ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 526 ข้าผิดแล้ว คราวหน้าก็ยังกล้าทำอีก
“เป็นเช่นนี้นี่เอง” ลู่หยางได้เรียนรู้ความรู้ใหม่ที่ตอนนี้ยังใช้ไม่ได้
อีกแล้ว
“ผลของการบำเพ็ญที่มีกฎสวรรค์ใกล้เคียงกัน มีได้เพียงหนึ่ง
เดียว นั่นหมายความว่า หากมีท่านเซียนอยู่ ผลของการบำเพ็ญอย่าง
ผลการบำเพ็ญอมตะ ผลการบำเพ็ญไม่ดับสูญ หรือผลการบำเพ็ญนิ
รันดร์ ล้วนแต่อยู่ในสภาวะของผลการบำเพ็ญเป็นเค้าเท่านั้น ไม่อาจ
กลายเป็นผลของการบำเพ็ญที่สมบูรณ์ได้ใช่หรือไม่?”
“หากมีเซียนแห่งกาลเวลาอยู่ ผลของการบำเพ็ญที่เกี่ยวข้องกับ
เวลาก็จะมีเพียงหนึ่งเดียวเช่นกันหรือ?”
“เป็นเช่นนั้นแหละ”
ลู่หยางถึงเข้าใจในตอนนี้ ไม่แปลกเลยที่การเป็นเซียนต้อง
แข่งขันกัน นี่ก็เหมือนกับว่ามีผลของการบำเพ็ญหนึ่งเดียว
ครอบครองตำแหน่งปลายทางเอาไว้ ทุกคนล้วนแล้วแต่ต้องการมุ่ง
หน้าไปสู่ปลายทางนั้น ใครมาก่อนได้ก่อน ผู้มาทีหลังที่ต้องการเป็น
เซียนจำต้องหาปลายทางอื่น
เนื่องด้วยความแข็งแกร่งของเซียน กึ่งเซียนไม่มีทางทำให้ผู้ที่อยู่
เหนือกว่าต้องยอมจำนน ยากที่จะปราบเซียนให้สำเร็จ
“นึกถึงตอนที่ข้าเป็นกึ่งเซียนอยู่นั้น ยังมีกึ่งเซียนอีกสี่ห้าคนที่มี
ผลของการบำเพ็ญใกล้เคียงกับข้า เช่นผลของการบำเพ็ญเป็นเค้า
อมตะ ผลของการบำเพ็ญเป็นเค้าไม่ดับสูญที่เจ้าเอ่ยถึงล้วนมีทั้งสิ้น”
“พวกเขาเมื่อได้ยินว่าข้าอาจเป็นภัยคุกคาม ก็รวมพลพรรคมา
พบข้า ช่างอหังการเสียนี่กระไร น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก”
“เคราะห์ดีที่ข้ามิใช่พวกกินเจ จัดการกับพวกนี้ก็เป็นเพียงเรื่อง
เล็กน้อย”
ลู่หยางคิดในใจว่าท่านเซียนช่างเก่งกาจ อย่าเห็นว่าท่านเซียน
ปกติชอบใช้พลังขั้นแก่นทองคำไปรังแกพวกขั้นสร้างฐาน ชอบรังแก
พวกอ่อนแอเล่นสนุก แต่หากต้องเผชิญหน้ากับศัตรูระดับเดียวกัน
รับรองว่าท่านเซียนก็เป็นเหมือนเขาเช่นกัน เป็นผู้ไร้เทียมทานใน
ระดับเดียวกัน
ไม่เช่นนั้นคงไม่มีทางสร้างแก่นทองอมตะได้
โดยทั่วไปแล้วยิ่งวิทยายุทธ์สูง ยิ่งยากที่จะแยกแพ้ชนะในระดับ
เดียวกัน
ไม่คิดเลยว่าเซียนอมตะในตอนที่เป็นกึ่งเซียนจะสามารถสู้กับ
ศัตรูสี่คนได้พร้อมกัน ช่างเป็นพลังต่อสู้ที่เหนือธรรมชาติจริงๆ
“ท่านเซียนเอาชนะพวกเขาได้อย่างไรกัน ใช้จิตวิญญาณระเบิด
หรือ?”
เซียนอมตะโบกมือด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ “จะยุ่งยากไปไย ข้าแค่
เรียกเซียนอิงเทียนและอีกสามคนมาช่วยข้าต่อสู้ พวกเขาทั้งสี่ล้วน
เป็นเซียนไปแล้ว”
สี่เซียนต่อสู้กับสี่กึ่งเซียน ผลลัพธ์ของการต่อสู้ย่อมเห็นได้ชัด
ลู่หยาง: “……”
ท่านเซียน นี่จะไม่ใช่ว่าท่านยังสามารถใช้แก่นทองอมตะแม้ใน
ตอนที่เป็นกึ่งเซียนหรอกนะ?
“พูดถึงตรงนี้ ท่านเซียนเป็นคนสุดท้ายที่ได้เป็นเซียนใช่
หรือไม่?” เมื่อพูดถึงตอนที่เซียนอมตะเป็นกึ่งเซียน ลู่หยางนึกขึ้นได้
ว่าเซียนเคยเล่าว่านางเป็นคนสุดท้ายที่ได้เป็นเซียน
จากการที่เซียนอมตะใช้พลังขั้นแก่นทองคำแล้วยอมต ่าตนไปสู้
กับเซียนอิงเทียนและเซียนจิ้วชงที่อยู่ในขั้นสร้างฐานนั้น แสดงให้เห็น
ว่าความก้าวหน้าในการบำเพ็ญของท่านเซียนนั้นเร็วกว่าเล็กน้อย
“แต่เดิมข้าควรเป็นคนแรกที่ได้เป็นเซียน แต่ในยามนั้นคำพูด
ของเซียนแห่งกาลเวลาดลใจให้ข้าเกิดความคิด ข้าจึงละทิ้งผลของ
การบำเพ็ญเป็นเค้าดั้งเดิม เปลี่ยนทิศทางใหม่ หลอมรวมผลของการ
บำเพ็ญเป็นเค้าแบบใหม่หมดจด ซึ่งก็คือผลของการบำเพ็ญเป็นเค้า
อมตะ จึงล่าช้าไปก้าวหนึ่ง ทำให้พวกเขาทั้งสี่แซงหน้าข้าไป”
ในยามที่ลู่หยางกำลังหมกมุ่นครุ่นคิด เสียงเย็นเยียบดุจน ้าแข็ง
ของศิษย์พี่ใหญ่ก็ดังขึ้น ณ ข้างหู ทำเอาเขาสะดุ้งตกใจ เส้นประสาท
สันหลังยังพลอยเย็นวาบไปด้วย
“ท่านผู้อาวุโส ท่านกำลังคุยเรื่องผลของการบำเพ็ญกับศิษย์น้อง
เล็กอีกแล้วใช่หรือไม่?”
ลู่หยางเพิ่งสังเกตเห็นว่าในขณะที่เขาสนทนากับเซียนอมตะนั้น
เมิ่งจิ่งโจวและคนอื่นๆ ได้จากไปแล้ว ตอนนี้ที่นี่เหลือเพียงตัวเขาที่
กำลังเหม่อลอยและศิษย์พี่ใหญ่เท่านั้น
และศิษย์พี่ใหญ่กำลังจ้องเขาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
เซียนอมตะรีบโบกมือปฏิเสธ ชี้นิ้วไปที่ลู่หยางพลางกล่าว “ไม่ใช่
ข้าหรอก ลู่หยางเป็นคนถามข้าก่อนต่างหาก!”
ไม่สนว่าจะเป็นความจริงหรือไม่ ก็ต้องสลัดความรับผิดชอบให้
หมดจดก่อน
ลู่หยางไหนเลยจะปล่อยให้เซียนอมตะใส่ร้ายตนได้ “ท่านเซียน
เป็นคนเอ่ยกับข้าก่อน บอกว่าพอเห็นธาตุทั้งห้าก็นึกถึงว่าผลของ
การบำเพ็ญของเซียนจิ้วชงคืออะไร แล้วก็เริ่มเล่าให้ข้าฟัง!”
ตระกูลเซียนอมตะเกิดความแตกแยกภายใน
ศิษย์พี่ใหญ่ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วถามว่า “ผลของการบำเพ็ญของ
เซียนจิ้วชงคืออะไร?”
ความรู้เกี่ยวกับยุคโบราณของศิษย์พี่ใหญ่ล้วนมาจากคัมภีร์
โบราณ เนื่องด้วยคุณสมบัติพิเศษของเซียน แม้จะมีการบันทึก
กระบวนการต่อสู้ของเซียนไว้อย่างชัดเจน แต่ก็จะมีการลบส่วนที่
เกี่ยวกับวิธีการของเซียนออกไปโดยอัตโนมัติ ศิษย์พี่ใหญ่จึงได้แต่
อนุมานจากเบาะแสเล็กน้อย
การอนุมานย่อมไม่แม่นยำเท่ากับคำบอกเล่าของเซียนอมตะผู้
เป็นผู้ประสบเหตุการณ์
“ผลของการบำเพ็ญของเซียนจิ้วชงคือผลของการบำเพ็ญห
ยินหยาง เซียนฉี่หลินคือผลของการบำเพ็ญผู้เหมาะสมย่อมเอาชีวิต
รอด”
ศิษย์พี่ใหญ่พยักหน้า “ใกล้เคียงกับที่ข้าคาดเดาไว้ แสดงว่าใน
ห้าเซียนยุคโบราณนั้น ท่านผู้อาวุโสมีผลของการบำเพ็ญอมตะ
เซียนอิงเทียนมีผลของการบำเพ็ญอิงเทียน เซียนจิ้วชงมีผลของการ
บำเพ็ญหยินหยาง เซียนแห่งกาลเวลามีผลของการบำเพ็ญกาลเวลา
และเซียนฉี่หลินมีผลของการบำเพ็ญผู้เหมาะสมย่อมเอาชีวิตรอด”
ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันมีผู้ได้เป็นเซียนถึงห้าคนติดต่อกัน
แสดงให้เห็นว่ายุคนั้นช่างรุ่งเรืองเพียงใด มิน่าเล่า เมื่อยุคทองมาถึง
ผู้คนจึงใช้ยุคโบราณเปรียบเทียบกับยุคทอง
“อีกอย่างหนึ่ง เวลาที่เจ้าพูดคุยกับท่านผู้อาวุโส ระวังสักหน่อย
เจ้าเพียงแค่ขั้นแก่นทองคำ รู้เรื่องผลของการบำเพ็ญมากเกินไปก่อน
เวลาอันควรนั้นไม่ค่อยดีนัก รู้เพียงวิธีการบำเพ็ญของขั้นรวมร่างและ
ขั้นข้ามพิบัติก็พอแล้ว”
ลู่หยางรู้สึกว่าแม้แต่การรู้เรื่องของขั้นรวมร่างและขั้นข้ามพิบัติก็
ไม่ค่อยดีแล้ว อันที่จริงมันแทบไม่ใช่สิ่งที่คนขั้นแก่นทองคำควรรู้เลย
ด้วยซ ้า
……
สองวันต่อมา เมิ่งจิ่งโจวนำทีม ลู่หยางเป็นคนระวังหลัง ชุดคนรุ่น
ใหม่ของสำนักเวิ่นเต๋าทั้งห้าคนมุ่งหน้าสู่สำนักธาตุทั้งห้า
พิจารณาถึงภัยอันตรายอันแฝงเร้นในสำนักธาตุทั้งห้า พลังของ
ม้าแก่ไม่เพียงพอ เมิ่งจิ่งโจวจึงไม่เลือกที่จะนั่งรถม้า แต่พาสัมผัสชีวิต
ของสามัญชน นั่งเรือเหาะเดียวกับลู่หยางและคนอื่นๆ
“นึกไม่ถึงว่าข้าจะนั่งเรือเหาะเร็วขนาดนี้อีกครั้ง”
เวลาที่ลู่หยางนั่งเรือเหาะครั้งล่าสุดนั้นยังไม่ถึงครึ่งเดือนด้วยซ ้า
“ขออภัยๆ ข้ามาช้าไปหน่อย” เถาเหยาเยี่ยเป็นคนรวมตัวคน
สุดท้าย ขึ้นเรือมาทันเวลาที่เรือเหาะจะออกเดินทางพอดี
ภาพมายาโฆษณาของสือฮว่ากู๋ผลิตเสร็จก่อนกำหนด นางไปที่
ร้านเนื้อย่าง ‘มาอีกครั้ง’ สาขาใหญ่พร้อมกับผู้อาวุโสที่หก เพื่อเอา
ภาพมายาโฆษณาและลิ่นซือที่เหลืออีกสี่สิบล้านกลับมา
ลิ่นซือเก็บเอาไว้เอง ส่วนการผสานภาพมายาโฆษณากับภาพ
มายาพยับแดดนั้นมอบหมายให้ผู้อาวุโสที่หก ผู้อาวุโสที่หกหาท่าน
ป้าป๋าและผู้อาวุโสที่แปดมาจัดการ
การเดินทางไปกลับทำให้แทบจะผิดเวลา
หลี่หาวเหรินมองเห็นแล้วก็อิจฉาในใจ เพื่อนร่วมวัยกลับมีวิทยา
ยุทธ์สูงส่ง มีพรสวรรค์เฉิดฉายไม่พอ ล้วนแต่ประสบความสำเร็จใน
อาชีพการงาน ถ้าไม่ใช่ก็มีมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ อย่างเช่น
เมิ่งจิ่งโจวกับหม่านกู่
ส่วนตัวเขากลับขัดสนทั้งทรัพย์สินและสถานะ หากกลับไปเป็น
ชิ่นห่าวเหรินในอดีตชาติ ไปเป็นประมุขลัทธิจิ่วอิ่ว…เกรงว่าคงจะยิ่ง
ยากจนกว่าเดิม
เมื่อวิทยายุทธ์เพิ่มสูงขึ้น หลี่หาวเหรินก็ได้รับความทรงจำ
ครึ่งหนึ่งของชิ่นห่าวเหริน ความทรงจำที่ได้รับยิ่งมากเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึก
ว่าชิ่นห่าวเหรินมีชีวิตที่ไม่ง่ายเลย
อย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในความทรงจำครึ่งหนึ่งนี้ ยังมีเรื่องเล่า
เกี่ยวกับชิ่นห่าวเหรินและซู่อี้เหรินที่พัวพันกันอย่างลึกซึ้ง…
ครั้นถึงตอนนี้ หลี่หาวเหรินก็ไม่รู้สึกว่าชิ่นห่าวเหรินมีชีวิตที่
ลำบากอีกต่อไป
เมื่อได้ยินหลี่หาวเหรินบ่น ลู่หยางก็อดไม่ได้ที่จะปลอบใจเขา
“ศิษย์น้องหลี่อย่าได้น้อยใจเลย ศักยภาพของเจ้าไม่ด้อยไปกว่าข้า
วันหน้าหากเจ้าสามารถสืบทอดตัวตนของชิ่นห่าวเหรินได้ ก็มีอยู่
หนึ่งอย่างที่จะเทียบกับข้าได้”
ความหวังลุกโชนขึ้นในใจของหลี่หาวเหริน เขามองลู่หยางด้วย
สายตาคาดหวัง “คืออะไรหรือ?”
“ศัตรูมากมายพอๆ กับข้า ศัตรูของชิ่นห่าวเหรินล้วนเป็นระดับ
ขั้นรวมร่าง ข้าเองก็มักจะเจอคู่ต่อสู้ขั้นรวมร่างบ่อยๆ เวลาออกไปข้าง
นอก”
หลี่หาวเหริน: “……”
อย่าเลย ศิษย์พี่ลู่ท่านนับว่าเป็นผู้ร้ายแต่มักจะมีผู้ร้ายมาเล่นงาน
เอง ยิ่งร้ายยิ่งอยู่ยาว ทุกครั้งล้วนเปลี่ยนเคราะห์ร้ายให้กลายเป็นโชค
ดี ข้าไม่มีความสามารถเช่นนั้นหรอก
โชคดีที่เส้นทางนี้ไม่มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น ทั้งห้าคนเดินทางมาถึง
สำนักธาตุทั้งห้าอย่างราบรื่น
ยังไม่ทันลงจากเรือ ก็เห็นผู้คนจากสำนักธาตุทั้งห้ายืนรออยู่ที่
หน้าประตูสำนักเพื่อต้อนรับทั้งห้าคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ดู
ท่าทางเหมือนผู้อาวุโสอยู่หลายคน ในมือถือวัตถุวิเศษ ใบหน้าดุดัน
สายตาไม่กะพริบ หรือพูดได้อีกอย่างว่าตาเป็นประกายจับจ้องเรือ
เหาะที่กำลังลงจอด