ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 595 เจียงเหลียนอี้
ก่อนมาที่ดินแดนลับ ลู่หยางไม่เคยคิดเลยว่าการมาฝึกฝนครั้งนี้
จะพบเรื่องมากมายเช่นนี้
โบราณสุสานเป็นสถานที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเขตปีศาจ เขา
กับเมิ่งจิ่งโจวปรึกษากัน เมื่อมาถึงแล้วไม่แวะดูสักหน่อยก็เสียดาย จึง
ตามศิษย์พี่คนที่สามเข้ามาในดินแดนลับ
ไม่คาดคิดว่าภายในจะได้พบเจอทั้งร่องรอยความรู้สึกที่ปีศาจ
ยิ่งใหญ่ทิ้งไว้ และวิชายุทธ์ของเซียนจิ้วชง
ชั้นที่สี่ของโบราณสุสาน ระดับที่อัจฉริยะทั้งหลายที่เข้ามาใน
ดินแดนลับตลอดสามแสนปีไม่เคยรู้จัก แม้แต่หลัวหงวิญญาณของ
ดินแดนลับยังไม่มีสิทธิ์ย่างกรายเข้ามา ในวันนี้จึงได้ต้อนรับผู้มา
เยือนเป็นครั้งแรก
ที่นี่เงียบสงัด เสียงฝีเท้าก้องกังวานราวกับมีคนเดินตามหลังอยู่
ลู่หยางสำรวจชั้นที่สี่อย่างละเอียด ห้องตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่
แฝงความลึกซึ้ง คาดว่าเจ้าของห้องคงเป็นผู้อาวุโสที่มีความสง่างาม
ยิ่ง
ทุกสิ่งประดับตกแต่งในห้องล้วนสะท้อนถึงความเก่าแก่และความ
พิเศษ ด้วยวิจารณญาณของลู่หยาง เขาจำแนกที่มาของสิ่งของเพียง
สองสามชิ้นเท่านั้น
โต๊ะหินแกะสลักจากแก่นลิ่นซือชั้นดีเลิศ เก้าอี้หยกหลอมรวม
จากแก่นแท้แห่งตะวันและแก่นแท้แห่งจันทรา กระเบื้องพื้นผลิตจาก
แก่นของดวงดาวพิเศษ กระจกทองแดนคุนหลุน ถ้วยชารู้ธรรม
ตะเกียงเซียนไม่ดับ…
ทั้งหมดนี้ลู่หยางเคยเห็นเพียงในพื้นที่จิตวิญญาณของตนเอง
— บางครั้งเซียนอมตะจะเปลี่ยนรูปแบบให้พื้นที่จิตวิญญาณ
แต่ก่อนเมื่อเซียนอมตะแนะนำสิ่งเหล่านี้ให้ลู่หยางฟัง เขาถึงกับ
ประหลาดใจจนมุมปากกระตุก ราคาของสิ่งเหล่านี้เกินกว่าจะ
จินตนาการได้
แต่ตอนนี้เมื่อเห็นของจริงปรากฏต่อหน้า ความรู้สึกเป็นอีกแบบ
หนึ่งเลย
ลู่หยางสังเกตเห็นขลุ่ยหยกสีเขียวมรกตแขวนอยู่บนผนัง รูปทรง
ยาวสง่างาม ลวดลายนกและดอกไม้สลักอย่างประณีต ให้ความรู้สึก
เบาสบายและบริสุทธิ์
ที่ปลายห้อง มีเตียงวางตั้งอยู่ มีม่านบางๆ คลุม มองเห็นร่างสตรี
นอนอยู่ใต้ม่านนั้นเพียงรางๆ
“รู้หรือไม่ว่าห้องนี้เป็นของใคร?” ลู่หยางถามเบาๆ กลัวจะรบกวน
เจ้าของห้อง
“เป็นของเจียงเหลียนอี้” เซียนอมตะตอบ
อัจฉริยะตระกูลหงส์ยุคโบราณ บรรพบุรุษตระกูลหงส์ ภรรยาของ
เซียนฉี่หลิน หนึ่งในสิบหญิงงามแห่งยุคโบราณ เจียงเหลียนอี้
ลู่หยางเตรียมจะเลิกม่านขึ้น มือชะงักเล็กน้อย ในใจคิดว่าสม
แล้ว แล้วจึงเลิกม่านขึ้น เห็นหญิงงามในชุดแดงสดอยู่บนเตียง งดงาม
ราวกับเปลวเพลิง
ไม่ผิดแล้ว นางคือเจียงเหลียนอี้ในตำนาน
เจียงเหลียนอี้ไร้สัญญาณชีพใดๆ ความมีชีวิตสลายไปสิ้น ริม
ฝีปากซีดขาว ดวงตาปิดสนิท ใบหน้าสงบ มือทั้งสองวางไขว้กันบน
หน้าอก
“นางสิ้นแล้วหรือ?” ลู่หยางถามเสียงสั่น
ลู่หยางรู้ถึงวิธีหลับใหลของผู้บำเพ็ญโบราณ แต่ผู้บำเพ็ญ
เหล่านั้นไม่ว่าจะหลับลึกเพียงใด ยังคงมีลมหายใจบางเบา ต่างจาก
สภาพของเจียงเหลียนอี้โดยสิ้นเชิง
เขาถามด้วยความไม่อยากเชื่อ บุคคลยิ่งใหญ่ในตำนานอย่าง
เจียงเหลียนอี้ จะสิ้นชีพไปได้อย่างไร
แต่เมื่อนึกถึงซากศพของเซียนแห่งกาลเวลาที่ฝังอยู่ใต้สำนัก
ธาตุทั้งห้า และร่างชราของชิงฉีโบราณในโลงศพสีดำในสุสานชิงฉี
เขาก็ต้องยอมรับความจริงนี้
เรื่องราวยุคโบราณช่างซับซ้อน อะไรก็เกิดขึ้นได้
สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือยอมรับ
ไม่รู้ว่าเซียนอมตะจะรับได้หรือไม่ ถึงแม้ปกติรู้สึกเซียนอมตะจะ
ยิ้มร่าเริงตลอดเวลา แต่เมื่อต้องเผชิญกับการจากไปของมิตร คงจะ
เศร้าโศกยิ่ง
เจียงเหลียนอี้สิ้นแล้ว แล้วเอ่อหลิงบรรพบุรุษตระกูลมังกรเป็น
อย่างไร และเซียนฉี่หลินล่ะ?
คงจะไม่มีใครหลุดรอดจากชะตากรรมเช่นกัน ทั้งสามอาจสิ้นไป
แล้วก็เป็นได้
“นางไม่ได้ตาย นี่คือวิชาแกล้งตาย” เซียนอมตะว่า
เห็นสีหน้าซับซ้อนของลู่หยางที่กำลังพยายามยอมรับข่าวการ
สิ้นชีพของเจียงเหลียนอี้ เซียนอมตะคิดในใจว่า เจ้าแช่งชีวิตนาง
ทำไมกัน
ลู่หยางนิ่งไปครู่หนึ่ง
“…วิชาแกล้งตาย?”
เมื่อได้รู้เช่นนั้น ก็กลายเป็นเศร้าไปเสียเปล่าน่ะซี
“ลืมแล้วหรือไง วิชาแกล้งตายที่ข้าสอนนาง ตอนนั้นนางยังฝีมือ
ไม่เชี่ยวชาญ ถูกไฟเผาจนร้องโอดโอย…”
“พอเถอะๆ อย่าพูดต่อเลย” ลู่หยางรีบตัดบทเซียนอมตะ พูดเรื่อง
แบบนี้ต่อหน้าเจ้าตัว ไม่น่าจะดีแน่
เซียนอมตะเอามือเท้าสะเอว ภูมิใจอย่างยิ่ง “วิชาแกล้งตายของ
ข้านั้นดีกว่าเล่ห์เล็กๆ น้อยๆ อย่างการถูกน ้าแข็งแช่แข็งไว้ตั้งเยอะ
การถูกแช่แข็งมีหลักการอยู่ที่การชะลอเวลา ลดความเร็วของการ
หมดอายุขัย แต่อายุขัยที่ควรหมดไปก็ยังต้องหมดอยู่ดี บางคนโชค
ร้ายนอนนานเกินไปก็ตายได้”
“อย่างต้อเจียงยุคโบราณ ก่อนผนึกตัวเองมีอายุขัยเจ็ดแปดหมื่น
ปี แต่รอบนี้ตื่นขึ้นมาน่าจะเหลือแค่สองสามหมื่นปีเท่านั้น”
“แต่วิชาแกล้งตายต่างกัน หลังจากใช้แล้วเหมือนกับตายไปแล้ว
ไม่ต้องกังวลเรื่องอายุขัยสิ้นสุดเลย”
ในสภาพที่ตายไปแล้ว จะมีอายุขัยให้สูญเสียได้อย่างไร
“หลบไปหน่อย ข้าจะให้นางฟื้นคืน”
ลู่หยางรีบหลบให้โดยดี ยืนอยู่ด้านข้าง เรื่องเช่นนี้เกิน
ความสามารถของผู้ฝึกเซียนระดับแก่นทองอย่างเขา
เซียนอมตะยื่นนิ้วชี้ออกไป ที่ปลายนิ้วมีหลักธรรมกำลังไหลเวียน
อักขระแห่งมหาวิถีปรากฏขึ้นมากมาย รวมตัวกันเหนือศีรษะ ชนกัน
อย่างไร้เสียง การปะทะก่อเกิดแสงระยิบระยับ เจิดจ้าจนลู่หยางลืมตา
ไม่ขึ้น
อักษรมหาวิถีมากมายเคลื่อนไหวราวกระแสการไหลย้อนกลับ
พุ่งเข้าใส่ปลายนิ้ว
นิ้วแตะเบาๆ ลงบนหว่างคิ้วของเจียงเหลียนอี้ ก่อเกิดคลื่นไร้
รูปร่างกระเพื่อมออกไป ราวกับลมไร้ตัวตน พัดม่านบางรอบเตียงปลิว
สะบัด โต๊ะหิน เก้าอี้หยก กระจกทองแดนสั่นไหวเล็กน้อย
ลู่หยางถูกคลื่นปะทะเข้า รู้สึกถึงรสชาติของความตายและความ
เป็นอยู่ แต่เมื่อพิจารณาให้ดี กลับไม่มีอะไรเลย ช่างประหลาดนัก
สีหน้าของเจียงเหลียนอี้เปลี่ยนจากขาวซีดเป็นแดงระเรื่อ เพียง
ชั่วพริบตา นางก็แดงเหมือนคนมีชีวิต ขนตางอนยาวสั่นไหว ราวกับ
กำลังจะตื่น
“อืม~~”
เจียงเหลียนอี้ครางแผ่วเบา เสียงนั้นทั้งสง่างามและเกียจคร้าน
เหมือนกับเซียนอมตะเมื่อเพิ่งตื่นนอนไม่มีผิด
พร้อมกับเจียงเหลียนอี้ตื่นขึ้นจากความตาย ทั้งชั้นที่สี่ก็มี
ชีวิตชีวาขึ้นมา โต๊ะหิน เก้าอี้หยก กระจกทองแดนสั่นไหวเป็นจังหวะ
ราวกับเต้นรำ ขลุ่ยหยกบนผนังส่งเสียงแผ่วเบาสดใส… ราวกับยินดี
ในการตื่นขึ้นของเจ้าของ
เจียงเหลียนอี้ลุกขึ้นนั่งบนเตียง ศีรษะมึนงง นางรู้สึกว่าตนได้
หลับไปนานมาก นานจนต้องนับเป็นหมื่นปี จนความทรงจำเลือนราง
ไปบ้าง สมองนางไม่หยุดจัดระเบียบความทรงจำ
นางมองไปรอบๆ ชั่วขณะหนึ่งนางลืมไปว่าตนนอนอยู่ที่นี่ทำไม
และทำไมจึงตื่นขึ้นในตอนนี้
เมื่อนางหันหน้าไป ใบหน้างดงามยิ่งกว่านางเองประชิดเข้ามา
“เหลียนอี้ เจ้าตื่นแล้วหรือ?” เซียนอมตะปีนขึ้นบนเตียงเกาะอยู่ที่
ขอบ เข้าใกล้เจียงเหลียนอี้ ตกใจเจียงเหลียนอี้จนสะดุ้งโหยง
“เจ้าเป็นใคร?” เจียงเหลียนอี้มองอย่างงุนงง
“เจ้าจำข้าไม่ได้แล้วหรือ? ข้าคือหวงโต้วโต้ว เซียนอมตะหวงโต้ว
โต้ว” เซียนอมตะแนะนำตัวอย่างจริงจัง
เจียงเหลียนอี้เป็นคนที่ระแวดระวังมาก แต่เมื่อเผชิญหน้ากับ
หญิงสาวที่ปรากฏตัวอย่างไม่คาดฝันนี้ นางกลับไม่อาจรู้สึก
หวาดระแวงแม้แต่น้อย
น ้าตาสองสายไหลลงมาตามแก้มของเจียงเหลียนอี้โดยไม่รู้ตัว
นางใช้ข้อมือเช็ดน ้าตาอยู่ตลอด แต่น ้าตาก็ไหลออกมาไม่หยุด ห้าม
ไม่อยู่
แม้จะร้องไห้ แต่ในใจกลับมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก
“แปลกจัง ทำไมข้าถึงร้องไห้?”