ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 658 เข้าสู่ห้วงฝัน
“มีวิชาที่เกี่ยวข้องกับความฝันหรือ?” ลู่หยางแทบไม่เคยสัมผัส
กับเรื่องพวกนี้มาก่อน วิชาเข้าฝันนั้นค่อนข้างหายาก ตามที่เขารู้มา
ในสำนักเวิ่นเต๋า มีเพียงผู้อาวุโสใหญ่และคนอื่นอีกสองสามคน
เท่านั้นที่ศึกษาเรื่องนี้ โดยผู้อาวุโสใหญ่เป็นผู้เชี่ยวชาญที่สุด
ทันใดนั้น สีหน้าของลู่หยางก็เปลี่ยนไปอย่างประหลาด เขาพอ
จำได้ลางๆ ว่าตอนที่เพิ่งเริ่มบำเพ็ญใหม่ๆ เขาเคยพบกับคนลึกลับใน
ความฝัน ซึ่งคนผู้นั้นขนานนามตนเองว่า “เทพเต้าหู้” อ้างว่าเพียงแค่
กินเต้าหู้ก็จะแข็งแกร่งขึ้น……
ก่อนหน้านี้เขายังไม่รู้อะไรมากนัก จึงคิดว่ามันเป็นเพียงฝันร้าย
ธรรมดา
แต่เมื่อคิดถึงตอนนี้ ไม่แน่ว่ามันอาจเป็นฝีมือของศิษย์พี่ใหญ่ก็
ได้?
“หากไม่มีความรู้เกี่ยวกับวิชาเข้าฝัน เจ้าก็จะตกเป็นเหยื่อได้ง่าย
แต่มีข้าอยู่ด้วย ข้ารับรองว่าจะไม่ปล่อยให้เจ้าถูกควบคุมด้วยวิชา
เข้าฝัน!” เซียนอมตะที่ใช้เวลาทั้งวันในพื้นที่จิตวิญญาณไม่ว่าจะดู
เรื่องสนุกสนานหรือนอนหลับใหลเป็นส่วนใหญ่ เห็นได้ชัดว่าความ
เชี่ยวชาญด้านวิชาเข้าฝันของนางลึกล ้าเพียงใด
“วิชาเข้าฝันสามารถควบคุมคนได้หรือ?”
“แน่นอนอยู่แล้ว เจ้าน่าจะมีประสบการณ์ เวลานอนหลับฝัน พอ
ตื่นขึ้นมาความทรงจำเกี่ยวกับฝันก็ค่อยๆ จางหายไป สุดท้ายเหลือ
เพียงแค่ความคิดเลือนรางใช่ไหม?”
ลู่หยางพยักหน้า มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ
“ถ้าอย่างนั้น หากมีใครใช้วิชากำหนดเนื้อหาในความฝันของ
เจ้า และทำเช่นนี้เป็นเวลานาน เจ้าก็จะค่อยๆ เปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัวใช่
หรือไม่?”
ลู่หยางเข้าใจอย่างทันทีทันใด นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
นานมาแล้ว เคยมีสมาคมการค้าใช้วิชาเข้าฝันในวงกว้าง เพื่อ
โฆษณาสมาคมตนเองและขายสินค้า ส่งผลให้สินค้านั้นขายดีเป็น
พิเศษ
ต่อมาเรื่องถูกเปิดโปง แคว้นต้าเซี่ยลงโทษสมาคมการค้านั้นจน
เกือบล้มละลาย และยังออกกฎหมายโฆษณาเพื่อป้องกันเหตุการณ์
ลักษณะนี้ด้วย
“เซียนน้อยหมายความว่า คุณหนูตระกูลฉงกำลังตกอยู่ใน
สถานการณ์แบบนี้หรือ?”
“ใช่”
ลู่หยางได้รับคำชี้แนะจากเซียน จึงรีบย้ายจิตออกมาทันที
ขณะนี้ซื่อฉันและเมิ่งจิ่งโจวยังคงสนทนาถกเถียงกันว่าวิชาอะไร
ที่ส่งผลต่อฉงชิงเอ๋อร์ แต่กลับเห็นลู่หยางพูดออกมาอย่างมั่นใจถึง
คำตอบที่เพิ่งได้รับ ทำให้ซื่อฉันชื่นชมอย่างยิ่ง
“สมแล้วที่เป็นศิษย์พี่ลู่หยาง โยมชิงเอ๋อร์น่าจะได้รับผลกระทบ
จากวิชาประเภทนี้จริงๆ!”
เมิ่งจิ่งโจวมองลู่หยางด้วยหางตา เขารู้ดีว่าลู่หยางมี
ความสามารถแค่ไหน คำตอบเชิงลึกแบบนี้ฟังแล้วรู้เลยว่าเป็นคำ
ชี้แนะจากเซียน
ซื่อฉันหันไปถามฉงชิงเอ๋อร์ที่กำลังกินข้าวต้มกินผักดองอยู่
“โยมหญิง เจ้าแน่ใจหรือว่าเพิ่งเห็นคังเว่ยเป็นครั้งแรกก็ชอบเขา
ไม่เคยเห็นเขาที่อื่นมาก่อน เช่น ในความฝัน?”
การสนทนาของทั้งสามคนไม่ได้ปิดบัง ฉงชิงเอ๋อร์ได้ยินทั้งหมด
ขณะดื่มข้าวต้ม เมื่อได้ยินคำถามของซื่อฉัน นางก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
ดูไม่ค่อยมั่นใจ “จำไม่ค่อยได้แล้ว ข้ารู้สึกเหมือนเคยเห็นเขาที่ไหน
สักแห่ง แต่พอนึกดีๆ ก็ไม่เคยเห็นจริงๆ”
“เมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน ตอนที่ข้าเห็นพี่คังบนถนนในครั้งแรก ข้า
รู้สึกว่าพวกเรารู้จักกันมานานแล้ว เป็นคู่รักที่กำหนดไว้โดยชะตา
กรรม”
ฉงชิงเอ๋อร์ไม่ได้รักคังเหวยอย่างไร้เหตุผล หากเป็นคังเหวยเองที่
อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ นางจะต้องทวงคำอธิบายมาให้ได้โดยมั่นหมาย
ซื่อฉันชูนิ้วสองนิ้ว “มีสองความเป็นไปได้”
“หนึ่ง ลัทธิจิ่วอิ่วพูดถูก โลกนี้มีเวียนว่ายตายเกิดจริง เจ้ากับ
โยมคังมีวาสนาต่อกันในชาติก่อน”
“สอง เจ้าตกอยู่ภายใต้วิชาเข้าฝัน”
ลู่หยางคิดในใจว่า การเวียนว่ายตายเกิดมีอยู่จริง แต่จำกัดอยู่
ที่หลี่หาวเหรินเพียงคนเดียว
“ความเป็นไปได้ที่สองมีมากที่สุด”
ฉงหมิงที่นั่งฟังอยู่ข้างๆ โกรธจัดจนตบขาดังปัง “ข้ารู้อยู่แล้วว่า
ไอ้แซ่คังนั่นไม่ใช่คนดี!”
พูดจบเขาก็จะหยิบพลั่วเหล็กวิ่งออกไปจับคังเหวยทันที
ซื่อฉันขวางฉงหมิงไว้ “โยมอย่าเพิ่งใจร้อน การกระทำของคัง
เหวยละเมิดกฎหมายแล้ว แต่ทุกเรื่องต้องมีหลักฐานจึงจะมั่นคง”
“เป็นเช่นนี้ดีกว่า พวกเราสามคนคืนนี้จะเข้าสู่ห้วงฝันด้วย หา
หลักฐานในความฝันจึงจะเป็นวิธีที่มั่นคงที่สุด”
เมื่อได้ฟังซื่อฉันกล่าวเช่นนี้ ฉงหมิงก็สงบลง
จริงอย่างที่ว่า นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุด
ลู่หยางได้ยินซื่อฉันพูดเช่นนั้น จึงถาม “เจ้ารู้วิชาเข้าฝันด้วย
หรือ?”
“เรียนรู้มาบ้าง”
“ในอดีต ตอนที่ข้าออกไปปราบปีศาจนอกวัด มีปีศาจตัวเมีย
หมายปองความหล่อเหลาของข้า ต้องการควบคุมข้าในความฝัน
โชคดีที่ข้ากำลังสวดมนต์อยู่ในมหาเวียนสถานในความฝัน
พระพุทธรูปในวิหารได้แสดงอิทธิฤทธิ์ ปราบปีศาจตัวเมียนั้น”
“ข้าคังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์คล้ายกันนี้อีก จึงศึกษาวิชา
เข้าฝัน”
“หากคืนนี้โยมคังยังใช้วิชาเข้าฝันอีก ข้าก็จะพาศิษย์พี่ทั้งสอง
เข้าไปในฝันด้วยกัน”
“ดี”
“ขอรบกวนโยมฉงหมิงนำผ้าห่มสามผืนมา เพื่อให้พวกข้าและ
ศิษย์พี่ได้นอนหลับ”
ฉงหมิงเรียกคนรับใช้มาทันที ทำความสะอาดพื้นห้องนอนให้
เรียบร้อย แล้วนำผ้าห่มชั้นดีสามผืนมาจากห้องอื่น
“พูดแล้วน่าละอายใจ ตามตำนาน ผู้ก่อตั้งพุทธศาสนาสามารถ
หลับได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดหรือเวลาใด ถือเป็นสภาวะ ‘ข้ากับฟ้าดินเกิด
พร้อมกัน’ อันแท้จริง ข้ายังไม่ถึงระดับนั้น อยากจะนอนก็ต้องอยู่บน
เตียงเท่านั้น”
ลู่หยางแอบมองเซียนอมตะที่กำลังหลับใหลบนแท่นบัวด้วย
ท่าทางไม่เรียบร้อย
ตอนอยู่ในเขตปีศาจ เซียนน้อยยังมักจะนอนบนต้นไม้บ่อยๆ
จริงๆ แล้วนางสามารถหลับได้ทุกที่ทุกเวลา
การเข้าฝันต้องเป็นตอนกลางคืน ไม่เช่นนั้นหากพวกเขาสาม
คนเข้าฝันไปแต่คังเหวยไม่ได้เข้าฝัน ก็จะเสียเวลาเปล่า
การรอคอยช่างน่าเบื่อ ทั้งสามคนจึงสนทนากับฉงชิงเอ๋อร์
ฉงชิงเอ๋อร์เห็นซื่อฉันมีบุคลิกองอาจสง่างาม แม้จะเป็นพระแต่รูป
โฉมงดงาม สมกับเป็นหนุ่มรูปงาม ดูดีกว่าพี่คังมากนัก
ซื่อฉันสังเกตเห็นจุดนี้ จึงตักเตือน “โยมหญิง ข้าเป็นบรรพชิต
หากเจ้ามีความคิดแปลกๆ กับข้า ขอให้ตัดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้
เกิดปมในใจ”
เมิ่งจิ่งโจวมองซื่อฉันไม่ถูกชะตาอยู่แล้ว ตอนนี้อยากให้น ้าแข็ง
ไหลเร็วขึ้นยิ่งนัก
เมื่อพระจันทร์ขึ้นฟ้า ฉงชิงเอ๋อร์ก็เริ่มง่วงนอนระหว่างการสนทนา
ไม่นานก็หลับไป
“อีกฝ่ายใช้วิชาแล้วหรือยัง?” เมิ่งจิ่งโจวกระตือรือร้น เขายังไม่
เคยเข้าฝันแบบตั้งใจมาก่อน
“รออีกสักครู่”
ผ่านไปประมาณหนึ่งในสี่ชั่วยาม ซื่อฉันพูดขึ้นทันที “มาแล้ว!”
“ศิษย์พี่ทั้งสองเตรียมตัวเข้าฝัน!”
เมิ่งจิ่งโจวรีบนอนลงทันที มุดเข้าไปในผ้าห่มนุ่มนิ่ม หลับตาลง
ทันใดนั้น สีหน้าของเมิ่งจิ่งโจวก็เปลี่ยนไป “แย่แล้ว!”
“เกิดอะไรขึ้น?”
“ตื่นเต้นเกินไป นอนไม่หลับ!”
“……”
โชคดีที่ลู่หยางมีความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เขา
คลานออกจากผ้าห่ม ขยับร่างกาย “ไม่เป็นไร ข้าจะต่อยเจ้าสักหมัด
เจ้าก็จะหลับ ผ่อนคลายหน่อย ไม่เช่นนั้นผลจะไม่ดี”
“เดี๋ยวเจ้า รอก่อน เจ้าเอาจริงรึ……”
หมัดใหญ่ปรากฏในม่านตาของเมิ่งจิ่งโจวที่ค่อยๆ เบิกกว้าง
จากนั้นก็มีเสียงดังปัง เขาก็หมดสติไป
ลู่หยางพอใจกับผลงานของตน จึงเข้านอนอย่างสงบ
ซื่อฉันก็เข้านอนเช่นกัน
ในความฝัน เขาผนึกมือ ใช้วิชาเข้าฝัน ดึงตนเองและคนที่นอน
อยู่ข้างๆ อีกสองคนเข้าไปในความฝันของฉงชิงเอ๋อร์พร้อมกัน
“นี่คือโลกแห่งความฝันสินะ? รู้สึกแปลกใหม่จริงๆ” เมิ่งจิ่งโจว
เข้าฝันแบบรู้ตัวเป็นครั้งแรก มีความรู้สึกเลือนรางคล้ายอยู่ในม่าน
หมอก
ลู่หยางก็รู้สึกสนใจเช่นกัน พวกเขาอยู่ในสวนดอกท้อ ดอกท้อ
ร่วงหล่นฟุ้งกระจาย ราวกับหิมะสีชมพู
“นั่นคือโยมหญิง” ซื่อฉันชี้ไปที่ศาลาเล็กไม่ไกลนัก ศาลาเล็ก
เป็นจุดชมวิวที่ดีที่สุดของสวนดอกท้อทั้งหมด สามารถเห็นดอกท้อ
โดยไม่ต้องคังวลว่าดอกไม้จะร่วงหล่นใส่ศีรษะ
“อย่าส่งเสียง แอบไปดูก่อน”
ทั้งสามคนย่องเท้าเข้าใกล้ศาลาเล็ก
ในศาลาเล็ก ฉงชิงเอ๋อร์สวมชุดเปิดเผย ดูยั่วยวนกว่าที่สวมใน
ห้องนอนมาก
ฉงชิงเอ๋อร์กำลังจับมือซื่อฉันที่เกิดจากจินตนาการในฝัน มอง
เขาอย่างอ่อนหวาน
ซื่อฉันในความฝันไว้ผม ดูหล่อเหลายิ่งกว่าเดิม
“ซื่อฉัน เราอยู่ด้วยกันนะ?”
“ได้”
ไม่ไกลจากตรงนั้น มีชายคนหนึ่งวิ่งเซมา เขามองภาพตรงหน้า
ด้วยความไม่อยากเชื่อ
“ชิงเอ๋อร์ เขา… เขาเป็นใคร?”
ฉงชิงเอ๋อร์มองชายคนนั้น กล่าวเรียบๆ “คังเหวย พวกเราเลิกกัน
เถอะ”
เมิ่งจิ่งโจว “……”
เขาหันไปมองซื่อฉันตัวจริง
ไอ้หมอนี่มีรากฐานยั่วยวนหรือไงวะ?