ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 715 ลัทธิมารอันดับหนึ่งก็เป็นสำนักของข้าเช่นกัน
- Home
- ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ!
- บทที่ 715 ลัทธิมารอันดับหนึ่งก็เป็นสำนักของข้าเช่นกัน
เมื่อเซียนบรรพกาลสลายพลังเริ่มบำเพ็ญใหม่ หนีออกสู่โลก
ภายนอก ครั้งแรกที่ได้พบกับแนวคิด “ห้าสำนักเซียนใหญ่” และรู้ว่า
หนึ่งในห้าสำนักเซียนใหญ่คือสำนักที่ตนก่อตั้ง เขาอึ้งไปพักใหญ่ ถึง
ขั้นสงสัยว่าอาจเป็นเพียงชื่อพ้องกัน
หลังจากยืนยันสถานที่ตั้งแล้ว เขาจึงมั่นใจว่าไม่ได้เป็นเพียงชื่อ
พ้องกัน แต่เป็นสำนักที่เขาก่อตั้งจริงๆ
ชาวโลกต่างลือกันว่า ห้าสำนักเซียนใหญ่มีผู้บำเพ็ญขั้นข้าม
พิบัติ หรือไม่ก็มีวิธีการที่เทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญขั้นข้ามพิบัติ แค่
คำพูดนี้ก็ทำให้เขาประหลาดใจมากแล้ว
เพราะนั่นคือขั้นข้ามพิบัติผู้สูงส่งนั่นเอง
แต่ตอนนี้มาถึงยอดเขาคุมขัง เห็นบุคคลสำคัญที่ถูกคุมขังอยู่ที
ละคน แม้แต่ขั้นข้ามพิบัติก็ยังพอรับได้ แต่กึ่งเซียนถึงสองคน!
นี่คือกึ่งเซียนในตำนาน ผู้ที่ในยุคของเขายังไม่มีปรากฏให้เห็น
สำนักเวิ่นเต๋านี้ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่เหมือนสำนักที่มีเพียงผู้บำเพ็ญ
ขั้นข้ามพิบัติเลย!
“ฮ่าๆ ฉีทงเทียน เจ้าสร้างสำนักที่ดีได้จริงๆ” เสียงหัวเราะเย็นชา
ดังขึ้น เซียนบรรพกาลรู้สึกคุ้นหูอยู่บ้าง ราวกับเคยได้ยินที่ไหนมา
ก่อน
เขาตามเสียงมองไป พบคนชราร่างแห้งกรังคนหนึ่งที่มุมหนึ่ง
หลังค่อม ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น
“จอมเทพเพลิงกรรมหรือ?!” เซียนบรรพกาลจำคนชราแห้งกรัง
ผู้นี้ได้
นี่เป็นผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างที่อยู่ในยุคเดียวกับเขา ทำความชั่ว
มากมาย แต่ทนทานต่อเพลิงบัวแดงแห่งกรรมถึงสามวัน สุดท้ายก็
ควบคุมเพลิงบัวแดงแห่งกรรมได้ ก่อตั้งสำนักเพลิงกรรมอันเลื่องชื่อ
ทั้งที่อยู่ในขั้นรวมร่างเหมือนกัน แต่เซียนบรรพกาลไม่อาจเทียบ
กับจอมเทพเพลิงกรรมได้ สำนักเพลิงกรรมอันทรงเกียรติยังเป็น
สมาชิกที่สำคัญของ “พันธมิตรมาร” องค์กรผู้บำเพ็ญที่ใหญ่ที่สุดใน
สมัยนั้น
ยามนั้นหากเขาเป็นฝ่ายทักทายจอมเทพเพลิงกรรมก่อน อีก
ฝ่ายคงไม่แม้แต่จะมองเขาสักแวบ
ไม่คิดว่าครั้งถัดมาที่พบกัน อีกฝ่ายจะกลายเป็นนักโทษเสียแล้ว
“นี่เป็นผู้ที่ผู้อาวุโสเจ็ดจับกลับมาระหว่างออกไปตามหาส่วนผสม
ตำยาสมุนไพร” อาจารย์ผู้เฒ่ากล่าว เขาทบทวนความจำก่อนจะนึก
ออกว่าจอมเทพเพลิงกรรมเป็นใคร
“เซียนบรรพกาล ไม่คิดว่าพวกเราจะพบกันในสถานที่เช่นนี้”
เสียงเย็นชาดังขึ้นจากกรงข้างๆ เป็นชายวัยกลางคนท่าทางหมด
อาลัยตายอยาก
เซียนบรรพกาลพินิจพิจารณาครู่หนึ่ง ก่อนจะเชื่อมโยงชายวัย
กลางคนผู้นี้กับคนในความทรงจำ
“เจ้าคือจอมเทพหมื่นดาบหรือ?”
ในความทรงจำของเขา จอมเทพหมื่นดาบเป็นนักดาบโดดเดี่ยว
ท่าทางเยาว์วัย กระฉับกระเฉง ทำตามอำเภอใจ ไม่ว่าจะฝ่ายธรรมะ
หรือฝ่ายอธรรมหากทำให้เขาไม่พอใจก็จะถูกฆ่าทั้งสิ้น
ครั้งหนึ่ง เขาเมาสุราจนไม่รู้ตัว ฆ่าธิดาเพียงคนเดียวของผู้
บำเพ็ญขั้นรวมร่างคนหนึ่งโดยไม่ตั้งใจ ผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างผู้นั้นเป็น
ผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างเก่าแก่ มีชื่อเสียงมานาน และยังเป็นสมาชิก
สำคัญของพันธมิตรมาร เมื่อรู้ข่าวก็โกรธเกรี้ยว ต้องการฆ่าจอมเทพ
หมื่นดาบเพื่อแก้แค้น
ไม่คาดคิดว่ากลับถูกจอมเทพหมื่นดาบแทงทะลุหัวใจ ตายอย่าง
ไม่สมศักดิ์ศรี
ตอนนั้นผู้คนจึงรู้ว่าจอมเทพหมื่นดาบได้บำเพ็ญถึงขั้นรวมร่าง
ระดับสูงสุดแล้ว
เขาก็ถูกจับมาด้วยหรือ?
“เขาเป็นผู้ที่ผู้อาวุโสที่เก้าจับมา” อาจารย์ผู้เฒ่าเบ้ปาก คงเห็น
วิชาดาบของท่านเต๋าปู้อวี่แล้ว จิตใจของการบำเพ็ญถูกทำลาย จึง
ตกต ่าไม่อาจกลับมาได้อีก
เซียนบรรพกาลกำลังจะพูดอะไรสักอย่าง แต่สายตาก็เหลือบไป
เห็นบุคคลสำคัญในยุคของเขาอีกคนหนึ่ง
“ท่านโลหิตหรือ?”
นี่คือท่านโลหิตอาจารย์หลวงแห่งยุคของเขา ฮ่องเต้อวี๋เป็นเพียง
หุ่นเชิดเท่านั้น เขาต่างหากที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเหมือนฮ่องเต้
พันธมิตรมารอันลือชื่อก็เป็นเขาที่ก่อตั้ง!
ลู่หยางคุ้นเคยกับท่านโลหิตมากที่สุด เขากับเมิ่งจิ่งโจวพบผู้
บำเพ็ญขั้นรวมร่างกลุ่มหนึ่งจากแคว้นต้าอวี๋ที่เมืองผ้าป่าน หลังจาก
จับพวกนั้นได้ พวกเขาสารภาพว่ามีถ ้าสวรรค์เก็บขุมทรัพย์ ศิษย์พี่
ใหญ่จึงพาลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจวไปที่ถ ้าสวรรค์นั้น และได้ปลุกท่าน
โลหิตที่หลับใหลอยู่ในถ ้าสวรรค์โดยไม่ตั้งใจ
จากนั้นศิษย์พี่ใหญ่ก็จับเขากลับมาแบบไม่มีปัญหาอะไร
ท่านโลหิตกระตุกมุมปาก เงียบๆ หันหลังให้ แสร้งทำเป็นไม่รู้จัก
เซียนบรรพกาล
เซียนบรรพกาลไม่คาดคิดว่าผู้ที่ถูกขังอยู่ที่นี่ ล้วนแต่เป็นบุคคล
ในตำนานหรือผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในยุคเดียวกับเขา
โชคของสำนักเวิ่นเต๋าดีขนาดนี้หรือ?
หนึ่งแสนลิ่นซือที่จ่ายให้สำนักเทียนเช่อดูฮวงจุ้ยในตอนนั้น
คุ้มค่าสุดๆ เลย!
“ท่านบรรพบุรุษ เชิญทางนี้ สำนักของพวกเรายังมีผู้บำเพ็ญขั้น
ข้ามพิบัติอีกคนหนึ่ง” อวี้จือเชิญชวน เชิญเซียนบรรพกาลไปที่อื่น
เซียนบรรพกาลเพิ่งมาถึงหอคัมภีร์ ก็ถูกตำราวิชามากมายทำให้
ตาลายไปหมด
“มี…มีตำราวิชามากมายขนาดนี้เชียวหรือ?”
ตอนที่เขาก่อตั้งสำนักเวิ่นเต๋า ตำราวิชานับได้สองสามเล่มก็
พอจะวางเต็มชั้นหนังสือครึ่งหนึ่งแล้ว และยังมีตำราวิชาอีกมากที่ใส่
เข้ามาเพื่อเติมจำนวน ไม่อาจเทียบกับหอคัมภีร์ในปัจจุบันได้เลย
“อวี้จือน้อยมาทำไมกัน เขียนตำราวิชาใหม่หรือ?”
คนชราผอมบางปรากฏตัว คือท่านเถาผู้เฝ้าหอคัมภีร์ เมื่อเห็นลู่
หยางข้างกายอวี้จือ ก็นึกถึงความทรงจำไม่ดีขึ้นมา
คราวก่อนเด็กหนุ่มคนนี้พาบรรพบุรุษตระกูลหงส์มา ทำให้เขา
เกือบเสียหน้า โชคดีที่เขายอมแพ้ได้ทันเวลา
อวี้จือส่ายหน้า “ช่วงนี้ยังไม่ได้เขียนตำราวิชา เป็นศิษย์น้องเล็ก
กับศิษย์น้องเมิ่งพาคนหนึ่งกลับมา อยากจะพบท่าน”
ท่านเถาหัวเราะร่าเริง ไม่ใส่ใจ “ตราบใดที่ไม่ใช่บรรพบุรุษตระกูล
หงส์มา ใครอยากพบข้าก็ได้ทั้งนั้น”
ท่านเถาเบนสายตามาที่เซียนบรรพกาล “เขาอยากพบข้าหรือ?
เขาเป็นใคร?”
ด้วยความเคารพต่อผู้บำเพ็ญขั้นข้ามพิบัติ เซียนบรรพกาล
แนะนำตัวเอง “ข้าชื่อฉีทงเทียน”
“โอ้ เด็กน้อยฉี เรียกข้าว่าท่านเถาก็พอ นี่เป็นศิษย์รุ่นนี้ที่จะเข้า
สำนักหรือ…เดี๋ยวก่อน เขาชื่ออะไรนะ?”
ท่านเถาพูดไปครึ่งทางก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง ชื่อนี้ช่าง
คุ้นหู
เขาถามอย่างระมัดระวัง “เซียนบรรพกาลฉีทงเทียนหรือ?”
“ใช่”
ท่านเถาทำหน้าเหมือนเห็นผี ถอยหลังไปสองก้าวโดยอัตโนมัติ
ท่าทางตกใจ ไม่ใช่ว่าบรรพบุรุษของพวกเราตายไปแล้วหรอกหรือ
ทำไมถึงฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้
เป็นเพราะบรรยากาศในสำนักเวิ่นเต๋าเลวร้ายเกินไป จนทำให้
บรรพบุรุษโกรธจนฟื้นคืนชีพมาหรือ?
อวี้จือแนะนำให้เซียนบรรพกาลรู้จัก “นี่คือท่านเถา ผู้พิทักษ์หอ
คัมภีร์ วิทยายุทธ์ขั้นข้ามพิบัติ”
“สวัสดี” เซียนบรรพกาลทักทายอย่างมีมารยาท
“เรียกข้าว่าเถาน้อยก็พอ” ท่านเถาก้มหัวโค้งคำนับ ไม่กล้า
วางท่า
ลู่หยางอธิบายที่มาที่ไปของการฟื้นคืนชีพของบรรพบุรุษ ท่าน
เถาจึงแน่ใจว่าไม่ใช่ปัญหาบรรยากาศของสำนักเวิ่นเต๋า
“ท่านบรรพบุรุษสนใจตำราวิชาหรือคัมภีร์ลับใดหรือไม่ หยิบไป
ใช้ได้ตามสบาย”
เซียนบรรพกาลยิ้มอย่างเขินอาย เขายังเป็นคนธรรมดา ยังไม่ได้
เริ่มบำเพ็ญ ตำราวิชาและคัมภีร์ลับไม่มีประโยชน์สำหรับเขา
หลังจากออกจากหอคัมภีร์ เซียนบรรพกาลนึกถึงคำพูดของ
ท่านเถาที่กล่าวถึงบรรพบุรุษตระกูลหงส์
“ที่ท่านเถาพูดถึงบรรพบุรุษตระกูลหงส์หมายถึงอะไรหรือ บุคคล
สำคัญท่านนั้นก็เคยมาสำนักเวิ่นเต๋าของพวกเราด้วยหรือ?”
เซียนบรรพกาลเคยได้ยินมาว่าบรรพบุรุษตระกูลหงส์เป็นหนึ่งใน
สี่เทพผู้ปกครองสวรรค์ยุคโบราณ บุคคลสำคัญท่านนี้ควรจะไม่มี
ความเกี่ยวข้องใดๆ กับสำนักเวิ่นเต๋าของพวกเขาเลย
เมิ่งจิ่งโจวกล่าว “เคยมา เพราะบรรพบุรุษตระกูลหงส์เป็นแขก
กิตติมศักดิ์ของสำนักเวิ่นเต๋าพวกเรา”
“แขกกิตติมศักดิ์หรือ?” เซียนบรรพกาลยิ่งสับสน สีหน้าเต็มไป
ด้วยความสงสัย “แต่บรรพบุรุษตระกูลหงส์ท่านนี้ไม่ใช่คนของลัทธิ
สวรรค์ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ลัทธิมารใหญ่หรอกหรือ?”
ลู่หยางอธิบายอย่างไม่ใส่ใจ “โอ้ เรื่องนี้ไม่มีอะไร สวรรค์ยุค
โบราณก็คือสำนักเวิ่นเต๋าของพวกเรา”
“หา?” เซียนบรรพกาลยืนอึ้งอยู่กับที่