ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 597 พบกันครั้งแรก
เมื่อเงาของเซียนฉี่หลินหายไป ลวดลายบนหินบันทึกภาพดับ มอด ไม่ว่าจะถ่ายทอดพลังวิเศษเข้าไปอีกเท่าไร ก็ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ หินบันทึกภาพกลายเป็ นก้อนหินไร ้ประโยชน์
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ
เจียงเหลียนอี้แผ่สองแขนออก ค่อยๆ โอบกอดเซียนอมตะ ตบ หลังเบาๆ กระซิบ “อย่าร ้องไห้เลย ข้าเชื่อเจ้า”
“เล่าให้ข้าฟังได้ไหม ว่าในความทรงจ าของเจ้า ข้าเป็ นอย่างไร?”
ลู่หยางไม่อาจสัมผัสเซียนอมตะได้ เพราะวิญญาณของเขายัง ฝึกฝนไม่ถึงขั้น แต่สาหรับเจียงเหลียนอี้ เรื่องนี้ทาได้อย่างง่ายดาย
“อืม!”
เซียนอมตะพยักหน้าแรงๆ กลั้นน้าตาไว้
เจียงเหลียนอี้ลงจากเตียง เชิญเซียนอมตะและลู่หยางนั่งที่โต๊ะหิน ชงชาให้ดื่ม
ใบชาสีทองที่ขดงอค่อยๆ คลี่ออกในถ้วย หลักการมากมายแสดง ตัวในถ้วย ก่อนจะละลายหายไปหมด
นี่คือชาสาหรับเซียนอมตะโดยเฉพาะ
หากลู่หยางดื่มแม้เพียงหนึ่งอึก เกรงว่าหลักการของใบชาจะ ละลายเขาเสียก่อน
เจียงเหลียนอี้รินชาให้ลู่หยางด้วยตัวเอง ลู่หยางรีบลุกขึ้นแสดง ความขอบคุณ รู ้สึกได้รับเกียรติเกินคาด
ชาที่ลู่หยางดื่มเป็ นอีกชนิดหนึ่ง ไม่ทราบชื่อ แต่แน่นอนว่าเป็ น ชาชั้นดี กลิ่นหอมล้อมรอบจมูก วิชายุทธ ์หมุนเวียนบาเพ็ญเองโดย อัตโนมัติ
“ความสัมพันธ ์ระหว่างเจ้ากับข้านั้นเริ่มจากความเข้าใจผิด…”
เซียนอมตะเล่าอย่างละเอียด เล่าเรื่องที่เจียงเหลียนอี้กับนางรู ้จัก กัน สนิทสนมกัน ทั้งเรื่องเทคนิคทาอาหาร วิชาแกล้งตาย ล้วน บรรยายอย่างละเอียดครบถ้วน
“ตอนนั้นเจ้ากับเอ่อหลิงทั้งสองร ้องไห้อ้อนวอนขอเป็ นศิษย์ของ ข้า แต่ข้าไม่รับ”
“ไม่นานหลังจากนั้น พวกเจ้าสองคนก็ไปประลองกับเซียนฉี่หลิน พ่ายแพ้ต่อรูปแบบการบ าเพ็ญ ผู้เหมาะสมย่อมเอาชีวิตรอดของเซียน ฉี่หลิน เสียคุณสมบัติการเป็ นเซียน”
การแต่งงานกับเซียนฉี่หลิน ชีวิตหลังแต่งงาน การร่วมงานพบปะ ห้าเซียน สนทนาอย่างสนุกสนาน…
เซียนอมตะบรรยายอย่างมีชีวิตชีวา เจียงเหลียนอี้จมดิ่งในคา บรรยายของนาง ไม่อาจถอนตัวได้
“สุดท้ายข้าสูญเสียสติ พอตื่นขึ้นมาก็พบกับลู่หยาง”
พูดจบ แม้แต่เซียนอมตะเองก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
“ท าไมเจ้าร ้องไห้?”
เซียนอมตะพบว่าเจียงเหลียนอี้นั่งนิ่ง ดวงตาว่างเปล่า ปล่อยให้ น้าตาไหลอาบแก้มลงมา
“หา? อ่า”
เมื่อได้ยินเซียนอมตะเตือน เจียงเหลียนอี้จึงสะดุ้งตื่น กลับมาสู่ สภาวะปกติ พลางเช็ดน้าตา ขอโทษ พยายามฝืนยิ้ม
“ขอโทษ ที่ให้เจ้าเห็นเช่นนี้ ข้าเองก็ไม่รู ้ว่าทาไม น้าตามันไหล เองควบคุมไม่ได้”
เป็ นเพราะสงสารเซียนอมตะหรือ? ที่หลับไปครั้งหนึ่ง ตื่นขึ้นมา มิตรสหายหายไปหมด ทั่วทั้งโลกลืมนางสิ้น แต่น่าสงสารยิ่งกว่าคือ ตัวเซียนอมตะเองกลับไม่รู ้เลยว่าตนน่าสงสาร ยังคงมีชีวิตอย่างไร ้ กังวล?
หรือว่ามีเหตุผลอื่นใด?
เจียงเหลียนอี้ไม่แน่ใจ
นางเช็ดน้าตา สูดลมหายใจลึกสองครั้งเพื่อสงบจิตใจ กลับมามี ท่าทีสง่างามสมวัยเหมาะสมกับสถานะ
“เจียงเหลียนอี้ในความทรงจาของเจ้ากับข้าช่างเหมือนกัน รายละเอียดที่เจ้าบรรยายไม่เหมือนคนแต่งขึ้น แต่ข้าจริงๆ แล้วไม่มี ความทรงจาเกี่ยวกับสิ่งที่เจ้าเล่ามาเลย ไม่ได้ประสบด้วยตนเอง จึงไม่ อาจเห็นอกเห็นใจได้”
“ในใจข้ามีเสียงบอกอยู่ตลอดว่า ต้องเชื่อเจ้า ต้องเชื่อเจ้า สวามี ของข้าก็พูดเช่นนั้น”
“ข้าเลือกที่จะเชื่อเจ้า แต่น่าเสียดายที่ประสบการณ์เหล่านั้นข้า ไม่มีความทรงจ า ข้าไม่ใช่อัจฉริยะตระกูลหงส์ในความทรงจ าของเจ้า และไม่อาจแสร ้งทาเป็ นอย่างนั้นได้”
“ดังนั้น——” เจียงเหลียนอี้ลุกขึ้น ยื่นมือพลางยิ้ม “รู ้จักกันใหม่ได้ไหม ข้าชื่อเจียงเหลียนอี้” เซียนอมตะลุกขึ้นจับมือ ยิ้มเช่นกัน “ข้าชื่อหวงโต้วโต้ว”
สองคนจับมือกัน มองหน้ากันยิ้มๆ ราวกับเพิ่งพบกันครั้งแรก แต่ ก็เหมือนรู ้จักกันมานาน
เจียงเหลียนอี้เดินมาหน้าลู่หยาง ทาให้ลู่หยางตกใจ ไม่รู ้ว่าบรรพ บุรุษผู้นี้จะทาอะไร
เจียงเหลียนอี้กล่าวอย่างจริงจัง
“ขอบคุณที่ชุบชีวิตพี่อมตะ ข้าขอขอบคุณแทนเสี่ยวหลิงและ สามีด้วย!”
พูดจบ เจียงเหลียนอี้ก็โค้งคานับอย่างลึกซึ้ง ลู่หยางตกใจรีบลุก ขึ้นบอกว่าไม่สมควร พยายามประคองเจียงเหลียนอี้ให้ลุกขึ้น
แต่เจียงเหลียนอี้เป็ นถึงกึ่งเซียน จะถูกลู่หยางขยับได้อย่างไร ลู่ หยางออกแรงทั้งหมดยังไม่สามารถทาให้ชายเสื้อของเจียงเหลียนอี้ กระดิกได้
เขาได้แต่มองเจียงเหลียนอี้โค้งและลุกขึ้น ขาสั่นระริกด้วยความ ตกใจ
“เล่าเรื่องราวก่อนที่ท่านจะใช ้วิชาแกล้งตายให้ฟังได้ไหม?” เซียนอมตะถาม
“ย่อมได้”
ทั้งสามนั่งลง เจียงเหลียนอี้เริ่มย้อนความทรงจา
“ตอนนั้นข้ากาลังบาเพ็ญอยู่ ทันใดนั้นก็มีความรู ้สึกหน้ามืด ราว กับลืมบางสิ่งที่สาคัญมาก หัวใจว่างเปล่า แต่เมื่อพยายามนึก ก็นึกไม่ ออกว่าลืมอะไรไป”
“สวามีคอยดูแลข้า สีหน้าเขาเปลี่ยนไปทันที โกรธจัด ความ โกรธเต็มดวงตา ข้าไม่เคยเห็นเขาโกรธเช่นนั้นมาก่อน”
“สวามีแสดงร่างจริงของฉี่หลิน ปล่อยแรงกดดันทั้งหมด ทั้งกลุ่ม ดาวสั่นสะเทือน ข้าอยู่ใกล้ที่สุด จึงรู ้สึกได้ชัดเจนที่สุด แรงกดดันนั้น แม้แต่ข้าก็ทนไม่ไหว แข็งแกร่งจนข้าใจสั่น”
“สวามีบินออกจากถ้าพัก มุ่งหน้าสู่ทิศเหนือ ข้ามกลุ่มดาวนับไม่ ถ้วน น่าจะหยุดอยู่แถวดาวเหนือ”
“ตอนนั้นข้าจึงสังเกตว่า ไม่เพียงแค่สวามีเท่านั้น อิงเทียน จิ้วชง และเซียนแห่งกาลเวลาทั้งสามก็แสดงความโกรธเช่นเดียวกับสวามี ของข้า อาจจะยิ่งกว่าด้วยซ้า”
“เซียนทั้งสี่ลงมือพร ้อมกัน ทั่วทั้งจักรวาลสัมผัสได้ถึงพลังของ พวกเขาทั้งสี่ คลื่นความโกรธนั้นแม้แต่ข้ายังสั่นกลัว ราวกับจะเผา ไหม้ทุกสิ่งทุกอย่าง”
“แม้ว่าทั้งสี่จะประลองกันบ่อยๆ สอนกลยุทธ ์ให้กัน และก็มี บางครั้งที่โกรธจริงๆ แต่ไม่มีการประลองครั้งใดเทียบกับครั้งนี้ได้”
“ข้าไม่รู ้ว่าคู่ต่อสู้ของพวกเขาเป็ นใคร เพียงจาได้ว่าการต่อสู้นั้น ยาวนานถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน ไม่มีฝ่ายใดชนะ”
“การต่อสู้ครั้งนั้นอยู่ในระดับสูงเกินความเข้าใจของข้า ข้าไม่ อาจอธิบายได้โดยละเอียด”
“ไม่รู ้ว่าเพราะคู่ต่อสู้หายไปหรือเหตุผลอื่นใด สุดท้ายเซียนทั้งสี่ ใช ้พลังจากผลของการบ าเพ็ญของพวกเขาหลอมรวมดวงดาว มากมาย สร ้างเป็ นพื้นแผ่นดินใหญ่หกส่วน ประกอบกันเป็ นรูป ลูกบาศก ์ ผนึกสรรพชีวิตไว้ ซึ่งแม้แต่ทั้งสี่ก็ไม่เว้น”
“สวามีบาดเจ็บกลับมา บอกข้าว่าสถานการณ์ซับซ ้อนมาก ให้ ข้ารีบใช ้วิชาแกล้งตาย ส่วนที่เหลือให้เขาจัดการเอง”
“ข้าเห็นสวามีจริงจังเช่นนั้น ไม่มีข้อสงสัย ใช ้วิชาแกล้งตาย นอน ตายไป”
“เมื่อข้าตื่นขึ้นอีกครั้ง ก็พบกับพวกเจ้า” เซียนอมตะพยักหน้า “เช่นนั้นแล้ว ดินแดนลับนี้ไม่ใช่เจ้าสร ้าง แต่เป็ นเซียนฉี่หลินสินะ?”
“อย่างน้อยข้าไม่มีความทรงจาเกี่ยวกับดินแดนลับ ไม่รู ้เรื่องชั้นที่ หนึ่งชั้นที่สอง”
“ต่อจากนี้ท่านจะทาอย่างไร จะออกไปกับพวกเราไหม?” “ขอถามสักหน่อย ข้าหลับไปนานเท่าไรแล้ว?”
“ราวๆ สามแสนปี ตระกูลหงส์ของท่านตอนนี้เป็ นตระกูลใหญ่ อันดับหนึ่งในเขตปีศาจ และยังเคารพบูชาท่านเป็ นบรรพบุรุษเก่าแก่ เรื่องเล่าเกี่ยวกับท่านในโลกภายนอกมีไม่น้อยเลยนะ” “หลับไปนานขนาดนั้นเลยหรือ?”
เจียงเหลียนอี้ตกใจ นางนึกว่าอย่างมากก็ผ่านไปสักหมื่นปี ผ่าน ไปยาวนานขนาดนี้ โลกผู้บาเพ็ญเซียนจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร บ้าง?
“เช่นนั้นข้าก็จะออกไปดูสักหน่อย”
เจียงเหลียนอี้เกิดความสนใจอย่างมากกับโลกภายนอก
“อ้อ ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เมื่อกี้ข้าไม่กล้าพูด” เจียงเหลียนอี้ครุ่นคิด สักครู่ ถ้าไม่พูดเรื่องนี้ก็คงไม่สบายใจ
“เจ้าว่ามา”
“ใส่ชุดที่เป็ นทางการกว่านี้หน่อยได้ไหม?” เจียงเหลียนอี้สารวจ เซียนอมตะตั้งแต่หัวจรดเท้า การแต่งกายแบบนี้ช่างดิบเถื่อนเกินไป
“ไม่ได้”
“อ้อ”