ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 665 บัญชาเมฆฝน
เจ้าสำนักเวิ่นเต๋า ท่านเต๋าปู้อวี่ นักเขียน นักการศึกษา ผู้แต่ง
ผลงานต่างๆ อาทิ “หนังสือต้องห้ามเปลี่ยนร่างมังกรหงส์”, “สองพันปี
แห่งการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในคุกราชวงศ์ต้าเซี่ย”, “วิชาย่อ
ขยาย (ฉบับเฉพาะส่วน)” และ “ตำนานแห่งสำนักเวิ่นเต๋า” เป็นต้น
รับศิษย์สี่คน ได้แก่ ผู้แข็งแกร่งที่สุดแห่งยุค อวี้จือ, ศัตรูแห่งดินแดน
พุทธ เยี่ยจื่อจิน, นางแห่งเสียงมาร กั่นเถียน, และรองประมุขลัทธิ
สวรรค์ ลู่หยาง ผลงานด้านการศึกษาของเขาจะตราตรึงนิรันดร์กาล
และจะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์
เนื่องจากเกิดเรื่องอุจาดจากปากต่อปากกับบรรพบุรุษหงส์และ
เต๋าปู้อวี่ บรรพบุรุษหงส์โกรธจัดจึงลงมือโจมตี เต๋าปู้อวี่ไม่สามารถ
ต้านทานบรรพบุรุษหงส์ได้ มีอายุขัยกว่าสองพันปี ตายแล้วสมใจคน
ความสุขยิ่งใหญ่ทั่วหล้า
……
เวลากลับมาดำเนินต่อ
เต๋าปู้อวี่และเจ้าเผ่าจิ่นถูกซ้อมจนใกล้ตาย ถูกเจียงเหลียนอี่โยน
ขึ้นไปบนหลังคา เพื่อไม่ให้กีดขวางทางคนเดิน
เต๋าปู้อวี่รู้สึกสงสัยมากกว่า ว่าสุดท้ายแล้วใครกันนะที่เอาเรื่อง
“หนังสือต้องห้ามเปลี่ยนร่างมังกรหงส์” ไปแพร่งพราย?
พี่ใหญ่ พี่รอง พี่สาม น้องชิ……
ขอบเขตกว้างเกินไป และทุกคนล้วนมีแรงจูงใจ ยากจะคาดเดา
ท่านเจ้าเผ่าจิ่นรู้สึกว่าตนเองช่างน่าสงสารเหลือเกิน เต๋าปู้อวี่หา
เรื่อง ทำไมต้องซ้อมข้าด้วย แค่เพราะหน้าตาข้าดูน่าแกล้งงั้นรึ?
จากข้อความเพียงเล็กน้อยที่บรรพบุรุษหงส์พูดเมื่อครู่ ดู
เหมือนว่าสำนักเวิ่นเต๋าอาจจะเป็นสำนักที่สร้างโดยสวรรค์ยุคโบราณ
หรือ?
ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไมบรรพบุรุษหงส์ถึงเป็นแขกกิตติมาศักดิ์ของ
สำนักเวิ่นเต๋า
แต่จากสีหน้าของพี่ใหญ่ปู้อวี่ ดูเหมือนเขาไม่รู้เรื่องนี้ นี่คือ
ความลับที่แม้แต่เจ้าสำนักยังไม่รู้หรือ?
นี่มันความลับสุดยอดนี่นา สำนักเวิ่นเต๋าช่างน่ากลัวเหลือเกิน
ภายนอกดูเหมือนเป็นหนึ่งในห้าสำนักเซียนชั้นนำแห่งยุค แต่ที่แท้ก็
เป็นเพียงการปลอมแปลงที่แสดงต่อหน้าผู้คนเท่านั้น
ปลอมแปลงมาหนึ่งแสนปี คิดดูแล้วช่างน่ากลัว
อยากจะเตือนบรรพบุรุษน้อย อย่าสู้คนเดียวเลย หากไม่ไป
สวามิภักดิ์กับเซียนฉี่หลิน ก็ไปสวามิภักดิ์กับลัทธิสวรรค์แทนเถอะ
นางเจียงเหลียนอี่มองเจ้าเผ่าจิ่นที่กำลังคิดฟุ้งซ่านอย่างผ่านๆ
ไม่ได้สนใจมากนัก
มีรอยประทับจากรูปแบบของผลของการบำเพ็ญเป็นเค้า ไม่ว่า
เขาจะรู้อะไร ก็ไม่สามารถพูดออกไปได้ ไม่มีทางรั่วไหล
……
เมืองชุนเจียง
ลู่หยางนั่งอยู่ข้างๆ ซื่อฉัน รอคอยให้ลูกค้ามาหา
วันนี้โชคดี ไม่นานก็มีลูกค้ามา
ชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งเข้ามาหาซื่อฉัน มีเรื่องอยากขอร้อง
“หลวงพ่อ ท่านพอจะขอฝนได้ไหม?”
“อมิตาพุทธ ศาสตร์เรียกฝนอาตมาย่อมรู้เป็นธรรมดา”
“เช่นนั้น ท่านช่วยทำให้ตกฝนใหญ่ตอนพรุ่งนี้ยามเย็นได้ไหม
ราคาเท่าไรก็ว่ามา” ชายหนุ่มรูปงามจ้องมองซื่อฉันอย่างร้อนรน ใน
ที่สุดก็พบพระที่ทำให้ฝนตกได้เสียที
“อาตมาต้องถามก่อน โยมต้องการขอฝนเพื่อสิ่งใด?”
ชายหนุ่มรูปงามไม่กล้าโกหกเมื่อต้องเผชิญหน้ากับพระ จึงกล่าว
ตามตรง “พรุ่งนี้มีน้องสาวที่สนิทคนหนึ่งนัดข้าไปออกชมนกชมไม้
ข้าคิดว่าถ้าตอนเย็นฝนตกลงมาอย่างกะทันหัน และพวกเราไม่ได้พก
ร่มมาด้วย ก็จะต้องเปียกฝนแน่”
“เช่นนี้ ข้าก็มีข้ออ้างว่าต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า พานางไปยังโรงแรม
ใกล้ๆ เพื่อสะดวกต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ในขั้นต่อไป”
ซื่อฉันประนมมือ ตักเตือนว่า “โยมกลับไปเถิด การกระทำเช่นนี้
ถือเป็นอกุศล ขอโยมจงพินิจพิจารณาและหยุดการกระทำเช่นนี้
ด้วย”
ชายหนุ่มรูปงามยังคงไม่ยอมแพ้ อ้อนวอน “หลวงพ่อ ท่านบอก
มาเถิด ลิ่นซือเท่าไร ข้าสามารถจ่ายได้ทั้งหมด”
“นี่ไม่ใช่เรื่องของลิ่นซือ โยมกลับไปเถิด”
เห็นซื่อฉันมีท่าทีเด็ดเดี่ยว ชายหนุ่มรูปงามจึงจำต้องจากไป
อย่างผิดหวัง ไปตามหาผู้วิเศษคนอื่นที่สามารถบัญชาเมฆฝนได้
“เซียนน้อย ท่านรู้จักวิธีบัญชาเมฆฝนหรือไม่?”
“ใครๆ ก็รู้จักทั้งนั้น ถึงแม้ว่าการบัญชาเมฆฝนจะเป็นวิธีของ
ตระกูลมังกร แต่หลักการก็ง่ายๆ ถึงขนาดว่าแม้แต่เจ้าก็ยังเรียนรู้ได้”
“อย่างไรเหรอ?”
“วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือ เจ้าใช้แหวนเก็บของบรรจุน ้าให้เต็ม แล้วบิน
ขึ้นไปบนฟ้า เอาแหวนเก็บของใส่ในบัวรดน ้า ควบคุมแหวนเก็บของ
ผ่านบัวรดน ้า นั่นก็ถือว่าเป็นฝนแล้ว”
“ถ้าเจ้ารู้สึกว่าบัวรดน ้าเดียวไม่พอ ก็หามาให้มากหน่อยก็ได้”
ลู่หยางพยักหน้า “ฟังดูง่ายจริงๆ”
ไม่ต้องใช้เวทมนตร์ด้วยซ ้า แน่นอนว่าไม่มีทางเรียนผิด ข้อเสีย
เพียงอย่างเดียวคือสิ้นเปลืองแหวนเก็บของและบัวรดน ้ามากเกินไป
“ศาสตร์เรียกฝนทั้งหมดล้วนพัฒนามาจากหลักการพื้นฐานนี้
เช่น ตอนที่เซียนจิ้วชงบรรลุเป็นเซียน ฟ้าหลั่งน ้าทิพย์ แผ่นดินผุดบัว
ทอง เสียงแห่งมหาธรรมะดังกังวาน และปรากฏการณ์แปลกประหลาด
อื่นๆ อีกมากมาย เสียงดังอึกทึกเหลือเกิน ราวกับกลัวว่าคนอื่นจะไม่รู้
ว่าเขาเป็นคนแรกที่บรรลุเป็นเซียน”
“ภายหลังเขาเล่าความจริงให้พวกเราฟัง ที่แท้สวรรค์หลั่งน ้า
ทิพย์นั้น แท้จริงแล้วเขาเป็นคนใส่น ้าทิพย์ไว้ในบัวรดน ้า และหลังจาก
บรรลุเป็นเซียนแล้วก็เทน ้าทิพย์รดตัวเองให้เต็มที่”
“ส่วนแผ่นดินผุดบัวทอง เขาฝังเมล็ดบัวไว้ในดิน แล้วใช้ ‘วิชา
ปลูกต้นไม้’ เร่งให้เติบโต การบ่มเพาะบัวทองนี้ต้องใช้สมุนไพรวิเศษ
มากมาย จึงทำให้ดอกบัวเกิดการกลายพันธุ์สำเร็จ”
“ส่วนเสียงแห่งมหาธรรมะนั้นยากกว่า เขาแอบรวบรวมเสียงร้อง
ของเผ่าต่างๆ แล้วนำมาผสมกัน ทำให้คนอื่นไม่รู้ว่าเสียงแห่งมหา
ธรรมะที่แท้จริงคืออะไร ได้แต่รู้สึกว่าเสียงนี้ช่างทรงพลัง”
“เพื่อสร้างปรากฏการณ์มากมายเหล่านี้ เขาเกือบจะหมดตัว
แท้จริงแล้วก็คือหน้าตาสำคัญกว่าแต่ยอมทนทุกข์ เจ้าดูตอนข้าบรรลุ
เป็นเซียน ไม่มีปรากฏการณ์อะไรเลย เรียบง่ายและตรงไปตรงมา”
ลู่หยาง “……”
เซียนจิ้วชงท่านฟังเองนะ เรื่องเก่าๆที่ถูกเปิดโปง พวกนี้เป็นเซียน
อมตะพูดเอง มีต้นมีปลาย อย่ามาหาข้า ข้าแค่คนฟัง
ผ่านไปไม่นาน มีชายหนุ่มแต่งกายแบบนักปราชญ์เดินเข้ามา
แต่ท่าทางดูอิดโรย
“หลวงพ่อ ท่านไล่ผีได้หรือไม่?”
ซื่อฉันพยักหน้า นี่เป็นความเชี่ยวชาญของพุทธศาสนา
“แน่นอนว่าทำได้ บ้านโยมมีผีหลอกหรือ?”
“อาจจะใช่ แต่ข้ายังไม่เคยเห็นตัวจริงๆ”
“เป็นอย่างไรรึ?”
นักปราชญ์หนุ่มหน้าเศร้าหมองเล่าว่า “ทุกคืน เมื่อข้าหลับสนิท
ข้ามักจะรู้สึกว่ามีคนอยู่ข้างกาย แต่เมื่อข้าลืมตาขึ้นมอง กลับไม่มี
อะไรเลย สถานการณ์นี้ดำเนินมานานแล้ว”
“ข้าก็เคยเชิญพระอาจารย์หลายท่านมาช่วย แต่ก็หรือกลับไปมือ
เปล่า หรือไม่ก็ทิ้งยันต์ป้องกันไว้ แต่ไม่ได้ผล”
“ข้าเคยแจ้งทางการ แจ้งทางการได้ผลจริงๆ พอยามเข้ามา ผีก็
ไม่ปรากฏตัว แต่พอยามไป ตอนกลางคืนข้าก็ยังรู้สึกมีคนอยู่ข้างๆ
อีก ยามก็ไม่สามารถเฝ้าข้างข้าทุกคืนได้”
“เมื่อวานข้าถูกวิญญาณรบกวน ขาดพลัง จึงไปหาเพื่อนคน
หนึ่งซื้อเห็ดหลินจือสามร้อยปีมาบำรุงร่างกาย เพื่อนที่ขายเห็ดหลินจื
อแนะนำให้ข้ามาหาท่าน”
“ขอถามโยมหน่อยว่า เพื่อนที่ขายเห็ดหลินจือคนนี้คือ……”
“พี่ชายจงหมิง เขาบอกว่าเพิ่งมาหาท่านไล่ผีเมื่อสองสามวัน
ก่อน”
“อ๋อ จริงด้วย มีเรื่องเช่นนี้”
ซื่อฉันลุกขึ้น เก็บข้าวของ “ถ้าอย่างนั้น อาตมาและศิษย์พี่อีก
สองท่านก็จะไปดูสักหน่อย”
“ดีเลย” นักปราชญ์หนุ่มดีใจมาก
“ยังไม่ทราบนามโยม?”
“ข้าชื่อสวี่อาน”
“เป็นโยมสวี่นี่เอง”
ลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจวเห็นว่าในที่สุดก็มีงานจริงจังให้ทำ จึงเก็บ
ข้าวของและเดินตามหลังซื่อฉัน เพื่อดูว่าเป็นอย่างไร
ระหว่างทาง สวี่อานเล่าสถานการณ์ของตนเองคร่าวๆ เขาเป็น
นักอ่าน มีภรรยาหนึ่งคน บิดามารดาของสวี่อานเสียชีวิตตั้งแต่เขายัง
เด็ก ทิ้งทรัพย์สมบัติมหาศาลไว้ให้ ทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตได้อย่าง
ไม่ต้องกังวล ความปรารถนาสูงสุดของเขาคือขยันอ่านตำราของ
ปราชญ์ สอบติดขุนนาง สร้างเกียรติให้วงศ์ตระกูล
สวี่อานพาทั้งสามคนเดินผ่านซอยเล็กๆ หลายซอย “ที่นี่แหละ”
บ้านพักของสวี่อานไม่ได้เล็กกว่าบ้านของจงหมิงเลย ลองคิดดู
คนที่ซื้อเห็ดหลินจือสามร้อยปีที่ผ่านการเผชิญสายฟ้าพิบัติได้ ย่อม
ต้องมีทรัพย์สินไม่น้อย