ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 625 พี่ไต้ พวกข้ามาแจ้งข่าว
ลู่หยางรู้สึกว่าเหตุผลที่เซียนอมตะพูดนั้นสมเหตุสมผลดี แต่คิด
ไปคิดมากลับรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
เซียนอมตะอธิบายหลักการของทารกอมตะให้ลู่หยางต่อ “ทารก
อมตะเป็นส่วนหนึ่งของเจ้า ท่าไหนที่เจ้าทำได้ มันก็ทำได้ ท่าไหนที่
เจ้าทำไม่ได้ มันก็ทำไม่ได้เช่นกัน”
“ทารกอมตะไม่สามารถคิดได้ จะทำตามสัญชาตญาณเพื่อเลือก
ทางเลือกที่ดีที่สุดเท่านั้น”
“ความแตกต่างระหว่างเจ้ากับมันคือ มันสามารถใช้ท่าที่
เหมาะสมที่สุด ในจังหวะที่เหมาะสมที่สุด ใช้พลังที่เหมาะสมที่สุด ต่าง
กับเจ้าในตรงส่วนนี้”
“พูดอีกอย่างหนึ่ง ทารกอมตะก็คือสภาวะที่แข็งแกร่งที่สุดของ
เจ้า”
“หากต้องการเอาชนะทารกอมตะ เจ้าจำเป็นต้องก้าวข้าม
ขีดจำกัด เหนือกว่าทารกแรกกำเนิดของเจ้าในทุกด้าน!”
“……เซียนน้อยอย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้ก่อน จะหยุดไม่ให้ทารกแรก
กำเนิดทุบข้าก่อนได้ไหม?”
ลู่หยางตอนนี้กำลังถูกทารกแรกกำเนิดตีอยู่ ในขณะที่เขาต้อง
ฟังเซียนอมตะบรรยายไปด้วย ทนไม่ไหวจริงๆ!
“ใช้จินตนาการของเจ้า เชื่อมต่อเส้นที่ตัดไปเมื่อครู่ก็พอ”
ลู่หยางจึงได้แต่ยอมถูกตี พร้อมกับหลับตาลง จินตนาการให้เส้น
นั้นเชื่อมต่อกันใหม่ สร้างความเชื่อมโยงกับทารกอมตะ ทารกอมตะ
จึงหยุดมือ และเข้าสู่สภาวะหลับใหล
ลู่หยางมองดูทารกแรกกำเนิดของตัวเอง ใจยังระทึก หากไม่ใช่
อยู่ในพื้นที่จิตวิญญาณ ก็คงถูกทารกแรกกำเนิดตีจนหน้าบวมตาปูด
บาดเจ็บสาหัสแล้ว
“ดังนั้นในขณะที่ผู้บำเพ็ญขั้นทารกแรกกำเนิดคนอื่นสามารถ
ควบคุมทารกแรกกำเนิดต่อสู้ แต่ก่อนที่ข้าจะเอาชนะทารกอมตะ ก็ได้
แต่ต่อสู้เองเท่านั้นหรือ?”
“ก็ไม่เชิง ข้าขอถาม ความหมายของทารกแรกกำเนิดคืออะไร?”
ลู่หยางคิดสักครู่แล้วตอบ “เกิดในตันเถียน มีรูปร่างเหมือนทารก
ประกอบด้วยพลังปราณบริสุทธิ์และพลังปราณสกปรก มีพลังอัน
ยิ่งใหญ่ สามารถยึดครองร่างผู้อื่นได้”
“เซียนอายุไม่มีที่สิ้นสุด แต่ตอนนี้ข้าอายุเพียงสิบหกปี ไม่ต่าง
จากทารก วิญญาณก็ประกอบด้วยพลังปราณบริสุทธิ์และพลังปราณ
สกปรกเช่นกัน พลังของเซียนข้าไม่ต้องพูดถึง เทียบเท่ากับเด็กน้อย
และข้ายังสามารถยีดครองร่างเจ้าได้อีกด้วย”
“ตามความหมายนี้ เมื่อข้าอยู่ในตันเถียนของเจ้า ข้าก็คือทารก
แรกกำเนิดของเจ้า”
“พูดอีกอย่างหนึ่ง เจ้ามีทารกแรกกำเนิดสองตัว”
“หากเข้าอารมณ์ดี ก็สามารถช่วยเจ้าต่อสู้ได้”
ลู่หยาง: “……”
เซียนน้อย ข้าขอบคุณในความปรารถนาดีของท่าน ท่านก็อยู่ใน
พื้นที่จิตวิญญาณอย่างสงบเถอะ อย่ามาสร้างความวุ่นวายเลย
“ดังนั้นทารกอมตะนี้ตอนนี้ไม่มีประโยชน์เลยหรือ?”
“ก็ไม่เชิง แม้จะสู้ไม่ได้ก็ตาม แต่ทารกอมตะกับเจ้าเป็นร่าง
เดียวกัน หากเจ้าตาย มันก็จะไม่มีตัวตนอีกต่อไป หากเจ้าเจอศัตรูที่
เอาชนะไม่ได้……”
ลู่หยางยินดี “ทารกอมตะจะช่วยข้าจัดการ?”
“มันจะแยกจากร่างเจ้าแล้วรีบหนี”
“……”
ลู่หยางนวดหน้าผากอย่างปวดเศียร เพิ่งรู้ตัวว่านี่เป็นร่าง
วิญญาณ การนวดหน้าผากไม่มีประโยชน์
เมิ่งจิ่งโจวเห็นลู่หยางกำลังจดจ่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของขั้น
ทารกแรกกำเนิด ก็แสนอิจฉา แทบจะหน้ามืด
บรรพบุรุษหงส์เป็นลู่หยางที่พบ ความโดดเด่นเป็นของลู่หยาง
ทารกแรกกำเนิดก็เป็นลู่หยางที่ได้ อันที่จริงเขาได้แต่เป็นผู้ชมตลอด
ทั้งเรื่องเลยนี่!
ลู่หยางลืมตา เห็นสีหน้าไม่พอใจของเมิ่งจิ่งโจว ก็เดาความคิด
ของเมิ่งจิ่งโจวได้ในทันที จึงปลอบใจ “เจ้าต้องคิดในแง่ดี เมื่อข้าเข้าสู่
ขั้นทารกแรกกำเนิด ตำแหน่งขั้นแก่นทองผู้แข็งแกร่งที่สุดก็ตกเป็น
ของเจ้าแล้ว คิดเช่นนี้แล้วรู้สึกดีขึ้นไหม?”
เมิ่งจิ่งโจวพยักหน้าโดยอัตโนมัติ แต่แล้วก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่
ถูกต้อง
“ไปให้พ้น แม้เจ้าอยู่ในขั้นแก่นทอง ข้าก็ยังสามารถเอาชนะเจ้า
ได้!”
ลู่หยางส่ายหน้า “ข้าไม่เชื่อ เว้นเสียแต่ว่าพวกเราจะต่อสู้กัน
ตอนนี้ หากเจ้าสามารถเอาชนะข้าได้ ข้าก็จะยอมรับว่าเจ้าเป็นผู้
แข็งแกร่งที่สุดในขั้นแก่นทอง”
“เจ้ายังมีหน้าอีกหรือ?”
สองคนต่อปากต่อคำกัน ในที่สุดก็มาถึงชายแดนแคว้นต้าเซี่ย
หากต้องการเข้าชายแดนแคว้นต้าเซี่ย จำเป็นต้องยืนยันตัวตน
ผ่านการตรวจค้นเพื่อป้องกันการนำของต้องห้ามเข้ามา เช่น ในช่วง
แรกของการก่อตั้งแคว้นต้าเซี่ย ระเบียบต่างๆ ยังไม่สมบูรณ์ มีผู้
บำเพ็ญคนหนึ่งขโมยน ้าทะเลมาจากทะเลตงไห่เป็นจำนวนมาก
ดังนั้นเจียงเหลียนอี๋จึงเลือกที่จะลักลอบข้ามชายแดนประเทศ
ตัวตนของนางอ่อนไหวเกินไป หากเปิดเผยที่ชายแดน ไม่ต้อง
พูดก็นึกออกว่าจะเกิดความวุ่นวายเพียงใด ทั้งเมืองคงไม่สงบ ผู้คน
มากมายรีบมาชื่นชม เหมือนดูสัตว์หายาก น่ารำคาญยิ่งนัก
และหากตัวตนของนางในฐานะสี่เทพผู้ปกครองสวรรค์ หาก
ปรากฏพร้อมกับผู้คนจากสำนักเวิ่นเต๋า ตัวตนของสำนักเวิ่นเต๋าก็จะ
ถูกเปิดเผย
หลังจากลักลอบข้ามเสร็จสิ้น เจียงเหลียนอี๋ก็เร่งความเร็ว มาถึง
สำนักเวิ่นเต๋าอย่างราบรื่น
“สถานที่นี้ก็ไม่เลว”
เจียงเหลียนอี๋แสดงความคิดเห็น สำนักเวิ่นเต๋ามีอาณาเขตกว้าง
ใหญ่ และยังมีกำแพงกำบังป้องกันสำนักระดับขั้นข้ามพิบัติ พลังวิเศษ
เข้มข้นผิดปกติ ดูเหมือนจะมีกำลังใกล้เคียงกับตระกูลหงส์
ด้วยการรับประกันจากผู้อาวุโสทั้งห้า วิญญาณแม่น ้าจึงไม่ได้
ตรวจสอบตัวตนของเจียงเหลียนอี๋ และปล่อยให้นางเข้าไป
เมื่อเข้ามาในสำนัก เจียงเหลียนอี๋จึงรู้สึกประหลาดใจอย่าง
แท้จริง
อัจฉริยะมากมาย ไม่ใช่สิ่งที่ตระกูลหงส์จะเทียบได้
ในยุคโบราณ สิ่งที่เชื่อมโยงผู้คนคือสายเลือด ไม่ว่าจะเป็นเผ่า
มนุษย์หรือเผ่าปีศาจก็ล้วนเป็นเช่นนั้น สำนักเป็นผลิตผลหลังจากยุค
โบราณสิ้นสุดลง เจียงเหลียนอี๋ไม่เคยเห็นสำนักมาก่อน
ก่อนหน้านี้ นางได้ฟังลู่หยางเล่า แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก กระทั่ง
ได้เห็นด้วยตาตนเอง จึงรู้ว่าตนเองประเมินแนวคิดเรื่องสำนักต ่า
เกินไป
เหตุใดเผ่าปีศาจจึงนิยมสายเลือดบริสุทธิ์ แก่นแท้คือสายเลือด
บริสุทธิ์หมายถึงความแข็งแกร่ง แต่ละเผ่าล้วนทุ่มเทอบรมเลี้ยงดู
ปีศาจสายเลือดบริสุทธิ์ เพื่อให้พวกเขาได้พัฒนาศักยภาพตาม
สายเลือด
แต่ในสำนัก สิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญไม่ใช่สายเลือด แต่เป็น
พรสวรรค์ สอนตามความถนัด ต่างคนต่างมีความเชี่ยวชาญ
เฉพาะตัว ชัดเจนว่าแนวทางนี้ก้าวหน้ากว่าเผ่าปีศาจมาก
“เจ้าไต้น้อยคงรอให้พวกเรานำข้อมูลเกี่ยวกับประเทศปีศาจมา
แจ้ง ลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจว พวกเจ้าเข้าใจเรื่องประเทศปีศาจดีกว่า ไป
บอกเจ้าไต้น้อยเถอะ”
หลังจากเข้าสำนัก ผู้อาวุโสทั้งห้าก็ตื่นเต้นที่จะค้นหาผู้อาวุโสอีก
สามคน เพื่ออวดเรื่องราวในเขตปีศาจ
ไปบอกว่าที่พวกเขาไม่ไปครั้งนี้ ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก
เมื่อลู่หยางได้สติ เหลือเพียงเขา ศิษย์พี่คนที่สาม เมิ่งจิ่งโจว และ
เจียงเหลียนอี๋เท่านั้น
“ศิษย์พี่สาม พาท่านผู้อาวุโสเหลียนอี๋ไปหาศิษย์พี่ใหญ่สักหน่อย
ได้ไหม?”
“ได้”
ลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจวเข้าสู่ตำหนักรับภารกิจ คุ้นเคยกับเส้นทางดี
พบห้องทำงานของพี่ไต้ได้อย่างง่ายดาย
ทั้งสองคนมักจะช่วยเหลือเพื่อค ้าจุนความเที่ยงธรรมอยู่เสมอ
ไต้ปู้ฟานยกย่องนิสัยของทั้งสองจนหมดคำชม อนุญาตพิเศษให้พวก
เขาไม่ต้องแจ้งเข้า หากมีธุระก็ให้หาเขาได้เลย
ก๊อก ก๊อก ก๊อก ลู่หยางเคาะประตูอย่างสุภาพ
“เข้ามา” เสียงของไต้ปู้ฟานดังมาจากในห้อง
ไต้ปู้ฟานอารมณ์ดี ช่วงนี้กิจกรรมของฝ่ายมารลดลง ทำให้เขา
ผ่อนคลายขึ้นมาก นั่งอยู่บนเก้าอี้ฮัมเพลงเบาๆ
แล้วก็เห็นลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจวเข้ามา
“โอ้ เป็นพวกเจ้าสองคนนี่เอง ไม่ได้พบกันเกือบครึ่งปีแล้วนะ ได้
ยินว่ากั่นเถียนเชิญพวกเจ้าไปเขตปีศาจ คิดเวลาแล้ว น่าจะพอดีกับ
งานเฉลิมฉลองประเทศปีศาจ พวกเจ้าชมงานเฉลิมฉลองเสร็จแล้วถึง
กลับมาหรือ? รวดเร็วนัก”
เขากำลังรอข้อมูลจากผู้อาวุโสใหญ่ที่กลับจากเขตปีศาจ ไม่คิด
ว่าผู้อาวุโสใหญ่ยังไม่มา ลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจวกลับมาก่อน คงเป็น
เพราะอาจารย์และคนอื่นๆ ขี้เกียจ จึงให้สองคนนี้มารายงานแทน
“ใช่ พวกเราสองคนติดตามศิษย์พี่คนที่สามไปเขตปีศาจ ได้
เรียนรู้มากมาย และก็มีผลงานบ้าง ผู้อาวุโสใหญ่เพิ่งบอกให้พวกเรา
มาแจ้งพี่ไต้เกี่ยวกับเหตุการณ์ในเขตปีศาจ”
ไต้ปู้ฟานหัวเราะออกมาสองที ไม่ได้คิดอะไรมาก ถามอย่างเผินๆ
“งั้นเล่ามาสิ ได้เห็นอะไรในเขตปีศาจบ้าง? ได้พบกับต้อเจียงยุค
โบราณโจวเทียนผู้ยิ่งใหญ่ตามตำนานแล้วหรือ?”
“พบแล้ว”
“เป็นอย่างไร? สง่าผ่าเผยมากใช่ไหม?”
ลู่หยางรายงานตามจริง “เป็นอย่างนี้ขอรับ ข้าปลุกบรรพบุรุษ
ตระกูลหงส์เจียงเหลียนอี๋ และรับนางเข้าลัทธิสวรรค์ ข้าและท่านผู้
เฒ่าเหลียนอี๋ไปชมพิธีเปิดประเทศ ท่านผู้เฒ่าเหลียนอี๋ยังได้สั่งสอน
ท่านผู้เฒ่าโจวเทียนสักยก มีการต่อสู้ระดับกึ่งเซียน และยังมีปีศาจ
จักรพรรดิขั้นข้ามพิบัติหกท่านเข้าร่วมต่อสู้ด้วย”
เมื่อไต้ปู้ฟานได้ยินก็เงียบไป ลุกขึ้นจากเก้าอี้ ให้เก้าอี้ว่าง ทำท่า
เชิญ
“เชิญ น้องลู่ ต่อไปเจ้าก็เป็นผู้ดูแลตำหนักรับภารกิจแล้ว”