล่วงหน้าไหม? ข้าเกรงว่า
เมื่อถึงจุดใกล้ตาย ท่านอาจไม่มีเวลาเขียน”
ท่านเต๋าปู้อวี่มองศิษย์น้อยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหมาย
ลึกซึ้ง รู้สึกว่าระดับการพูดจาของลู่หยางนั้นเทียบชั้นศิษย์รองที่บรรลุ
แก่นทองคำอินหยางได้แล้ว
“เจ้าเคยพบศิษย์พี่รองของเจ้าหรือ?”
“ศิษย์พี่รอง? ไม่นี่ขอรับ เขาไม่ได้อยู่ที่ดินแดนพุทธะทองหรอก
หรือ?” ลู่หยางงุนงง ไม่เข้าใจว่าทำไมอาจารย์ถึงถามเช่นนี้
“ไม่มีอะไร”
ศิษย์มากมายทยอยมาล้อมดูท่านเต๋าปู้อวี่ เมื่อครั้งหนึ่งท่าน
เต๋าปู้อวี่ถูกบังคับให้เข้าภวังค์สิบปี ไม่เคยโผล่หน้าให้เห็น ศิษย์พี่
ใหญ่หลงเชื่อคำยุยงของลู่หยาง ปล่อยท่านเต๋าปู้อวี่ออกมา ให้ไปเล่า
นิทานโฆษณาสำนักเวิ่นเต๋านอกสำนัก นับแต่นั้นท่านเต๋าปู้อวี่ก็ไม่
เคยกลับมาสำนักอีกเลย
ศิษย์รุ่นก่อนสองรุ่นเพียงแค่เคยได้ยินว่าในสำนักมีเจ้าสำนัก
เช่นนี้อยู่ แต่ไม่เคยพบเห็น
แม้แต่รุ่นลู่หยาง ก็มีเพียงลู่หยางกับเมิ่งจิ่งโจวสองคนที่เคยพบ
ท่านเต๋าปู้อวี่ ส่วนเถาเหยาเยี่ย หม่านกู่ และหลี่หาวเหรินนั้นยังไม่เคย
พบ
“ได้ยินว่าเจ้าสำนักกลับมาแล้ว ขอดูหน่อย ขอดูหน่อย?”
“เจ้าสำนักไม่ใช่อวี้จือหรือ?”
“ในที่สุดก็ได้เห็นเจ้าสำนักตัวจริง ข้าออกไปทำภารกิจข้างนอก
แนะนำตัวว่าเป็นคนจากสำนักเวิ่นเต๋า คนเขาถามก่อนเลยว่าเป็น
ศิษย์ท่านเต๋าปู้อวี่หรือเปล่า พอยืนยันว่าไม่ใช่เขาถึงยอมให้เข้าไป”
“พวกเจ้าไม่เคยเห็นเจ้าสำนักเลยหรือ?”
“เจ้าเคยเห็นหรือ?”
“ใช่สิ”
“พวกเราเป็นรุ่นเดียวกันนะ เจ้าไปเห็นที่ไหนล่ะ?”
“ในประกาศจับ”
ศิษย์ทั้งหลายพยายามดันเบียดเข้าไปข้างใน อยากเห็นท่าน
เต๋าปู้อวี่ตัวเป็นๆ หากคนนอกเห็นภาพนี้ อาจจะเข้าใจผิดคิดว่าท่าน
เต๋าปู้อวี่เป็นที่รักใคร่ของเหล่าศิษย์ก็เป็นได้
“น้องชาย เจ้ากลับมาแล้วหรือ”
ผู้อาวุโสใหญ่มาถึงอย่างเชื่องช้า หรือจะพูดว่ารอให้การต่อสู้จบ
ก่อนถึงค่อยโผล่หน้ามาก็ได้
ลู่หยางยังทันมาถึงได้ทันเวลา ผู้อาวุโสใหญ่ไม่น่าจะช้ากว่าลู่
หยางได้
ผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างที่ต่อสู้กับท่านเต๋าปู้อวี่ ผู้อาวุโสใหญ่รู้จักดี
ครั้งหนึ่งเขากับท่านเต๋าปู้อวี่ไปสำรวจสุสานด้วยกัน แต่เทคนิคการ
สำรวจยังไม่สมบูรณ์ บังเอิญไปขุดเจอหลุมบรรพบุรุษของคนอื่นเข้า
เจ้าของหลุมศพรู้สึกถึงความเคลื่อนไหว นึกว่าเป็นโจรขุดหลุมศพจึง
ลงมาดู ทั้งสองคนในตอนนั้นอยากจะหนีแต่ไม่ทัน จึงขึ้นไปนอนใน
โลงศพกับบรรพบุรุษของคนอื่นหนึ่งคืนเต็มๆ
เมื่อเรื่องแดงแตก เจ้าของหลุมศพก็ออกตามหาท่านเต๋าปู้อวี่ไป
ทั่ว
เรื่องนี้ฝ่ายตนผิด ผู้อาวุโสใหญ่ไม่สะดวกที่จะออกหน้า ปล่อยให้
ท่านเต๋าปู้อวี่โดนตีก็ดีแล้ว
ผู้อาวุโสท่านอื่นๆ ก็มีเหตุผลเดียวกัน
ผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างที่ต่อสู้กับท่านเต๋าปู้อวี่เมื่อครู่มีหลายคน
ล้วนเป็นผู้ที่ท่านเต๋าปู้อวี่และผู้อาวุโสทั้งหลายเคยก่อเรื่องไว้ร่วมกัน
ทุกคนจึงไม่สะดวกที่จะออกมาช่วย
“ผ่านสำนักพอดี แวะกลับมาดูหน่อย” ท่านเต๋าปู้อวี่รำพึง หนึ่งปี
ไม่พบ ตำแหน่งเจ้าสำนักรักษาการเปลี่ยนมือไปแล้วสี่รอบ
แรกเริ่มอวี้จือเป็นเจ้าสำนักรักษาการ ต่อมาลู่หยางรับหน้าที่สาม
วัน จากนั้นอวี้จือกลับมาเป็นเจ้าสำนักรักษาการอีกครั้ง แล้วลู่หยางก็
รับช่วงต่ออีกสองเดือน ตอนนี้ก็กลับมาเป็นอวี้จืออีกครั้ง
การเปลี่ยนตำแหน่งเจ้าสำนักรักษาการบ่อยเช่นนี้ แสดงให้เห็น
ว่าการบริหารสำนักช่างวุ่นวายเพียงใด
“ข้านึกว่าเจ้ามีเรื่องกับศัตรูอีกแล้ว กลับมาสำนักหลบภัยเสียอีก”
ท่านเต๋าปู้อวี่ฟังคำพูดนี้แล้วไม่สบอารมณ์: “พูดอะไรกัน ข้าเป็น
คนรับผิดชอบการกระทำของตนเองเสมอ เมื่อไหร่ข้าเคยหลบหนี
เรื่องอะไร?”
ผู้อาวุโสใหญ่อธิบายด้วยสีหน้าไม่สู้ดี: “แล้วเมื่อก่อนที่เจ้าแกล้ง
เป็นสตรีเขียนจดหมายรักให้ผู้อาวุโสที่สี่ ทำให้เขาเอาแต่เหม่อลอย
หัวเราะคิกคัก เหมือนคนควบคุมจิตไม่ได้ พอเรื่องแดงเขาก็ไปเจอ
จดหมายรักที่เขียนไม่จบเสียบอยู่ที่หัวเตียงข้าหมายความว่ายังไง?”
ผู้อาวุโสที่สี่ในตอนหนุ่มๆ มีเพื่อนทางจดหมายคนหนึ่ง ชื่อว่าเยี่ย
เชี่ยนเชี่ยน ทั้งสองไม่เคยพบหน้ากัน มีแต่สื่อสารทางจดหมาย ใน
จดหมาย เยี่ยเชี่ยนเชี่ยนเล่าว่าเคยเห็นผู้อาวุโสที่สี่หัวเราะสนทนาและ
ใช้พู่กันฆ่ามารในที่หนึ่ง รู้สึกชื่นชม จึงส่งจดหมายมาหา
ผู้อาวุโสที่สี่เห็นเยี่ยเชี่ยนเชี่ยนพูดจาไพเราะ ลายมือสวยงาม
แถมยังมีนัยชื่นชมแอบแฝง ก็ติดกับได้อย่างรวดเร็ว
เยี่ยเชี่ยนเชี่ยนยังเล่าอีกว่าบ้านเกิดประสบภัยน ้าท่วม พืชผลจม
หายไปหมด ผู้อาวุโสที่สี่ก็รีบส่งจดหมายพร้อมลิ่นซือกลับไปให้ทันที
น่าเสียดายที่แผนการรอบคอบเพียงใดก็ยังมีความผิดพลาด
สุดท้ายเรื่องก็แดง ผู้อาวุโสที่สี่พบว่ามีคนในกลุ่มพี่น้องแกล้งปลอม
เป็นเยี่ยเชี่ยนเชี่ยน จึงโกรธจัดค้นตัวทุกคน
ท่านเต๋าปู้อวี่เห็นท่าไม่ดี จึงรีบนำจดหมายที่เขียนไม่เสร็จไป
เสียบไว้ที่หัวเตียงผู้อาวุโสใหญ่
และแน่นอน ผู้อาวุโสที่สี่ก็ต่อสู้กับผู้อาวุโสใหญ่ หลังจากนั้นจึง
ค้นพบว่าท่านเต๋าปู้อวี่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมด
“ผู้อาวุโสที่สี่เป็นผู้บำเพ็ญสายขงจื๊อ ปฏิบัติตามวิถีผู้ดี ชอบทำ
ตามกฎระเบียบ ความคิดไม่ยืดหยุ่น เวลาออกไปข้างนอกเขาอาจถูก
สตรีหลอกได้ง่าย แทนที่จะถูกสตรีหลอก ก็ให้ข้าหลอกก่อนดีกว่า ลำ
ธารไม่ควรไหลเข้าแปลงคนอื่น… เอ่อ ไม่ใช่ คือเขาจะได้มีความ
ระแวดระวัง” ——นี่คือคำอธิบายของท่านเต๋าปู้อวี่ก่อนจะถูกบุกเข้า
ตี
ผู้อาวุโสใหญ่นึกถึงเรื่องนี้แล้วยังรู้สึกสยอง นักปราชญ์ที่โกรธ
จัดเป็นสิ่งที่น่ากลัวจริงๆ
“พอดีเจ้ากลับมา เรามาประชุมกันหน่อย มีเรื่องต้องบอก”
ผู้อาวุโสใหญ่เรียกทุกคนมารวมตัวกัน มีอวี้จือ ผู้อาวุโสทั้งแปด
ท่านเต๋าปู้อวี่ ลู่หยาง เมิ่งจิ่งโจว เถาเหยาเยี่ย หม่านกู่ หลี่หาวเหริน
และชิ่นเหยียนเหยียน
ศิษย์พี่ใหญ่ก็อยู่ในสำนัก นางเห็นอาจารย์โดนตีด้วยตาตัวเอง
แต่ไม่มีทีท่าว่าจะช่วยเลย
เหตุผลของศิษย์พี่ใหญ่ก็ฟังขึ้น——นางไม่ได้อยู่ในขั้นรวมร่าง
สู้พวกนั้นไม่ได้
เห็นได้ชัดว่าศิษย์พี่ใหญ่ไม่อยากช่วยจริงๆ
สมาชิกลัทธิสวรรค์มาพร้อมหน้า ทุกคนมองหน้ากันไปมา
ความคิดหนักอึ้ง เงียบไม่พูดจา บรรยากาศชวนอึดอัด
ที่จริงก็เพราะผู้อาวุโสที่หกอยู่ด้วย ทุกคนจึงไม่สะดวกพูดคุย
หลังจากได้ฟังผู้อาวุโสใหญ่ชี้แจงผ่านจิต แม้แต่ท่านเต๋าปู้อวี่ผู้
โด่งดังในวงการหลอกลวงยังอึ้งไปเล็กน้อย
“เจ้าบอกว่าลัทธิสวรรค์ที่กำลังเป็นที่กล่าวขวัญอยู่ตอนนี้คือพวก
เจ้างั้นหรือ?”
“พวกเรา” ผู้อาวุโสใหญ่แก้
“…… ข้ายังไม่พูดถึงเรื่องที่พวกเจ้าไม่ขออนุญาตข้าก่อน แล้วดึง
ข้าเข้าลัทธิสวรรค์ให้เป็นราชาแห่งสวรรค์ผู้คุ้มครอง ตำแหน่งราชา
แห่งสวรรค์ผู้คุ้มครองก็ไม่ใช่ไม่ดี แต่ทำไมพวกเจ้าอ้างว่าข้าปรับปรุง
วิชา ‘ย่อขยาย’ แล้วตั้งชื่อข้าว่าเป็นราชาแห่งสวรรค์เหยียนจั้ง?!”
ท่านป้าป๋ายักไหล่ พูดอย่างมีเหตุผล: “ท่านไม่อยู่เราก็ไม่มี
ทางเลือก อีกอย่าง ลัทธิสวรรค์ของเรายึดถือระบอบประชาธิปไตย
ตำแหน่งของท่านได้รับเสียงเห็นชอบจากทุกคนยกเว้นท่านแล้ว”
ท่านเต๋าปู้อวี่โกรธจัด เส้นเลือดปูดขึ้นทีขมับ: “ประชาธิปไตยบ้า
บออะไร ประมุขคือใคร เป็นพี่ใหญ่หรือเจ้า ข้าจะไปเอาความ!”
“ศิษย์คนโตของท่าน”
“ราชาแห่งสวรรค์เหยียนจั้งนี่ชื่อเหมาะดีนะ”