ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 555 ร่องรอยของเซียนแห่งกาลเวลา
ผู้อาวุโสใหญ่มองสำนักเวิ่นเต๋าที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ผ่านกลุ่มเมฆ
โล่งอก
“ในที่สุดก็กลับสำนักเวิ่นเต๋าอย่างปลอดภัย”
แม้ว่าการถูกวัดเสวียนคงจับตัวไปจนถึงการกลับสำนักเวิ่นเต๋า
อย่างปลอดภัยจะเต็มไปด้วยความวุ่นวาย แต่ไม่ว่าอย่างไร การ
กลับมาได้ก็เป็นเรื่องดี
……
“ข้าคิดว่าศิษย์น้องซื่อฉันอาจไม่ต้องการเงินก็ได้”
“อ้าว? ทำไมล่ะ?” ซื่อฉันนึกในใจว่า ท่านศิษย์พี่ไต้ดูใจดีเช่นนี้
แต่ทำไมกลับใจร้ายปล่อยให้ข้าเดินกลับคนเดียว?
“สำนักของเจ้ามาแล้ว” ไต้ปู้ฟานสีหน้าเรียบเฉย มองข้ามซื่อฉัน
ไปยังเหล่าพระที่เดินมาทางนี้
ซื่อฉันหันไปมอง เห็นอาจารย์ อาจารย์ลุงและพี่ศิษย์ของตน
พุทธรัศมีแผ่ซ่าน แสงสว่างจนแสบตา ท่านผู้ดูแลวัดหรืออาจารย์ลุง
เจี๋ยเฉินมือหิ้วคนผู้หนึ่ง
ผู้คนจากวัดเสวียนคงวิทยายุทธ์สูงส่ง ก้าวละร้อยเมตร เพียง
พริบตาก็มาถึงประตูสำนักเวิ่นเต๋า
“อาจารย์ลุงเจี๋ยเฉิน ท่านมาได้อย่างไร?” ซื่อฉันตกตะลึง ไม่เคย
ได้ยินว่าสำนักจะมารับตน
อาจารย์ของเขาพระเจี๋ยซาอยู่ที่นี่ แต่พิจารณาแล้วว่าอาจารย์ไม่
พูดมานาน ถามไปก็เปล่าประโยชน์ จึงถามอาจารย์ลุงดีกว่า
“ทำบุญวันละครั้ง มาปล่อยสิ่งมีชีวิต” พระเจี๋ยเฉินผลักคนในมือ
ให้กลับสำนักเวิ่นเต๋าอย่างว่าง่าย
“อาจารย์ ท่านเป็นอะไรหรือไม่?” ไต้ปู้ฟานมองผู้อาวุโสใหญ่ที่
ถูกวัดเสวียนคงส่งกลับมาด้วยสีหน้าประหลาด
ผู้อาวุโสใหญ่โบกมือ บอกไต้ปู้ฟานไม่ต้องเป็นห่วง “ก็แค่การ
แลกเปลี่ยนระหว่างผู้นำสำนัก จะมีอะไรเกิดขึ้นได้?”
ไต้ปู้ฟาน “……”
พระเจี๋ยเฉินโบกมือ เรียกให้ซื่อฉันเข้ามา
“ขอบคุณศิษย์หลานไต้ที่ดูแลในเดือนนี้” พระเจี๋ยเฉินก้มศีรษะ
ขอบคุณ
“อาจารย์ลุงเกรงใจแล้ว” ไต้ปู้ฟานคารวะตอบ
……
ผู้คนจากวัดเสวียนคงพาซื่อฉันกลับ ระหว่างทาง ซื่อฉันก้มหน้า
ตลอด รู้สึกหดหู่ยิ่งนัก
ดูเหมือนจากนี้คงไม่ได้ไปทำงานที่โรงฆ่าสัตว์อีกแล้ว
“ซื่อฉัน ที่สำนักเวิ่นเต๋าได้อะไรมาบ้าง?” พระเจี๋ยเฉินถามด้วย
มิตรไมตรี เจี๋ยเฉินแปลว่า ‘ละความโกรธ’ เขาจึงมักมีรอยยิ้มอยู่เสมอ
“ได้มากขอรับ สำนักเวิ่นเต๋าเต็มไปด้วยปราชญ์ ข้าพบคน
มากมายที่มีแนวคิดตรงกับข้า!”
“แต่สำคัญที่สุดคือข้าได้ยืนยันว่าอาจารย์พูดไม่ผิด ศิษย์คนโต
ของท่านเต๋าปู้อวี่ยากจะเอาชนะจริงๆ”
“แน่นอน อาจารย์เจ้าไม่มีทางโกหกหรอก ศิษย์คนโตของท่าน
เต๋าปู้อวี่ยากจะเอาชนะจริงๆ… เดี๋ยวก่อน เจ้าพูดอะไรนะ?” พระเจี๋ย
เฉินพลันตระหนักว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง เจ้าหมอนี่รู้ได้อย่างไร
ว่าอวี้จือยากจะเอาชนะ?
“อาจารย์ไม่ได้บอกหรือว่าศิษย์คนโตของท่านเต๋าปู้อวี่เก่งมาก
อย่าไปหาเรื่อง ข้าคิดว่าเรียนรู้จากตำราอาจไม่เห็นภาพ ต้องลงมือ
ปฏิบัติจึงจะรู้แจ้ง ข้าเลยไปที่ยอดเขาเทียนเพื่อท้าทายท่านอวี้จือ และ
ข้าสู้ไม่ได้จริงๆ” ซื่อฉันนึกถึงเหตุการณ์ในตอนนั้น ร่างกายยังรู้สึก
เจ็บ อดขนลุกไม่ได้ พี่ใหญ่อวี้จือแข็งแกร่งเหลือเกิน
พระเจี๋ยซาได้ยินศิษย์ที่ดีทำเช่นนี้ ร่างที่กำลังบินอยู่ก็สั่นไหวจน
เกือบร่วงลงไป
เขาอยากจะด่าออกมา แต่นึกขึ้นได้ว่าตนกำลังฝึกวิธีปิดปาก จึง
ได้แต่คิดในใจ
……
“กลับมาแล้ว!” ลู่หยางและอีกสี่คนกลับสู่สำนักเวิ่นเต๋า พวกเขา
เองก็คิดว่าคนของสำนักตนเองอบอุ่นกว่า ดูศิษย์พี่ไต้กับผู้อาวุโส
ใหญ่มารอรับที่ประตูสำนักเชียวนะ
“ผู้อาวุโสใหญ่ขอบคุณ ศิษย์พี่ไต้ขอบคุณ ข้ามีธุระกับพี่ใหญ่
ขอตัวไปก่อน”
ลู่หยางทิ้งคำพูดนี้ไว้ แล้วหายไปอย่างรวดเร็วจากสายตาทุกคน
ทำให้ทุกคนอึ้ง
“เจ้าหนุ่มนั่นรีบร้อนอะไรนักหนา?”
“ไม่รู้”
ลู่หยางเร่งรีบแน่นอน งานแลกเปลี่ยนสำนักธาตุทั้งห้าครั้งนี้ได้
เรียนรู้มาเท่าไรก็ตาม แต่เพียงแค่เรื่องราวยุคโบราณที่รู้มาก็ต้องขอ
คำแนะนำจากพี่ใหญ่แล้ว
ลู่หยางกลับมาที่ยอดเขาเทียน พี่ใหญ่นั่งขัดสมาธิแบบอรรธ
บัลลังก์ เท้าข้างหนึ่งแตะดิน อีกข้างทับบนต้นขาอีกด้าน มือทำท่า
เก็บดอกไม้ หนีบแก่นทองคำสองเม็ด ลมหายใจยาวนิ่ง ราวกับหลอม
รวมกับธรรมชาติ ตัวตนอ่อนจาง
ลู่หยางยังไม่ทันพูด พี่ใหญ่ก็ลืมตาขึ้นช้าๆ ถาม “ศิษย์น้อง มาหา
ข้าด้วยความรีบร้อนเพราะอะไร?”
พูดจบนางก็เก็บมือ ปลายนิ้วดีดแก่นทองคำสองเม็ดขึ้นฟ้า แก่น
ทองคำกลายเป็นดาวตกพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
ลู่หยางมองจนตาเบิกกว้าง
เห็นลู่หยางตกใจ พี่ใหญ่จึงอธิบายสั้นๆ “หนึ่งเดือนก่อน มีคนมา
ท้าข้า อยากให้ข้าลดระดับพลังเหลือแค่ขั้นแก่นทองคำระดับปลาย
ข้าตกลงตามเงื่อนไขนั้น ดึงแก่นทองคำสองเม็ดจากฟ้าลงมา จำกัด
ระดับพลัง หลังจากนั้นข้าคิดว่านานๆ จะมีโอกาสแบบนี้สักครั้ง จึง
หลอมรวมทั้งสองเม็ดเข้าด้วยกัน ตอนนี้ก็เพิ่งหลอมรวมเสร็จ จึง
ปล่อยแก่นทองคำทั้งสองกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิม”
ลู่หยางกระตุกมุมปากเล็กน้อย คิดในใจว่าท่านอธิบายแบบนี้ยิ่ง
แย่กว่าไม่อธิบาย
“แผ่นไม้นี้เจ้าได้มาจากที่ใด?” พี่ใหญ่งอนิ้ว แผ่นไม้ที่ห้อยอยู่บน
คอลู่หยางลอยขึ้น พาลู่หยางเข้าไปหาพี่ใหญ่ด้วย
พี่ใหญ่จับชิ้นส่วนของต้นไม้แห่งสวรรค์พิจารณาอย่างละเอียด ลู่
หยางไม่เคยอยู่ใกล้พี่ใหญ่ขนาดนี้มาก่อน จึงรู้สึกหวาดหวั่นอย่างไร้
เหตุผล เขาแทบสัมผัสได้ถึงลมหายใจของพี่ใหญ่
“ส่วนหนึ่งของไม้เซียน?” พี่ใหญ่เลิกคิ้ว ปล่อยลู่หยางไป สิ่งนี้ล ้า
ค่ายิ่งนัก ลู่หยางได้มาจากที่ใดกัน?
“นี่คือสิ่งที่ข้าต้องการจะเล่า นี่คือชิ้นส่วนของต้นไม้แห่งสวรรค์ พี่
ซางกวนให้ข้ามา!”
“ชิ้นส่วนของต้นไม้แห่งสวรรค์? เซียนแห่งกาลเวลา?”
พี่ใหญ่แปลกใจเล็กน้อย ที่แท้พี่ซางกวนมีเบาะแสของเซียนแห่ง
กาลเวลา?
หรือแท้จริงแล้วพี่ซางกวนไม่รู้ว่านี่คือต้นไม้แห่งสวรรค์ รู้เพียงว่า
เป็นของล ้าค่า จึงให้แก่ลู่หยางล่วงหน้า เพื่อสร้างสัมพันธ์ที่ดีและ
วาสนา?
“ข้าจะเป็นผู้เล่าเอง” เซียนอมตะปรากฏตัว นางรู้มากที่สุด
“ข้ากับลู่หยางไปที่สายธาตุไม้ของสำนักธาตุทั้งห้า พบว่าแหล่ง
พลังมีชีวิตชีวาเต็มไปด้วยพลังชีวิตที่น่าตกใจ ข้าเห็นเครื่องป้องกันที่
ซางกวนให้กับลู่หยาง จึงใช้พลังจิตตรวจสอบทั่วสายธาตุไม้ แล้วพบ
สิ่งนี้”
เซียนอมตะใช้พลังจิต แสดงภาพศพของเซียนแห่งกาลเวลาที่ฝัง
อยู่ใต้สายธาตุไม้
“นี่คือ……”
“ศพของเซียนแห่งกาลเวลา”
ดวงตาของอวี้จือเบิกกว้างเล็กน้อย ไม่คาดคิดว่าจะได้รับข่าวนี้
นางเคยไปสำนักธาตุทั้งห้า แต่ด้วยมารยาทจึงไม่ได้ใช้พลังจิต
ตรวจสอบสิ่งที่อยู่ใต้สายธาตุไม้
ไม่เคยนึกเลยว่าใต้สำนักธาตุทั้งห้ามีศพเซียนซ่อนอยู่!
“เซียนแห่งกาลเวลาล่มสลายแล้ว? ไม่ถูก แค่ศพเซียนเพียงอย่าง
เดียวยังไม่อาจสรุปได้”
“ท่านผู้อาวุโส มีเรื่องหนึ่งที่ข้าต้องการยืนยัน ข้าเคยเห็นในตำรา
โบราณว่าอั้งยี่เป็นบริวารของเซียนแห่งกาลเวลา เรื่องนี้จริงหรือ?”
“ใช่ อั้งยี่เป็นสัตว์วิเศษที่เซียนแห่งกาลเวลาใช้ผลการบำเพ็ญ
กาลเวลาอบรมขึ้นมา”
“งั้นก็ถูกต้องแล้ว ทุกปีใหม่ อั้งยี่จะปรากฏตัว หลังจากนั้นก็
หายไป มีครั้งหนึ่งข้าได้ลงมือ อยากรู้ว่าอั้งยี่ไปที่ไหน แต่ครั้งนั้นข้า
ใช้พลังมากเกินไป ทำให้อั้งยี่ตกใจ ตั้งแต่นั้นมา อั้งยี่เห็นข้าก็วิ่งหนี”
ผู้บำเพ็ญธรรมดามีอายุเพียงร้อยปี จึงหวงแหนเวลา ผ่านปีใหม่ปี
ละครั้ง แต่สำหรับผู้บำเพ็ญที่มีอายุยืนยาว หนึ่งปีเป็นเพียงพริบตา
ธรรมเนียมในโลกเซียนคือสิบปีเฉลิมฉลองปีใหม่หนึ่งครั้ง อั้งยี่ก็
ปรากฏสิบปีครั้ง ตั้งแต่เซียนอมตะฟื้นคืนชีพ ยังไม่ทันได้พบอั้งยี่ใน
โลกเซียน
“ข้ายืนยันได้ว่าทุกครั้งที่ฉลองปีใหม่ อั้งยี่มาจากทิศตะวันออก
แล้วกลับไปทางทิศตะวันตก ข้าสงสัยว่าร่องรอยของเซียนแห่ง
กาลเวลาอาจอยู่ที่ทะเลบูรพาหรือดินแดนพุทธะ จึงให้ศิษย์น้องคนที่
สองไปเที่ยวทางทิศตะวันตกบ่อยๆ”