ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 717 ข้าจะช่วยพวกเจ้าหนึ่งครั้ง
“ผู้น้อยฟางอู๋ไหย ขอคารวะท่านบรรพบุรุษ” ฟางอู๋ไหยค้อมกาย
คำนับอย่างลึกซึ้ง
“ไม่กล้ารับ ข้าไม่กล้ารับ” เซียนบรรพกาลรีบโบกมือปฏิเสธ
สำนักเวิ่นเต๋าที่ยังดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน ความดีความชอบของ
ฟางอู๋ไหยไม่น้อยไปกว่าเขาเลย
“ท่านบรรพบุรุษเป็นผู้ก่อตั้งสำนักเวิ่นเต๋า สมควรได้รับการ
คำนับ” ฟางอู๋ไหยกล่าวอย่างจริงจัง
“ศิษย์พี่ใหญ่ มีใครในสำนักรู้ถึงตัวตนของท่านเซียนห่านไห่
บ้าง?” ลู่หยางถามเสียงเบา
“ท่านเซียนห่านไห่คือไพ่ตายที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนักเรา ไม่
อาจใช้อย่างง่ายดาย ตามระเบียบแล้ว มีเพียงเจ้าสำนักเท่านั้นที่มี
สิทธิ์ล่วงรู้”
“แต่มาถึงรุ่นของอาจารย์ผู้เฒ่า อาจารย์ผู้เฒ่าไม่ได้แจ้งเรื่องท่าน
เซียนห่านไห่ให้อาจารย์ทราบ ดังนั้นในสำนักของพวกเราจึงมีเพียง
อาจารย์ผู้เฒ่าเท่านั้นที่รู้ถึงตัวตนของท่านเซียนห่านไห่”
ลู่หยางนึกในใจ คงจะเพราะว่าอาจารย์ผู้เฒ่ากลัวว่าอาจารย์จะรู้
ถึงตัวตนของท่านเซียนห่านไห่ แล้วพึ่งพาพลังของกึ่งเซียน ออกไป
ก่อเรื่องยิ่งขึ้นอย่างไร้ขอบเขต จึงไม่ได้บอกอาจารย์
ดูเหมือนว่าการที่อาจารย์ออกไปหลอกลวงฉ้อโกงที่นั่นที่นี่ ทำ
ให้อาจารย์ผู้เฒ่าสูญเสียความไว้วางใจในตัวอาจารย์แล้ว
เมื่อมองย้อนกลับมาที่ตัวเอง แม้ว่าจะชุบชีวิตเซียนยุคโบราณ ได้
พบผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่าง ขั้นข้ามพิบัติ และกึ่งเซียนจากยุคโบราณ
แต่ท้ายที่สุดก็เป็นเพราะความบังเอิญและสถานการณ์จำเป็นต่างๆ
ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจ
คงเป็นเพราะเหตุนี้ ศิษย์พี่ใหญ่จึงรู้สึกว่าเขาไม่ใช่คนชอบก่อ
เรื่อง และยินดีที่จะบอกเรื่องท่านเซียนห่านไห่กับเขา
เซียนอมตะมองลู่หยางด้วยความประหลาดใจ จะไม่ใช่เพราะเรื่อง
ยุ่งยากที่เจ้าก่อขึ้นล้วนเกินความสามารถของเซียนห่านไห่ไปเสีย
แล้ว บอกหรือไม่บอกเจ้าเรื่องตัวตนของเซียนห่านไห่ก็ไม่มีความ
แตกต่างกัน อวี้จือน้อยจึงบอกเจ้าหรอกหรือ?
“ต่อมาอาจารย์ผู้เฒ่าเห็นว่าพรสวรรค์ในการบำเพ็ญของข้าไม่
ธรรมดา หวังให้ท่านเซียนห่านไห่ชี้แนะข้าในด้านการบำเพ็ญ จึง
ทำลายข้อห้ามเดิม แนะนำข้าให้ท่านเซียนห่านไห่รู้จัก”
“แล้วเป็นอย่างไรต่อ?”
“จากนั้นข้าก็ชี้แนะท่านเซียนห่านไห่ในด้านการบำเพ็ญ ท่าน
บรรลุความเข้าใจบางอย่าง จึงเข้าภวังค์จวบจนปัจจุบัน”
ลู่หยาง: “……”
เมิ่งจิ่งโจว: “……”
ท่านเซียนห่านไห่เขาเข้าภวังค์เพราะมีความเข้าใจบางอย่าง
จริงๆ หรือ?
“จริงสิ ศิษย์พี่ใหญ่ เทพกุยหยวนเทียนจวินยังมีชีวิตอยู่หรือไม่?”
ศิษย์พี่ใหญ่ส่ายหน้าเบาๆ “เทพกุยหยวนเทียนจวินหายสาบสูญ
ไปนานแล้ว”
“หากเทพกุยหยวนเทียนจวินยังอยู่ สำนักเวิ่นเต๋าของพวกเราก็
คงไม่มีคำว่าตกต ่าและฟื้นฟูแล้ว”
เทพกุยหยวนเทียนจวินเป็นบุคคลในยุคเดียวกันกับบรรพบุรุษ
ตระกูลเซี่ยและบรรพบุรุษตระกูลเมิ่ง ก่อตั้งแนวคิดห้าสำนักเซียน
ใหญ่ พลังของเขาไม่ต้องสงสัย หากเขายังคงอยู่ในสำนักเวิ่นเต๋า
สำนักเวิ่นเต๋าย่อมไม่มีทางตกต ่า และย่อมไม่มีคำว่า “ฟื้นฟู”
ลู่หยางคิดตาม รู้สึกว่ามีเหตุผล
“เทพกุยหยวนเทียนจวินหายไปได้อย่างไร?”
“ตามบันทึกเหตุการณ์ประจำวันของสำนัก แปดหมื่นปีก่อน วัน
หนึ่งเทพกุยหยวนเทียนจวินบอกว่าจะออกท่องเที่ยวทั่วหล้า หลังจาก
นั้นก็หายสาบสูญ ไร้ข่าวคราว ไม่มีใครรู้ว่าเขาไปที่ไหน”
“ข้าคาดเดาว่าคงเป็นเพราะท่านติดอยู่ที่ไหนสักแห่ง ไม่สามารถ
ออกมาได้” ศิษย์พี่ใหญ่ถอนหายใจ เทพกุยหยวนเทียนจวินเป็นกึ่ง
เซียนผู้หนึ่ง อายุขัยของกึ่งเซียนมีจำกัด ผ่านไปแปดหมื่นปี ไม่รู้ว่า
ท่านยังคงติดอยู่ที่ใดสักแห่ง หรือว่าอายุขัยหมดลงเสียแล้ว
แน่นอน ก็อาจเป็นไปได้ว่าโชคร้ายไปพบเซียนบางองค์ เลยถูก
จัดการซะเลย
“พูดถึงเรื่องนี้ ท่านบรรพบุรุษเหตุใดจึงกลายเป็นคนธรรมดา
เป็นการสลายพลังเริ่มบำเพ็ญใหม่หรือ?” เซียนห่านไห่ถาม
เซียนบรรพกาลพยักหน้า “ใช่”
“เช่นนั้นท่านจะเริ่มบำเพ็ญใหม่หรือไม่? ให้ข้าสอนท่านได้
หรือไม่?” เซียนห่านไห่แสดงความตื่นเต้นออกมาเล็กน้อย
เซียนบรรพกาลรู้สึกว่าคำพูดของเซียนห่านไห่มีบางอย่าง
แปลกๆ
แม้ว่าเขาเคยเป็นผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่าง และการบำเพ็ญกลับไปถึง
ขั้นรวมร่างอีกครั้งก็ไม่ยากนัก แต่มีกึ่งเซียนสอนเขา ผลลัพธ์ย่อม
ดีกว่าบำเพ็ญเพียงลำพังอย่างแน่นอน
“ดี”
เซียนห่านไห่เห็นเซียนบรรพกาลตอบตกลง ก็ยิ่งตื่นเต้น “งั้น
พวกเราเริ่มบำเพ็ญกันเล……”
“อา ไม่ ตอนนี้ยังไม่รีบ” เซียนบรรพกาลรีบขัดคำพูดครึ่งหลัง
ของเซียนห่านไห่
“ดูสิ ข้าแน่ใจว่าต่อไปต้องบำเพ็ญในสำนัก ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่จะต้องติดต่อกับศิษย์ในสำนัก”
“ข้าไม่อาจบอกว่าข้าเป็นบรรพบุรุษของพวกเขา เพราะพวกเขา
จะเกร็งเกินไป”
เซียนบรรพกาลยิ้มอย่างเขินอาย “และข้าก็ไม่อาจเข้าร่วม
สำนักเวิ่นเต๋าโดยตรง เหมือนเป็นการเข้าทางหลังประตู ทำให้ดู
เหมือนสำนักเวิ่นเต๋าของพวกเรามีเล่ห์เหลี่ยม”
“เช่นนั้นความตั้งใจของท่านคือ?”
“นี่ไม่ใกล้ถึงการทดสอบรับเข้าสำนักแล้วหรือ? ข้าคิดว่าอาจจะ
เข้าร่วมการทดสอบรับเข้าสำนัก เข้าร่วมในฐานะศิษย์ธรรมดาคน
หนึ่ง เริ่มต้นทุกอย่างใหม่อีกครั้ง”
เซียนห่านไห่กระตุกมุมปาก ไม่รู้จะตอบอย่างไร เขาเงียบไปครู่
ใหญ่ ในที่สุดก็กล่าวอย่างเคารพ “ขอเชื่อฟังคำสั่งของท่านบรรพ
บุรุษ”
“เป็นอย่างนี้แล้วกัน ข้าเข้าภวังค์มานานแต่ก็ไม่เห็นผล ข้าพา
ท่านบรรพบุรุษเที่ยวชมสำนักเวิ่นเต๋าในปัจจุบันสักรอบ ดีหรือไม่?”
เซียนห่านไห่ยิ้มกล่าว
เขาเข้าภวังค์มานาน แค่หลับตาลงก็เห็นอวี้จือต่อยเตะ ทุกหมัด
ต้องการชีวิตเขา บำเพ็ญเท่าไรก็ไม่มีผล
อีกอย่าง จากกึ่งเซียนไปสู่เซียนไม่ใช่แค่อาศัยการเข้าภวังค์
เท่านั้น ย้อนดูประวัติศาสตร์ ไม่มีเซียนองค์ไหนอาศัยการเข้าภวังค์
อย่างเดียวจนบรรลุเป็นเซียน
“ความคิดนี้ดีมาก” เซียนอมตะมีปัญญาล ้าเลิศ มองทะลุความคิด
ของเซียนห่านไห่ในชั่วพริบตา
นางวิเคราะห์ประสบการณ์การบรรลุเซียนให้ลู่หยางฟังอย่างไม่
เห็นแก่ตัว “หากต้องการบรรลุเซียน สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีความ
เข้าใจ ต้องมีทัศนคติที่ถูกต้อง ผลการบำเพ็ญที่คล้ายกับผลการ
บำเพ็ญอมตะของข้ามีมากมาย อาทิ ผลการบำเพ็ญเซียนอมตะ ผล
การบำเพ็ญเซียนไม่ดับสูญ เหตุใดพวกเขาล้วนไม่ประสบ
ความสำเร็จ มีแต่ข้าเท่านั้นที่ประสบความสำเร็จ?”
ลู่หยางอดไม่ได้ที่จะกล่าว “จะไม่ใช่เพราะเซียนน้อยมีพรสวรรค์
ล ้าเลิศหรอกหรือ?”
เซียนอมตะกำลังจะพูดว่า “นั่นเป็นเพราะข้ามีทัศนคติที่ดี” แต่พอ
ได้ยินคำพูดของลู่หยาง ก็ยิ้มออกมาทันที ดีใจจนยิ้มไม่หุบ “ใช่
เพราะข้าเป็นอัจฉริยะนั่นเอง”
เซียนห่านไห่พูดต่อ “ข้าคาดว่าหลังจากที่อวี้จือพบท่านบรรพ
บุรุษแล้ว คงพาท่านบรรพบุรุษมาที่ข้าโดยตรง ท่านบรรพบุรุษคงยัง
ไม่ได้เที่ยวชมสำนักเวิ่นเต๋าในปัจจุบัน”
“สำนักเวิ่นเต๋าในปัจจุบันกับในยุคของท่านแตกต่างกันมาก ไม่
ต้องพูดถึงที่ไกลๆ แค่ยอดเขาคุมขัง ที่นั่นขังผู้กระทำผิดที่มีวิทยา
ยุทธ์สูงส่ง”
เซียนบรรพกาลพยักหน้า “ใช่ ข้าไปยอดเขาคุมขังมาแล้ว ที่นั่น
ขังผู้บำเพ็ญมากมายในตำนาน รวมถึงเจ้าแห่งฝันร้ายและกึ่งเซียน
แห่งความว่างเปล่าด้วย”
“ใช่ ที่ยอดเขาคุมขังยังมีเจ้าแห่งฝันร้ายและกึ่งเซี… เดี๋ยวก่อน
ท่านว่าที่ยอดเขาคุมขังมีใครนะ?” เซียนห่านไห่พูดไปครึ่งทางก็รู้สึก
ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
ข้าเพิ่งเข้าภวังค์ไปไม่นาน แล้วที่ยอดเขาคุมขังมีกึ่งเซียนถูกขัง
อยู่ตั้งแต่เมื่อไร? ทำไมข้าถึงไม่รู้?
เซียนบรรพกาลมองเซียนห่านไห่ด้วยสายตาประหลาด ชี้ไป
ที่อวี้จือ “ข้าได้ยินว่าเป็นอวี้จือจับกลับมา”
ข้างกายอวี้จือมีลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจวยืนอยู่
ก่อนหน้านี้ เซียนห่านไห่มุ่งความสนใจไปที่เซียนบรรพกาล
ตลอด ไม่ได้สนใจผู้บำเพ็ญขั้นทารกแรกกำเนิดทั้งสองคนเลย
“พวกเจ้าสองคนเป็นใคร?”
“ขอคารวะท่านบรรพบุรุษเซียนห่านไห่ ข้าชื่อลู่หยาง ศิษย์ของ
ท่านเต๋าปู้อวี่”
“ขอคารวะท่านบรรพบุรุษเซียนห่านไห่ ข้าชื่อเมิ่งจิ่งโจว คน
ตระกูลเมิ่ง ปัจจุบันเข้าร่วมสำนักของพวกเรา”
เซียนห่านไห่ยังจำศิษย์ของท่านเต๋าปู้อวี่ได้เพียงศิษย์คนที่สาม
กั่นเถียนเท่านั้น ไม่รู้ว่าตอนนี้มีศิษย์คนที่สี่แล้ว
“ลูกหลานรุ่นหลังสองคนที่ไม่เลว เหตุที่อวี้จือพาพวกเจ้ามาพบ
ข้า แสดงว่านางให้ความสำคัญกับพวกเจ้ามาก คิดว่าพวกเจ้าทั้งสอง
มีพรสวรรค์ล ้าเลิศ อนาคตไกล”
“สายตาของอวี้จือไม่เคยผิดพลาด”
“ในฐานะผู้เป็นบรรพบุรุษ ไม่อาจพบพวกเจ้าเฉยๆ แต่น่าเสียดาย
ที่ข้าไม่มีของขวัญที่เหมาะสมให้พวกเจ้า”
เซียนห่านไห่ครุ่นคิดสักครู่ แล้วพูดว่า “เป็นอย่างนี้แล้วกัน หาก
วันหน้าพวกเจ้าก่อเรื่องวุ่นวาย ข้าจะช่วยพวกเจ้าหนึ่งครั้ง”
ลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจวรีบขอบคุณ “ขอบคุณท่านบรรพบุรุษเซียน
ห่านไห่!”