ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 627 ศัตรูที่ซ่อนเร้นอีกคนหนึ่ง
เจียงเหลียนอี๋นึกย้อนถึงการต่อสู้เมื่อครู่ รู้สึกใจเต้นระทึก
อันตรายยิ่งนัก:
“สมแล้วที่เป็นประมุขลัทธิ ช่างแข็งแกร่งนัก”
“เมื่อครู่ข้ากับประมุขอวี้ต่อสู้ในมิติแยก เพียงชั่วลมหายใจก็ประ
มือกันนับร้อยกระบวนท่า สูสีไม่มีใครแพ้ใครชนะ ความซับซ้อนของ
การหลอกล่อในใจยากจะเล่าให้หมดในระยะเวลาอันสั้น!”
“ประมุขอวี้โจมตีอย่างดุดันรุนแรง แสดงความเก่งกาจของคนยุค
หลังอย่างเต็มที่ ชาวโลกต่างพูดว่าคนยุคปัจจุบันสู้คนยุคโบราณ
ไม่ได้ ในความเห็นของข้า นั่นผิดถนัด ประมุขอวี้ในฐานะจุดสูงสุด
ของคนยุคหลัง ได้พิสูจน์ทุกสิ่งแล้ว!”
“พวกเราต่อสู้กันจนท้องฟ้าสั่นสะเทือน มิติแตกร้าว กาลเวลาสั่น
ไหว พลังฮุ่นตุนแผ่ขยาย”
“ข้าตั้งใจจะใช้วิชาดับสูญและเกิดใหม่ ปลดปล่อยศักยภาพ ทำ
การต่อสู้ขั้นสูงสุดกับประมุขอวี้ น่าเสียดายที่ประตูมิติแยกเปิดออก
ข้าพลั้งพลาดตกลงมา การต่อสู้จึงไม่มีผู้แพ้ผู้ชนะ นับเป็นเสมอกัน
เท่านั้น!”
ลู่หยาง: “……”
ศิษย์พี่สาม: “……”
ลู่หยางรู้สึกว่าตามสภาพจิตใจของผู้อาวุโสเหลียนอี๋ ต่อให้แพ้ก็
คงไม่ทำให้จิตใจพังทลาย
เซียนอมตะพอใจผลงานการต่อสู้ของเจียงเหลียนอี๋ยิ่งนัก: “สม
แล้วที่เป็นศิษย์ไม่เป็นทางการของข้า ในยามคับขัน สามารถใช้วิธี
เช่นนี้รักษาอัตราชนะ นับเป็นผู้ที่สอนได้ อนาคตน่าจับตา!”
“เมื่อข้ากับเด็กอวี้ต่อสู้กัน สามารถเสมอกันได้ หากเมื่อนั้นมีเจ้า
และผู้นำสองช่วย จานแห่งชัยชนะย่อมเอียงมาทางฝั่งข้าแน่นอน!”
ต้องรู้ว่า ในสถานการณ์ที่พละกำลังเท่าเทียมกัน ความ
เปลี่ยนแปลงเล็กน้อยใดๆ ล้วนส่งผลต่อผลลัพธ์ของการต่อสู้!
ศิษย์พี่ใหญ่บินออกมาจากมิติแยก ได้ยินคำบรรยายการต่อสู้
ของเจียงเหลียนอี๋ รู้สึกจนปัญญา
ไม่ใช่เจ้าบอกว่าอยากให้ข้าได้เห็นอิทธิฤทธิ์ยุคโบราณ แล้วเจ้า
เป็นฝ่ายลงมือก่อน สองสามลมหายใจก็ใช้กระบวนท่านับร้อย ข้า
ป้องกันไว้ได้ จากนั้นโจมตีกลับ เจ้าก็รีบใช้วิชาแกล้งตายหนีออก
จากมิติแยกหรอกหรือ?
“ศิษย์พี่ใหญ่” ลู่หยางทักทายอย่างเรียบร้อย
“บรรลุขั้นทารกแรกกำเนิดแล้วหรือ? ไม่เลว รากฐานมั่นคง แม้
เพิ่งจะก้าวผ่าน แต่กลับไม่จำเป็นต้องเสริมรากฐาน สมกับมีแก่นทอง
อมตะเป็นรากฐาน” ศิษย์พี่ใหญ่พยักหน้า การบำเพ็ญของลู่หยาง
ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่าในช่วงครึ่งปีที่อยู่ในเขตปีศาจ เขา
ไม่ได้ละเลยการบำเพ็ญ
“ศิษย์น้องสาม ช่วงนี้ผู้อาวุโสที่หกพูดถึงเจ้าตลอด บัดนี้เจ้า
กลับมาสำนักแล้ว ควรไปเยี่ยมนาง อย่าให้ผู้อาวุโสต้องมาหาเจ้าถึงที่
เสียมารยาท”
“ได้เจ้าค่ะ” เมื่ออยู่ต่อหน้าศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์พี่สามก็ไม่ได้มี
ท่าทางเหิมเกริมอย่างตอนอยู่ในเขตปีศาจ เรียบร้อยเชื่อฟัง ศิษย์พี่
ใหญ่บอกให้ทำอะไรก็ทำอย่างนั้น
หลังจากศิษย์พี่สามลงจากเขาไปแล้ว ศิษย์พี่ใหญ่พยักพเยิดให้
ลู่หยางนั่งลง เจียงเหลียนอี๋ก็ไม่จำเป็นต้องนั่งบนพื้น สามารถนั่งบน
เก้าอี้หินได้
“ศิษย์พี่ใหญ่ นี่คือของพิเศษที่ข้านำกลับมาจากเขตปีศาจ”
ลู่หยางทำท่าเหมือนกำลังอวดของล ้าค่า หยิบบัลลังก์จักรพรรดิสี่
ตัวออกมาจากแผ่นหยกประจำตัว เป็นของที่ก่อนจากประเทศปีศาจ
โจวเทียนผู้เฒ่าพูดอ้อนวอนจนมอบให้เขา
เปลี่ยนจากเก้าอี้หินเป็นบัลลังก์จักรพรรดิ บรรยากาศพลันต่าง
ไปในทันที
“ศิษย์น้องเล็ก ท่านเซียนอมตะ พวกท่านทำอะไรในเขตปีศาจ
และผู้อาวุโสเหลียนอี๋ฟื้นคืนชีพได้อย่างไร?”
น ้าเสียงเรียบๆ ของศิษย์พี่ใหญ่แฝงความจนใจอยู่บ้าง พูดตาม
ตรง ตอนที่ศิษย์น้องสามพาเจียงเหลียนอี๋ปรากฏตัวต่อหน้า นางตก
ตะลึงจริงๆ
ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าเรื่องนี้ต้องเกี่ยวกับศิษย์น้องเล็กและท่านเซียน
อมตะแน่นอน
เซียนอมตะปรากฏตัว ทำท่ากึ่งๆ นั่งยองๆ ลง
คนหนึ่ง ปีศาจหนึ่ง วิญญาณหนึ่ง เล่าถึงประสบการณ์ในเขต
ปีศาจอย่างละเอียด โดยเฉพาะการค้นพบเกี่ยวกับโครงสร้างโลก
รวมถึงภาพบันทึกที่เซียนฉี่หลินทิ้งไว้ ความเป็นมาของมือดำในการ
ต่อสู้ของเซียนทั้งสี่ยุคโบราณ
ศิษย์พี่ใหญ่ได้ฟังแล้ว เงียบไปนาน ครั้งนี้ถือเป็นผลลัพธ์ที่เกิน
ความคาดหมายจริงๆ
“การต่อสู้ระหว่างเซียนไม่อาจตัดสินผู้แพ้ชนะในระยะเวลาสั้นๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งมือดำเบื้องหลังที่สงสัยว่าครอบครองผลของการ
บำเพ็ญสายใยโชคชะตา ยิ่งยากจะรับมือ แต่สามารถต่อสู้กับเซียนทั้ง
สี่ยุคโบราณได้ถึงเจ็ดวันโดยไม่มีใครแพ้ชนะ ดูเหมือนพลังของมือดำ
เบื้องหลังจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าที่ข้าคาดไว้”
เซียนอมตะพยักหน้า: “ข้าก็คิดเช่นนั้น”
จากนั้นนางก็พูดอย่างไม่พอใจ: “ไม่รู้ว่าไอ้หนูฉี่หลินกำลัง
วางแผนอะไรอยู่ หรือว่าหลับไปแล้ว เหลียนอี๋สร้างความวุ่นวาย
ใหญ่โตในประเทศปีศาจขนาดนี้ ยังไม่เห็นเขาออกมาเลย”
นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่เจียงเหลียนอี๋ตั้งใจปรากฏตัวในพิธีสถาปนา
ประเทศปีศาจ
การที่นางสามารถยืนอยู่บนแท่นบูชาสวรรค์ได้ แสดงว่าเซียน
อมตะฟื้นคืนชีพแล้ว นี่คือข้อมูลที่นางส่งถึงเซียนฉี่หลิน แม้จะเป็น
เช่นนั้น เซียนฉี่หลินก็ยังไม่ปรากฏตัว แสดงว่าสถานการณ์ของเซียน
ฉี่หลินในตอนนี้ซับซ้อนมาก
อาจจะเพราะเหตุผลบางอย่างทำให้เขาจมอยู่ในห้วงนิทรา
หรือไม่ก็เขาไม่สามารถหรือไม่ต้องการพบเซียนอมตะ
เซียนฉี่หลินพูดในลูกแก้วบันทึกภาพด้วยท่าทีองอาจห้าวหาญ
บอกว่าคู่ต่อสู้อันตรายเกินไป ทุกอย่างให้ข้าจัดการเอง ภรรยา เจ้าจะ
ได้พบเซียนอมตะแน่นอน เซียนอมตะ ข้าดีใจที่เจ้าฟื้นคืนชีพ
บางทีเซียนฉี่หลินอาจจะพูดวาจาใหญ่โตแล้วก็ถูกมือดำ
เบื้องหลังลอบทำร้ายก็ได้
ศิษย์พี่ใหญ่ส่ายหน้าเบาๆ พูดอย่างสงบ: “จริงๆ แล้วยังมีความ
เป็นไปได้อีกอย่างหนึ่งใช่ไหม? เพียงแต่ท่านทั้งสองไม่อยากจะคิดไป
ในทางนั้น”
ลู่หยางงุนงง มองศิษย์พี่ใหญ่อย่างไม่เข้าใจ
ตรงกันข้ามกับเซียนอมตะและเจียงเหลียนอี๋ ที่สีหน้าไม่ค่อยดีนัก
ศิษย์พี่ใหญ่พูดต่อ: “เซียนฉี่หลินสิ้นชีพ การกดทับหายไป มีกึ่ง
เซียนฉวยโอกาสนี้เลื่อนขั้นเป็นเซียน สร้างการกดทับขึ้นใหม่”
ลู่หยางใจกระตุก นี่ก็เป็นไปได้ จากนั้นก็เกิดข้อสงสัย: “แต่ไม่ใช่
ว่าวิกฤตเลื่อนขั้นเป็นเซียนยิ่งใหญ่มาก ไม่อาจปิดบังได้หรอกหรือ
กึ่งเซียนเลื่อนขั้นเป็นเซียนแล้วไม่มีใครพบเห็นหรือ?”
“วิกฤตเลื่อนขั้นเป็นเซียนมีความยิ่งใหญ่ไม่ผิด แต่ไม่ได้
หมายความว่าปิดบังไม่ได้ เช่น อาจใช้ความยิ่งใหญ่ของการสู้รบ
ระหว่างสองกองทัพ หรือความปั่นป่วนจากการต่อสู้ของกึ่งเซียน
ปิดบังวิกฤตเลื่อนขั้นเป็นเซียน หนึ่งแสนปีก่อนก็มีคนใช้วิธีนี้เลื่อนขั้น
เป็นเซียน”
“แต่ความเป็นไปได้ที่เซียนฉี่หลินจะสิ้นสลายมีน้อยมาก ด้วย
ลักษณะพิเศษของผลการบำเพ็ญของเซียนฉี่หลินจะทำให้เขาถูก
สังหารได้ยากมาก หากเกิดการต่อสู้ในระดับนั้น คัมภีร์โบราณต้องมี
บันทึกแน่ ความยิ่งใหญ่ของการต่อสู้เช่นนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะปิดบังได้”
เมื่อได้ยินศิษย์พี่ใหญ่พูดเช่นนี้ สีหน้าของเซียนอมตะและเจียง
เหลียนอี๋ก็ดูดีขึ้นเล็กน้อย
ศิษย์พี่ใหญ่กล่าวต่อ: “ฟังผู้อาวุโสเหลียนอี๋เล่าถึงการต่อสู้ของ
เซียนทั้งสี่ยุคโบราณ นำไปสู่ปัญหาอีกข้อหนึ่ง พวกท่านยังจำเซียนที่
เตรียมจะเก็บเกี่ยวรูปแบบของผลการบำเพ็ญอมตะเป็นเค้าได้
หรือไม่?”
ลู่หยางและเซียนอมตะพยักหน้า แน่นอนว่าจำได้ หลังจากเซียน
อมตะชายถือกำเนิด มีเงาดำซ่อนอยู่ข้างเซียนอมตะชาย เตรียมจะ
เก็บเกี่ยวรูปแบบของผลการบำเพ็ญอมตะเป็นเค้า จากนั้นถูกศิษย์พี่
ใหญ่พบเจอ ลบล้างเงาดำ แล้วก็พบว่าเงาดำนั้นเป็นสิ่งที่คล้ายกับร่าง
แยกของเซียน
ศิษย์พี่ใหญ่รู้สึกคุ้นมือ นึกได้ว่าเคยประมือกับร่างจริงของเงาดำ
มาก่อน อีกฝ่ายเข้าสู่แคว้นต้าเซี่ย และถูกอวี้จือขับไล่ออกไป
“อีกฝ่ายเป็นเซียนอย่างไม่ต้องสงสัย แต่แน่นอนว่าไม่ได้อยู่ใน
ระดับที่สามารถต่อสู้กับเซียนทั้งสี่ยุคโบราณได้ถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน”
“เขาซ่อนพลังไว้หรือ?” ลู่หยางคาดเดา
ศิษย์พี่ใหญ่ส่ายหน้า: “ซ่อนหรือไม่ซ่อนข้าสัมผัสได้ นั่นคือพลัง
ที่แท้จริงของเขา”
“จะเป็นไปได้ไหมว่าบาดเจ็บสาหัสยังไม่หาย?”
“เป็นไปไม่ได้ ไม่มีบาดแผลใดที่จะไม่หายใน 300,000 ปี ตอน
ข้าประมือกับเขา ก็ไม่รู้สึกว่าเขามีบาดแผล”
ลู่หยางขมวดคิ้ว นี่หมายความว่านอกจากมือดำเบื้องหลังแล้ว ยัง
มีศัตรูที่ซ่อนเร้นอีกคนหนึ่ง
แม้จะไม่แข็งแกร่งเท่ามือดำเบื้องหลัง แต่ก็เป็นระดับเซียน ไม่อาจ
มองข้าม ยุ่งยากแล้ว
……แต่ก่อน ทำไมข้าถึงคิดเองโดยอัตโนมัติว่าเขาเป็นศัตรูของ
ข้า ข้ามีคุณสมบัติพอหรือ?
ลู่หยางตระหนักว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่
สายตาของเขาสูงส่งขึ้นมาก