ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 713 พบผู้บริหารระดับสูง
เมื่อไต้ปู้ฟานฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง เขาเห็นลู่หยาง เมิ่งจิ่งโจว และ
เซียนบรรพกาลกำลังนั่งยองๆ โน้มศีรษะชนกันมองดูเขาอยู่ ทำให้
มั่นใจว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ไม่ใช่ความฝัน
“ศิษย์พี่ไต้ ท่านฟื้นเสียที”
“อย่าเรียกข้าว่าศิษย์พี่เลย ข้าไม่กล้ามีเจ้าเป็นศิษย์น้องหรอก”
ไต้ปู้ฟานลุกขึ้น มองลู่หยางกับเมิ่งจิ่งโจวสองเจ้าเด็กแสบอย่างเหม่อ
ลอย
ข้าบอกให้พวกเจ้าออกไปคัดเลือกศิษย์สักสองสามคน แต่พวก
เจ้ากลับเอาดีพาบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งสำนักกลับมาด้วย
ไต้ปู้ฟานได้ชื่อว่าเป็นคนใจเย็นมีสติ ไม่อย่างนั้นคงดูแลตำหนัก
รับภารกิจและจัดการข้อมูลมากมายขนาดนี้ไม่ได้
แต่เขารู้สึกว่าตั้งแต่รู้จักลู่หยางกับเมิ่งจิ่งโจว อารมณ์ความรู้สึก
ของเขาแกว่งไกวมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ตอนนี้ศีรษะเขายังคงมึนงงไม่หาย
“มานี่ศิษย์พี่ไต้ ข้าจะช่วยประคองท่าน” ลู่หยางกับเมิ่งจิ่งโจวเข้า
มาช่วยพยุงไต้ปู้ฟานทั้งซ้ายและขวา พาเขากลับไปนั่งบนเก้าอี้
“ท่านเป็นบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งในตำนานจริงหรือ เซียนบรรพกาลที่
หลงทางผู้นั้น?” ไต้ปู้ฟานยังคงไม่กล้าเชื่อ
แม้ลู่หยางทั้งสองไม่เคยโกหกเขา แต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับบรรพ
บุรุษผู้ก่อตั้ง จึงไม่กล้าผิดพลาด
เซียนบรรพกาลสลายพลังเริ่มบำเพ็ญใหม่ รูปร่างหน้าตา
เปลี่ยนไปมาก ไม่ตรงกับรูปปั้นบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งที่สำนักเวิ่นเต๋าเก็บ
รักษาไว้
เซียนบรรพกาลโบกมือปฏิเสธอย่างกระดากอาย “การเรียกข้า
ว่าในตำนานนั้นเกินไป ฉายาเซียนของข้าคือเซียนบรรพกาลจริงๆ
แต่น่าเสียดายที่หลักฐานยืนยันตัวตนของข้าถูกทำลายในการต่อสู้
เมื่อไม่นานมานี้”
“การต่อสู้เมื่อไม่นานมานี้? แล้ววิทยายุทธ์ของท่านตอนนี้…”
“พ่ายแพ้ อาการบาดเจ็บสาหัสเกินไป จึงต้องสลายพลังเริ่ม
บำเพ็ญใหม่เพื่อเอาชีวิตรอด โชคดีที่รอดมาได้” เซียนบรรพกาลพูด
อย่างไม่ใส่ใจ แต่ความจริงแล้วสถานการณ์ตอนนั้นอันตรายยิ่งนัก
การสลายพลังเริ่มบำเพ็ญใหม่ไม่ใช่เรื่องที่จะสำเร็จได้แน่นอน
เพื่อให้มั่นใจในอัตราความสำเร็จ ที่ดีที่สุดคือสลายพลังในช่วงที่
กำลังแข็งแกร่งสุดขีด แบบที่เซียนบรรพกาลสลายพลังตอนบาดเจ็บ
สาหัส โอกาสล้มเหลวเพิ่มขึ้นมาก
“ท่านก็ทราบว่าตัวตนของท่านพิเศษ ข้าคนเดียวตัดสินใจไม่ได้”
ไต้ปู้ฟานดูลำบากใจ “เป็นอย่างนี้ดีไหม ข้าจะพาท่านไปพบศิษย์
พี่อวี้จือที่ยอดเขาเทียน ให้นางเป็นคนตัดสินใจดีหรือไม่?”
“ได้” เซียนบรรพกาลเป็นคนคุยง่าย
ไต้ปู้ฟานเชิญเซียนบรรพกาลไปยอดเขาเทียนเพื่อพบอวี้จืออ
ย่างนอบน้อม ก่อนจากไปยังหันมาจ้องคู่หูลู่หยางตาเขียว “พวกเจ้าก็
ตามมาด้วย!”
ลู่หยางแอบส่ายหน้า คิดว่าศิษย์พี่ไต้ช่างเป็นคนอารมณ์ร้อน
จิตใจไม่มั่นคง ไม่รู้ว่าเขาบำเพ็ญจนถึงขั้นรวมร่างได้อย่างไร
ตรงกันข้ามกับตัวเขาเอง ทุกวันต้องทนกับการรบกวนของเซียน
อมตะในพื้นที่จิตวิญญาณ แต่ยังคงสมาธิแน่วแน่ในการบำเพ็ญ เห็น
ได้ชัดว่าใครเหนือกว่าใคร
……
ยอดเขาเทียน
กั่นเถียนที่เพิ่งปรับฐานพลังเสร็จก็ถูกศิษย์พี่ไต้เชิญออกไป
ปฏิบัติภารกิจ ตอนนี้บนยอดเขาเทียนมีเพียงอวี้จือคนเดียว
อวี้จือไม่ได้บำเพ็ญอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แต่นั่งอยู่บนบัลลังก์
จักรพรรดิ จิบชาทีละน้อย
รอบโต๊ะหินกลมมีบัลลังก์จักรพรรดิตั้งอยู่สี่ตัว ทำให้โต๊ะหินดูไม่
กลมกลืน
อวี้จือจิบชาไปพลางคิดไปพลางว่าจะไปหาโต๊ะหินที่เข้าชุดกัน
จากที่ไหนดี
“ศิษย์พี่อวี้” ไต้ปู้ฟานประสานมือคำนับ
“หืม?” อวี้จือวางถ้วยชาลง มองสี่คนตรงหน้าด้วยความสงสัย
เล็กน้อย
ศิษย์น้องไต้ ศิษย์น้องเมิ่ง ศิษย์น้องเล็ก และเด็กหนุ่มที่ไม่เคยเห็น
มาก่อน
“มีเรื่องหนึ่งที่ต้องให้ศิษย์พี่อวี้ตัดสินใจ” ไต้ปู้ฟานยกมุมปาก
พยายามทำสีหน้าขรึม อธิบายที่มาของเด็กหนุ่มแปลกหน้า
“หมายความว่า คนนี้คือบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งของพวกเรา เซียน
บรรพกาลฉีทงเทียน?”
อวี้จือฟังจบก็อึ้งไปครู่หนึ่ง ไม่คิดว่าบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งยังมีชีวิต
อยู่
นางครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วถามอย่างจริงจัง “เช่นนั้นท่านบรรพบุรุษ
อยากเป็นเจ้าสำนักหรือไม่?”
“หา? ให้ข้าเป็นเจ้าสำนัก?” คราวนี้เป็นเซียนบรรพกาลที่อึ้งไป
เขาคิดว่าสำนักในปัจจุบันก็เหมือนสำนักสมัยแคว้นต้าอวี๋ ที่ชิง
ตำแหน่งเจ้าสำนักกันอย่างไม่เลือกวิธี เขายังกังวลด้วยซ ้าว่าเมื่อ
กลับมาที่สำนักเวิ่นเต๋า คนในสำนักคงไม่อยากให้มีคนที่อยู่เหนือหัว
อีก จะหาทางกลั่นแกล้ง ลงมือสังหารเขา
ไม่คิดว่าลูกหลานรุ่นหลังคนนี้จะเสนอให้เขาเป็นเจ้าสำนัก
โดยตรง
“ไม่ได้ๆ จะทำอย่างนั้นได้อย่างไร” เซียนบรรพกาลโบกมือ
ปฏิเสธรัวๆ “อย่าว่าแต่ตอนนี้ข้าเป็นแค่คนธรรมดา แม้ข้าจะฟื้น
กลับไปถึงขั้นรวมร่าง ก็ไม่มีความสามารถบริหารสำนักใหญ่ขนาด
นี้”
สำนักเวิ่นเต๋าในปัจจุบันกับสำนักที่เพิ่งก่อตั้งมีขนาดต่างกันราว
ฟ้ากับดิน เขาจะบริหารได้อย่างไร
“ไม่เป็นไร ศิษย์น้องเล็กก็เคยเป็นเจ้าสำนักมาสามเดือน บริหาร
สำนักเวิ่นเต๋าง่ายมาก”
เซียนบรรพกาลยิ่งประหลาดใจ ปัจจุบันมาตรฐานการเป็นเจ้า
สำนักต ่าขนาดนี้เชียวหรือ แม้แต่ผู้บำเพ็ญขั้นทารกแรกกำเนิดก็เป็น
เจ้าสำนักได้
ไม่ถูก ไม่ควรคิดแบบนั้น ลูกหลานรุ่นหลังผู้นี้ตอนขั้นสร้างฐานก็
สามารถเอาชนะคนขั้นแปลงร่างเซียน ตอนนี้บำเพ็ญถึงขั้นทารกแรก
กำเนิด พลังต่อสู้จริงต้องสูสีกับขั้นรวมร่างแน่นอน
“ข้าเป็นเจ้าสำนักไม่ได้จริงๆ พวกเจ้าไม่ต้องปฏิบัติต่อข้าแบบนี้
เพียงแต่ให้ข้าเป็นศิษย์ธรรมดาของสำนักก็พอ” เซียนบรรพกาล
เพียงต้องการบำเพ็ญอย่างเต็มที่ ตัดขาดจากอดีต กลับไปสู่ขั้นรวม
ร่างอีกครั้ง
“อ้อใช่ ศิษย์พี่ใหญ่ ซากจักจั่นทองของบรรพบุรุษตอนนี้อยู่ใน
มือราชสำนัก ท่านพอจะช่วยเอาคืนมาได้ไหม” ลู่หยางฉวยโอกาส
“ซากจักจั่นทองเรื่องอะไรกัน?”
ลู่หยางเล่าประสบการณ์หลังจากบรรพบุรุษตื่นขึ้นมาให้ฟังหมด
แน่นอนว่าตัดเรื่องที่เขากับเมิ่งเฒ่าแขวนบรรพบุรุษออกไป
คงเป็นความทรงจำที่ไม่ค่อยดีนักสำหรับบรรพบุรุษ บรรพบุรุษ
เองก็ไม่พูดถึง
อวี้จือพยักหน้า “เข้าใจแล้ว เรื่องนี้ไม่ยาก”
“บรรพบุรุษอยากพบผู้บริหารระดับสูงของสำนักเราไหม?” อวี้จื
อถามอีก
เรื่องใหญ่แบบบรรพบุรุษยังมีชีวิตอยู่ ทั้งด้านเหตุผลและน ้าใจ
ควรให้ผู้บริหารระดับสูงของสำนักได้รับรู้
เซียนบรรพกาลรับปากด้วยความยินดี จะได้พบลูกหลานรุ่นหลัง
ที่เป็นเลิศด้วย
……
ไม่นาน ผู้อาวุโสทั้งแปดของสำนักเวิ่นเต๋าก็มารวมตัวกันที่ห้อง
โถงปราชุม ยกเว้นผู้อาวุโสที่หกผู้งดงามเกินบรรยาย นางมาแค่ร่าง
จำลองเท่านั้น ถ้านางมาด้วยร่างจริง คงทำให้เซียนบรรพกาลหายใจ
ไม่ออกตาย
มีแค่ภาพฉายจากนางเท่านั้น
ผู้อาวุโสทั้งแปดสมกับเป็นผู้ที่เคยผ่านน ้าร้อนมาก่อน ไม่เพียงแต่
วิทยายุทธ์สูงกว่าไต้ปู้ฟาน ความสามารถในการยอมรับสิ่งใหม่ๆ ก็สูง
กว่าด้วย
“นี่คือบรรพบุรุษของพวกเราหรือ?”
“ช่างเยาว์วัยจริงๆ”
“หน้าตาไม่เหมือนกับรูปปั้นนี่นา”
“พูดเหลวไหล สลายพลังเริ่มบำเพ็ญใหม่แล้วจะเหมือนได้
อย่างไร?”
“เปลี่ยนรูปปั้นของบรรพบุรุษใหม่ดีไหม? ข้าเห็นรูปปั้นเก่าไป
แล้ว”
“หัวหน้า ทั้งวันเอาแต่ขุดหลุมศพ ไม่เห็นเคยขุดบรรพบุรุษขึ้นมา
สักที ดูลู่หยางกับเมิ่งเล็กสิ ออกไปครั้งเดียวก็พาบรรพบุรุษกลับ
มาแล้ว”
“ใครขุดหลุมศพกัน ข้าเรียกว่าการศึกษาวิจัย เจ้าของหลุมศพก็
ยินยอมแล้ว”
“ถ้าเจ้าของหลุมศพพูดได้ คนที่ควรนอนในโลงก็คงเป็นหัวหน้า
เจ้านี่แหละ”
ทันใดนั้น ผู้อาวุโสที่แปดคล้ายนึกอะไรขึ้นได้ จึงค่อยๆ เข้าไป
ใกล้เซียนบรรพกาล กระซิบถาม “จริงสิ บรรพบุรุษ ท่านยังรับศิษย์อยู่
หรือเปล่า?”
“หา?” เซียนบรรพกาลยังไม่ทันตอบสนอง ก็ได้ยินผู้อาวุโสที่
แปดโฆษณาตัวเองอย่างกระตือรือร้น
“บรรพบุรุษ อย่าดูว่าข้าอยู่ลำดับท้ายในผู้อาวุโส นั่นเป็นเพราะ
ข้าเข้าสำนักช้า ตอนนี้ข้าก็เป็นผู้มีพลังขั้นรวมร่างเชียวนะ แถมยัง
เชี่ยวชาญด้านวิชาคาถา ท่านเพียงพยักหน้า ตอนนี้ก็จะได้ศิษย์ที่ไม่
ต้องเสียเวลาสอน ขั้นรวมร่างระดับปลายเลยทีเดียว”
“ท่านเห็นว่าข้าเป็นอย่างไร?”