ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 533 รากฐานโสดกล้าเรียนไฟหงส์วัฏฏะหรือ?
“เปลวเพลิงแท้ของนกทองหรือ?”
ลู่หยางสงสัย เขาน่าจะฝึกไม่ผิดแน่ๆ เขามองดูเปลวเพลิงแท้ของ
นกกินรี ฟังเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ของตระกูลนกกินรีจากเซียนอมตะ
แล้วยังจินตนาการตนเป็นดวงอาทิตย์ ที่มีเสียงนกร้องดังก้องออกมา
ไฟแท้อยู่แค่เอื้อม เซียนชี้ทาง จินตนาการยกระดับจิต
กระบวนการช่างสมบูรณ์แบบ
ทำไมถึงออกมาเป็นนกทองสองขาแทนล่ะ?
“มีความเป็นไปได้สามประการ” เซียนอมตะวิเคราะห์อย่างจริงจัง
ลู่หยางดีใจจนตัวลอย คาดไม่ถึงว่าเซียนอมตะจะเอาจริงเอาจังถึง
เพียงนี้ สามารถเสนอได้ถึงสามแนวคิด เขาประสานมือทำความ
เคารพแล้วถาม “ขอเซียนโปรดชี้แนะด้วย”
“ความเป็นไปได้แรก เจ้าเคยเปลี่ยนสามเพลิงศักดิ์สิทธิ์เป็นไฟ
สามรส บางจุดที่หายไปนั้นไปรวมอยู่กับเปลวเพลิงแท้ของนกกินรี
เสียแล้ว”
“ความเป็นไปได้ที่สอง แม้ว่าครั้งนั้นเซียนจิ้วชงจะไม่ได้ฆ่านก
กินรีตัวที่สิบ แต่ข้ากำลังคิดอยู่ว่า เซียนจิ้วชงกับพวกเขาได้แต่มอง
นกกินรีกับกระต่ายหยกผสมพันธุ์ ไม่ได้กิน ช่างน่าเสียดาย จึงมีนก
กินรีตัวหนึ่งตัดขาให้ข้าเอง กำลังจะงอกใหม่ ก็ถูกกระต่ายหยกตัว
หนึ่งกระโจนเข้าใส่”
“ที่เจ้าได้รับอาจเป็นนกกินรีตัวที่ยังไม่ทันงอกขาใหม่”
“ยังมีความเป็นไปได้ที่สาม จากข้อมูลที่เซียนฉี่หลินให้ไว้ และ
เซียนจิ้วชงตรวจสอบยืนยัน ตอนแรกนกกินรีมีเพียงสองขา ภายหลัง
เพื่อปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายในยุคโบราณ จึงค่อยๆ
วิวัฒนาการเป็นสามขา ผลของการบำเพ็ญผู้เหมาะสมย่อมเอาชีวิต
รอดของเซียนฉี่หลิน และผลของการบำเพ็ญเป็นเค้าคัดสรรโดย
ธรรมชาติของอัจฉริยะตระกูลหงส์ ล้วนได้แรงบันดาลใจจาก
ประวัติศาสตร์ของตระกูลนกกินรี”
ลู่หยางรู้สึกว่าไม่มีข้อใดฟังดูสมเหตุสมผลเลย
“ช่างเถอะ จะเป็นไฟแท้ชนิดไหนก็ตาม ขอเพียงเป็นไฟแท้ก็พอ”
ลู่หยางอุ้มเปลวเพลิงแท้ของนกทองไว้ในมือ สัมผัสได้ถึงพลัง
ทำลายล้างอันน่าสะพรึงที่อัดแน่นในนั้น นี่คือไฟแท้ที่มีพลังทำลาย
ล้างรุนแรงกว่าไฟสามรส หากปล่อยออกไป ผู้บำเพ็ญขั้นแก่นทองคำ
คงสองสามคนที่จะรับมือได้
คนที่สองที่บรรลุความสำเร็จคือหลี่หาวเหริน ด้วยมีความทรงจำ
ของชิ่นห่าวเหรินครึ่งหนึ่ง ประสบการณ์ชีวิตของเขาจึงเหนือกว่าผู้
บำเพ็ญระดับเดียวกัน รองจากลู่หยางเท่านั้น
เขาดีดนิ้วทีหนึ่ง เปลวเพลิงหกติงเล็กๆ ลุกวาบที่ปลายนิ้ว เขา
จ้องมองเปลวเพลิงหกติงสักครู่ แล้วถอดวิกผม เผยศีรษะล้านเลี่ยน
ใช้เปลวเพลิงหกติงตีตราวิกผม ทำให้อักขระวิเศษภายในวิกผมนั้นยิ่ง
มีพลัง
หยวนกังที่ยืนดูอยู่ข้างๆ รู้สึกเคารพนับถือยิ่งนัก ช่างเป็นคนกล้า
หาญจริงๆ เพื่อเพิ่มพลัง ถึงกับสละผมบนศีรษะหลอมเป็นวัตถุวิเศษ
หม่านกู่เป็นคนที่สามที่บรรลุเปลวไฟแท้ สิ่งที่เขาควบคุมคือสาม
เพลิงศักดิ์สิทธิ์
เขาสังเกตความเคลื่อนไหวทางฝั่งลู่หยาง โดยเฉพาะเมื่อเห็นลู่
หยางอุ้มนกทองไว้ ร่างของเขาสั่นสะท้าน พึมพำเบาๆ
“ไฟแท้ชนิดแรกที่พี่ลู่เข้าใจคือไฟสามรส ช่วยยกระดับการย่าง
เนื้อขึ้นไปอีกระดับ ครั้งที่สองถึงกับเปลี่ยนไฟแท้ให้กลายเป็นวัตถุดิบ
สำหรับย่างเลยหรือ?”
ช่องว่างระหว่างเขากับลู่หยางช่างห่างไกลเหลือเกิน เขายังมี
ช่องทางให้พัฒนาอีกมาก
ผ่านไปครึ่งวัน เมื่อเข้าสู่ยามดึก เมิ่งจิ่งโจวและเถาเหยาเยี่ย
เข้าใจไฟแท้พร้อมกัน สำเร็จในการเข้าใจไฟหงส์วัฏฏะและไฟหงส์
หนานหมิง พวกเขาเข้าใจไฟของตระกูลปีศาจ จึงช้ากว่าคนอื่นอย่าง
เป็นธรรมชาติ
เมื่อเห็นเมิ่งจิ่งโจวควบคุมไฟหงส์วัฏฏะได้ ผู้อาวุโสทั้งห้าสาย
ล้วนประหลาดใจอย่างมาก
“เจ้าหนูตระกูลเมิ่งไม่ธรรมดาเลย แม้แต่ไฟหงส์วัฏฏะก็ควบคุม
ได้”
“ข้านึกว่าเขาจะยอมแพ้เสียอีก”
“นี่คือความมุ่งมั่นของผู้ที่จะทำการใหญ่ เขามีรากฐานโสด เป็น
ร่างหยางบริสุทธิ์ที่แตะต้องไม่ได้ แต่ไฟหงส์วัฏฏะคือไฟแท้ของตระกูล
หงส์ มีสรรพคุณบำรุงหยางและเลือดก้อน รากฐานโสดรวมกับไฟ
หงส์วัฏฏะ ฤทธิ์บำรุงหยางคงสูงกว่าใครๆ ที่มีรากฐานโสดใน
ประวัติศาสตร์!”
“ในสภาวะเช่นนี้ยังควบคุมตัณหาได้ ไม่ทำลายความบริสุทธิ์
ความมุ่งมั่นเช่นนี้น่าชื่นชมยิ่งนัก!”
“รากฐานโสดซ้อนกับไฟหงส์วัฏฏะ จะยกระดับความแข็งแกร่ง
ของรากฐานโสดขึ้นไปอีกระดับ ความเร็วในการฝึกบำเพ็ญก็จะยิ่ง
เร็วกว่าเดิม!”
พวกเขามีชีวิตมานานเพียงนี้ ไม่เคยได้ยินว่ารากฐานโสดจะบีบ
บังคับตัวเองได้ถึงขนาดนี้ ถึงกับยอมเอาชีวิตเป็นเดิมพัน
เมิ่งจิ่งโจวหันมองกลุ่มผู้อาวุโสทั้งห้าสายที่ซุบซิบกันเบาๆ ดวงตา
ฉายแววเศร้าสร้อย
คำพวกนี้ทำไมไม่บอกแต่แรก บอกแต่แรกข้าก็ไม่เลือกไฟหงส์
วัฏฏะหรอก
ตอนนี้ร่างกายของเขามีปฏิกิริยาแล้ว ต่อให้ราดน ้าคงยังดับไฟ
ไม่ลง
แม้ว่าทั้งห้าคนจะเข้าใจไฟแท้กันหมด ทำให้ซงต้วนเทียนไม่
พอใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่พูดอะไร เนื่องจากเขาตัดสินใจวางความแค้น
กับท่านเต๋าปู้อวี่แล้ว
ผู้อาวุโสทั้งห้าสายและชิวจิ้นอันจากไป พื้นดินที่แตกร้าวก็
ประสานกันเหมือนเดิม เมล็ดพันธุ์ไฟแท้เหล่านั้นจมกลับลงสู่ใต้เส้น
ธาตุไฟอีกครั้ง
ไป๋หมิงกระแอมเบาๆ “พวกเราเที่ยวชมต่อกันไหม?”
“ดึกขนาดนี้ยังเที่ยวชมกันอีกหรือ?” ลู่หยางประหลาดใจ หาก
เป็นที่สำนักเวิ่นเต๋า ศิษย์พี่ศิษย์น้องคงป่วนกันจนดึกดื่นแล้ว
ไป๋หมิงก็ประหลาดใจไม่แพ้กัน ไม่เข้าใจว่าทำไมลู่หยางถึงพูด
เช่นนั้น “ในฐานะผู้บำเพ็ญ ไม่จำเป็นต้องนอนหลับ ไหนเลยจะมีเรื่อง
เช้าค ่า?”
ลู่หยางมองดูอีกที ศิษย์พี่แห่งสายธาตุไฟยังนั่งขัดสมาธิฝึก
บำเพ็ญอยู่กันพร้อมหน้า มีแต่พวกที่แก้ผ้าอาบแสงอาทิตย์ตอนกลาง
วันที่หายไป
ตอนกลางคืนไม่มีแสงตะวัน อาบไม่ได้
เมิ่งจิ่งโจวลองนึกทบทวน “ที่จริงเดิมทีสำนักเวิ่นเต๋าก็ไม่ได้แบ่ง
เวลากลางวันกลางคืน ฝึกบำเพ็ญกันไม่หยุดหย่อน แต่หลังจากปู่
อาจารย์เกษียณ อาจารย์และเหล่าผู้อาวุโสขึ้นมาบริหาร ก็เปลี่ยน
แนวทางการบำเพ็ญ ส่งเสริมการทำงานและพักผ่อนอย่างสมดุล
กลางวันฝึกบำเพ็ญ กลางคืนเล่นสนุก ไม่ต้องทรมานตัวเอง”
หลังจากเปลี่ยนแนวทางการบำเพ็ญแล้ว โดยไม่นับรวมศิษย์พี่
ใหญ่ ศักยภาพโดยรวมของสำนักเวิ่นเต๋าไม่เพียงไม่ลดลง แต่กลับมี
แนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จะเห็นได้ว่าแนวทางนี้ใช้ได้จริง
“ที่นี่คือสายธาตุน ้า” ไป๋หมิงพาทั้งห้าคนมาถึงแหล่งที่เต็มไปด้วย
ไอน ้า ผิวทะเลสาบว่างเปล่า มีเพียงพืชน ้าที่โผล่พ้นน ้าขึ้นมาเล็กน้อย
“คนอยู่ไหนกัน?”
ไป๋หมิงยืนบนผิวน ้า ชี้ลงไปที่เบื้องล่าง “ทุกคนอยู่ข้างล่าง ตาม
ข้ามาเถิด”
ทั้งหกคนกลั้นหายใจ ใช้พลังวิเศษห่อหุ้มร่างกาย ป้องกันไม่ให้
เสื้อผ้าเปียก ค่อยๆ จมลงใต้น ้า
เมื่อเข้าสู่ใต้น ้า ทัศนวิสัยพลันเปิดกว้าง ช่างคึกคักมีชีวิตชีวายิ่ง
นัก
พืชวิเศษ ปลาที่ยังไม่เปิดดวงจิต อัญมณี น ้าวนหมุน… สมกับ
เป็นโลกใต้บาดาล
“น่าเสียดายที่พวกท่านไม่มีรากฐานน ้า ไม่เช่นนั้นคงรับรู้ได้ถึง
พลังวิเศษอันพิเศษแห่งที่นี่”
ศิษย์สำนักธาตุทั้งห้าเคลื่อนไหวใต้น ้าได้อย่างคล่องแคล่ว เห็น
ได้ชัดว่าพวกเขาฝึกบำเพ็ญที่นี่เป็นประจำ บางคนยังเคลื่อนไหวใน
น ้าเป็นวงกลม บังเกิดเป็นทอร์นาโดใต้น ้า มีศิษย์สองคนใช้พายุน ้า
ชนกัน ทำให้น ้าปั่นป่วนไม่เป็นสงบ
สำนักเวิ่นเต๋าก็มีสถานที่สำหรับผู้มีรากฐานน ้าฝึกบำเพ็ญ
เช่นกัน นั่นคือทะเลสาบมหึมาที่แม้จะวางยอดเขาเทียนลงไปก็ยังไม่
อาจโผล่พ้นผิวน ้า แต่เนื่องจากลู่หยางทั้งห้าไม่มีรากฐานน ้า จึงไม่
จำเป็นต้องไปที่นั่น
“แต่เดิมสายธาตุน ้าก็เป็นเพียงทะเลสาบเล็กๆ เท่านั้น มีผู้อาวุโส
สายธาตุน ้าท่านหนึ่งไปเที่ยวทะเลตะวันออก แล้วพบว่าทะเลและ
ทะเลสาบนั้นเป็นสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จึงใช้แหวนเก็บ
ของขนน ้าทะเลจากทะเลตะวันออกมาไม่น้อย นำมาที่สายธาตุน ้านี่”
“เขาคิดไปคิดมาว่า มีแค่น ้าทะเลก็ยังไม่ใช่ ต้องมีสัตว์ทะเลด้วย
จึงจะเหมือนกับสภาพแวดล้อมที่แท้จริงของทะเลตะวันออก ผู้อาวุโส
สายธาตุน ้าจึงกลับไปที่ทะเลตะวันออกอีกครั้ง ติดต่อกับเผ่าทะเลทั่ว
ทิศ ถามว่าพวกเขาอยากย้ายมาอยู่ที่สำนักธาตุทั้งห้าหรือไม่”
“เผ่าทะเลส่วนใหญ่ไม่ยินยอม แต่มีบางส่วนอยากเปลี่ยน
สิ่งแวดล้อม จึงตามผู้อาวุโสมาที่สำนัก ผู้อาวุโสยังพาพวกเขาไปขึ้น
ทะเบียน จัดการเรื่องที่อยู่อาศัย ขั้นตอนยุ่งยากนัก”
ไป๋หมิงชี้ไปข้างหน้า “ด้านหน้าคือน ้าทะเลที่ขุดมาจากทะเล
ตะวันออก และมีเผ่าทะเลอาศัยอยู่ด้วย”