ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 572 ศิษย์น้อง เจ้าเล่าประวัติศาสตร์นอกคัมภีร์หรือ?
- Home
- ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ!
- บทที่ 572 ศิษย์น้อง เจ้าเล่าประวัติศาสตร์นอกคัมภีร์หรือ?
“ศิษย์น้อง เจ้าเคยได้ยินเรื่องการต่อสู้ระหว่างเซียนจากมารกับผู้
ทรงพลังตระกูลมังกรและหงส์หรือไม่?” ศิษย์พี่คนที่สามนึกถึงตำนาน
เรื่องหนึ่ง บางทีศิษย์น้องอาจมีมุมมองที่แตกต่างออกไป
“พวกเขาสามคนถึงกับต่อสู้กัน?” ลู่หยางอุทานในใจ เซียนฉี่
หลินไม่ได้คุกเข่าต่อกระบี่ทุกวันหรอกหรือ? พวกเจ้าสู้กันบนเตียงรึ
ไง?
“ใช่ ตามตำนาน นั่นคือการต่อสู้ระหว่างเซียนจากมารกับผู้ทรง
พลังตระกูลมังกรและหงส์เพื่อแย่งชิงตำแหน่งเซียน เป็นศึกแห่งการ
เป็นเซียนที่มีชื่อเสียงโด่งดังในประวัติศาสตร์ จัดอยู่ในสิบอันดับการ
ต่อสู้ของผู้ทรงพลังสูงสุด นักวิชาการมากมายอยากศึกษาการต่อสู้
ครั้งนั้นอย่างลึกซึ้ง”
“แต่บันทึกที่มีอยู่ล้วนเลือนรางเกี่ยวกับการต่อสู้ครั้งนั้น ยากแก่
การศึกษาค้นคว้ายิ่งนัก”
“ตำราโบราณหลายเล่มบันทึกไว้ว่า เซียนจากมารและผู้ทรงพลัง
ตระกูลมังกรและหงส์ทั้งคู่ล้วนเป็นกึ่งเซียน ทั้งสามต่อสู้กันระหว่าง
ดวงดาว มีอำนาจบดบังฟ้าดิน สู้จนมืดฟ้ามัวดิน ดวงอาทิตย์ดวง
จันทร์ไร้แสง โลกจมอยู่ในความมืด มองไม่เห็นแม้แต่มือตัวเอง ผู้คน
ตื่นตระหนก สุดท้ายเซียนจากมารแม้ต่อสู้คนเดียวกับสองศัตรู ก็ยัง
ชนะ เสียสละชีวิตตัวเอง เปลี่ยนฟ้าเปลี่ยนดิน ทำให้โลกกลับมาสว่าง
ไสวอีกครั้ง”
“ท่านเซียน ท่านรู้เรื่องการต่อสู้ครั้งนั้นหรือไม่?”
“พูดเช่นนี้ก็กระไรอยู่ มังกรและหงส์สองสาวนั่นเป็นศิษย์ไม่เป็น
ทางการของข้า เซียนฉี่หลินก็เป็นคนที่ข้าเคยตีมาตั้งแต่เล็ก ศึกใหญ่
ขนาดนี้ข้าจะไม่ไปดูเชียวหรือ?” เซียนอมตะรู้สึกว่าลู่หยางประเมิน
ตนต ่าเกินไป นางเอาใจใส่เพื่อนฝูงเสมอ
“ไม่เพียงแค่ข้า อิงเทียน แห่งกาลเวลา จิ้วชง ล้วนอยู่ดูทั้งนั้น”
“ศึกครั้งนั้นดุเดือดจริงๆ เซียนฉี่หลินพลังแรงกล้า สู้สองต่อหนึ่ง
แต่ยังไม่แพ้”
“แรกเริ่มเป็นศึกสามฝ่าย แต่สู้ไปสู้มา สองสาวมังกรหงส์พบว่า
เซียนฉี่หลินยากจะเอาชนะ ต้องจัดการเขาก่อน จึงร่วมมือโจมตี
เซียนฉี่หลิน”
“เซียนฉี่หลินได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกซ้อมจนหน้าบวมปูด ดูน่า
เกลียดสุดๆ เขาเห็นท่าไม่ดี คนด้านล่างก็มองอยู่ รูปลักษณ์แบบนี้
ออกไปเล่าลือคงทำให้เสียชื่อว่าจะอยู่ต่อไปอย่างไร”
“ตอนสู้เขาพยายามเคลื่อนไหวเข้าใกล้ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์
ทำไปทำมาเกือบทำให้นกกินรีและกระต่ายหยกตกใจตาย สามกึ่ง
เซียนต่อสู้กัน เขาทั้งสองอยู่ข้างๆ โดนทีเดียวนอนครึ่งปี โดนสองทีไม่
มีทางลุกขึ้นมาอีก นกกินรีและกระต่ายหยกจึงรีบพาดวงอาทิตย์และ
ดวงจันทร์หนีไป”
“พอสองดวงหนีไป ฟ้าดินก็มืดมิด คนเราเห็นการต่อสู้ของเซียน
ฉี่หลินได้ ชาวบ้านกับผู้บำเพ็ญธรรมดาเห็นไม่ชัด แผนการเซียนฉี่
หลินสำเร็จแล้ว”
“เซียนฉี่หลินสู้สองต่อหนึ่ง ยังลำบากอยู่มาก โชคดีที่ตอนนั้นไม่
มีแสงสว่าง ไม่อย่างนั้นภาพที่เขาถูกรุมซ้อมคงถูกถ่ายทอดลงมา เขา
คงอยากตายเลย ข้าวาดรูปไว้ เซียนฉี่หลินขอหลายครั้งข้าก็ไม่ให้”
“เซียนฉี่หลินถูกข้าตีมาตั้งแต่เด็ก พลังชีวิตแข็งแกร่ง ผลของ
การบำเพ็ญผู้เหมาะสมย่อมเอาชีวิตรอดเป็นเค้ารองทำให้เขายิ่งสู้
นานเท่าไรก็แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น เหมาะกับการสู้ยืดเยื้อ อีกทั้งเผา
ผลาญอายุขัยเจ้าก็รู้ใช่ไหม เป็นการโจมตีแบบแลกแผลต่อแผล
เซียนฉี่หลินใช้รูปแบบของผลของการบำเพ็ญปรับตัวรับการเผา
ผลาญอายุขัยมาก่อน เมื่อใช้ก็เพิ่มพลังสู้ได้ แต่อายุขัยไม่ลดลง สู้ไป
สู้มาการโจมตีของสองสาวแทบไม่มีผลต่อเซียนฉี่หลินอีก”
“เซียนฉี่หลินคว้าชัยชนะ สองสาวยอมแพ้อย่างไม่เสียดาย”
“หลังจากชนะแล้ว เซียนฉี่หลินอยากเชิญกระต่ายหยกและนก
กินรีกลับมา แต่ทั้งสองไม่ยอมกลับ เซียนฉี่หลินทำให้พวกเขากลัว
จนหัวหด จะเชิญกลับมาได้อย่างไร?”
“เซียนฉี่หลินหมดปัญญา ต้องไปเชิญนกกินรีและกระต่ายหยก
ตัวอื่นมาแทน”
ลู่หยาง: “…”
ช่างเป็นความมืดของฟ้าดิน การเปลี่ยนฟ้าเปลี่ยนดิน และการ
เสียสละชีวิตที่งดงาม
ลู่หยางเล่าเหตุการณ์จริงของการต่อสู้ให้ศิษย์พี่คนที่สามฟัง
อย่างครบถ้วน ศิษย์พี่คนที่สามฟังจบ ใบหน้าเต็มไปด้วยความแปลก
ใจ
“ศิษย์น้อย เจ้าเล่าเรื่องนี้จาก…ประวัติศาสตร์นอกคัมภีร์หรือ?”
ประวัติศาสตร์นอกคัมภีร์นี้ช่างดิบเถื่อน กล้าใส่ร้ายเซียนฉี่หลิน
ขนาดนี้
“ไม่ใช่ นี่คือประวัติศาสตร์ฉบับทางการ”
ศิษย์พี่คนที่สาม: “?”
ลู่หยางเห็นว่าทั้งเมิ่งจิ่งโจวและศิษย์พี่คนที่สามไม่ต้องการวิชา
บำรุงหยาง วิชานี้ก็ทำลายไม่ได้ จึงคิดจะเก็บไว้ก่อน ค่อยนำไปฝาก
ไว้ที่หอคัมภีร์ เพื่อแลกแต้มสะสม
“นี่คืออะไร?” ลู่หยางหยิบกรงขนาดฝ่ามือขึ้นมา กรงนั้นใช้โซ่ขัง
ซวนฮุ่ยสีทองตัวเล็ก ซวนฮุ่ยราวกับเปลวไฟ ลอยไปมา
ศิษย์พี่คนที่สามได้ยินคำบรรยายของลู่หยางก็ให้คำตอบอย่าง
รวดเร็ว “นั่นคือจิตวิญญาณซวนฮุ่ย ทำจากวิญญาณซวนฮุ่ย ตอนนี้
เป็นวัตถุไร้ชีวิตแล้ว หากดูดซึม จะกระตุ้นสายเลือดกำเนิดให้แรงกล้า
ยิ่งขึ้น ได้รับพลังพิเศษที่เข้มแข็ง”
“ดูเหมือนซวนฮุ่ยที่ข้าสังหารเคยฆ่าพวกเดียวกันเอง หวังจะดูด
ซึมจิตวิญญาณมาใช้ แต่ยังไม่ทันได้ดูดซึมก็ถูกข้าสังหารเสียก่อน”
“การฆ่าพวกเดียวกันถือเป็นความผิดร้ายแรง และซวนฮุ่ยที่ถูก
ตัวนั้นจ้องจะเล่นงานต้องเป็นสายเลือดบริสุทธิ์ มีฐานะดี แม้เวลาผ่าน
ไปนาน ถึงข้าจะมอบจิตวิญญาณนี้ให้ตระกูลซวนฮุ่ย พวกมันก็คงคิด
ว่าข้าหาข้ออ้างเท่านั้น”
“เดิมทีนี่เป็นจิตวิญญาณระดับแปลงร่างเซียน พวกเจ้าดูดซึม
ไม่ได้ แต่เวลาผ่านไปสองร้อยปี แม้มีอาคมปิดผนึกก็ไร้ประโยชน์
พลังรั่วไหลไปมาก ตอนนี้ลดลงเป็นระดับทารกแรกกำเนิด พอดีกับ
การดูดซึม”
“ศิษย์น้องเมิ่ง เจ้าสามารถดูดซึมจิตวิญญาณนี้ได้ ซวนฮุ่ยเป็น
สิ่งมีชีวิตที่เกิดจากมังกรผสมกับสิงโต โดยธรรมชาติมีคุณสมบัติของ
ตระกูลมังกรและสิงโต เพียงแต่ไม่สมบูรณ์”
“หากเจ้าดูดซึมจิตวิญญาณซวนฮุ่ย มีโอกาสได้รับคุณสมบัติ
ของมังกรและสิงโต โดยเฉพาะท่าสิงโตผงาดไร้กลัวของพุทธวิถี เจ้า
ก็อาจได้รับบางส่วน”
“เอาเถอะ ให้เจ้า” ลู่หยางส่งจิตวิญญาณซวนฮุ่ยให้เมิ่งจิ่งโจว
ไม่ต้องขอบคุณระหว่างเพื่อนสนิท เมิ่งจิ่งโจวเอามือขวาวางบน
กรง มืออีกข้างรองกรง จิตวิญญาณซวนฮุ่ยแปรเปลี่ยนเป็นแสงสีทอง
แทรกซึมตามเส้นลมปราณของเมิ่งจิ่งโจวเข้าสู่ร่างกาย
ศีรษะของเมิ่งจิ่งโจวมีเหงื่อเม็ดโตผุดขึ้น ไม่นานทั้งร่างก็ชุ่มไป
ด้วยเหงื่อ ฟันกระทบกันสั่นระริก ต่อสู้กับจิตวิญญาณซวนฮุ่ยในพื้นที่
จิตวิญญาณอย่างดุเดือด
“อยากร้องก็ร้องออกมาเถอะ ข้าวางอาคมปิดผนึกไว้รอบถ ้า คน
ข้างนอกไม่มีทางได้ยินเสียงที่นี่” ศิษย์พี่คนที่สามเตือน นางรู้สึกว่า
เมิ่งจิ่งโจวกำลังข่มตัวเอง
คำพูดเพิ่งจบ เมิ่งจิ่งโจวก็เหมือนพบรูระบาย ดวงตาเขาตั้งขึ้น
กลายเป็นสีทอง ลำคอสั่นระริก เปล่งเสียงที่มนุษย์ไม่อาจครอบครอง
โฮก—–
เสียงสิงโตคำราม
“ไม่มีเสียงมังกร ดูเหมือนเจ้าจะครอบครองพลังสิงโตคำราม น่า
เสียดาย คุณสมบัติของมังกรเหนือกว่าสิงโตนัก”
“แต่ก็ยังดี คำรามเดียวของเจ้ามีเอกลักษณ์คล้ายสิงโตคำรามใน
พุทธวิถี ได้ยินว่าเจ้ายังเรียนรู้หมัดอรหันต์ บุญบารมีกับพุทธวิถี
ลึกซึ้ง อนาคตไม่แน่อาจเรียนรู้ท่าสิงโตผงาดไร้กลัวได้”
“ศิษย์พี่ ขอถามสักคำ พลังพิเศษของมังกรมีอะไรบ้าง?”
“โอ้ มีมากมาย เช่น เรียกลมเรียกฝน ร่างกายแข็งแกร่ง ควบคุม
พลังเมฆ มักมีอารมณ์ทางเพศสูง ล้วนเป็นคุณสมบัติที่ดีทั้งนั้น”
เมิ่งจิ่งโจวรู้สึกว่ามีคุณสมบัติหนึ่งที่เขาต้องหลีกเลี่ยงอย่าง
เด็ดขาด
“ถ้าได้คุณสมบัติสุดท้ายไม่เป็นไร ศิษย์พี่ใหญ่ยังชมเชยกำลังใจ
ของเจ้าไม่หยุดปาก ถ้าเจ้าได้คุณสมบัติสุดท้าย แต่ยังรักษาหยาง
(ความบริสุทธิ์) ไว้ได้ การบำเพ็ญต้องเร็วกว่าศิษย์น้องแน่”
เมิ่งจิ่งโจวส่ายศีรษะไปมาแรงๆ เขาหวาดกลัว โชคดีที่ได้แยก
จากตระกูลเมิ่ง ทำความดีสะสมบุญ จึงหลีกเลี่ยงหายนะได้อย่าง
หวุดหวิด
ตอนนี้เขายังอดกลั้นแทบไม่ไหว หากเพิ่มคุณสมบัติมักมี
อารมณ์ทางเพศสูงเข้าไป ต่อให้หลวงพ่อเจี๋ยซาแห่งวัดเสวียนคงสวด
มนต์ให้เขาทั้งวันทั้งคืน หรือถึงขั้นยึดร่างเขาไปแล้ว ก็คงต้านทาน
แรงปรารถนาทางร่างกายไม่ไหว