ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 721 มารในใจของกู้จวินเย่
“คนต่อไป”
ลู่หยางมีจิตสำนึกในการเป็นผู้คุ้มกัน ร้องเรียกขึ้นหนึ่งเสียงอย่าง
รู้หน้าที่
ผู้ที่เรียงต่อจากเซียนบรรพกาล เป็นธรรมดาที่จะเป็นเซียนห่าน
ไห่
แต่ไต้ปู้ฟานไม่รู้เรื่องนี้ เขาเพียงรู้ว่าเซียนบรรพกาลมาร่วมการ
ทดสอบเข้าสำนัก
เซียนห่านไห่มีท่าทีเหมือนผู้ทรงฝีมือ เงียบขรึม เย็นชาดุจน ้าแข็ง
ไต้ปู้ฟานใช้สองนิ้วแตะเบาๆ ที่ข้อมือเซียนห่านไห่ ไม่นานก็
ได้ผลลัพธ์ “รากฐานแปรสภาพ รากฐานสายฟ้า?”
“เจ้าชื่ออะไร?”
“ฟางไหย”
ไต้ปู้ฟานทบทวนครู่หนึ่ง ในการตรวจสอบคุณธรรมไม่มีคนชื่อนี้
คงเป็นคนที่มาเพราะชื่อเสียงกระมัง
“ฟางไหยใช่ไหม ข้าจำไว้แล้ว ตั้งใจทำให้ดี”
ไต้ปู้ฟานให้ความสำคัญกับเซียนห่านไห่มาก หากได้รับการบ่ม
เพาะจากสำนักเวิ่นเต๋าอย่างเต็มที่ในอนาคต อย่างน้อยก็จะบรรลุขั้น
รวมร่างระดับสูงสุด สามารถเป็นเสาหลักของสำนักเวิ่นเต๋า
ฟางไหยในฐานะคนธรรมดา ยังไม่รู้ว่าการได้รับความเอาใจใส่
จากไต้ปู้ฟานเป็นเรื่องที่น่ายินดีเพียงใด เขาไม่มีท่าทีขอบคุณต่อ
ไมตรีจิตของไต้ปู้ฟาน ลุกขึ้นเดินไปยังรอบที่สอง หลังจากเข้าร่วม
สำนักเวิ่นเต๋า ฟางไหยจึงรู้ว่าตนพลาดโอกาสอันยิ่งใหญ่เพียงใด
เซียนอมตะมองลู่หยางด้วยความประหลาดใจ ไม่เข้าใจว่าเหตุใด
เขาจู่ๆ ก็มีบทบรรยายในใจขึ้นมา
“คนต่อไป” คราวนี้ตาเมิ่งจิ่งโจวตะโกนดังลั่น
ไต้ปู้ฟานหางตากระตุก เขารู้สึกว่าตัวเองเหมือนจักรพรรดิที่นั่ง
บนบัลลังก์ สองข้างมีขันทีน้อยสองคนเสียงแหลมเรียกว่าองค์รัช
ทายาทเข้าเฝ้า
ก่อนหน้านี้เขาให้ลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจวลากคนที่ปลอมแปลง
รากฐานไป เพราะในใจก็มีเจตนาจะเปลี่ยนคนสองข้าง แต่น่าเสียดาย
ที่แผนไม่สำเร็จ
คนที่เรียงต่อจากเซียนห่านไห่คือเซียนหมื่นวิชา
เดิมทีเซียนหมื่นวิชาคิดว่าตนแค่ต้องปลอมแปลงรากฐานสอง
ชนิดก็พอ แต่สามคนก่อนหน้าล้วนเป็นรากฐานชนิดเดียว หากเขา
ปลอมแปลงเป็นรากฐานสองชนิด ก็จะถูกเปรียบเทียบให้ดูด้อยกว่า
ไม่ได้ ต้องไม่เป็นเช่นนั้น
เซียนหมื่นวิชายื่นมือ ยอมให้ไต้ปู้ฟานตรวจสอบ
วิชายุทธ์ของไต้ปู้ฟานสามารถตรวจสอบสภาพร่างกายของอีก
ฝ่าย แต่เมื่อเจอคู่ต่อสู้ระดับเดียวกับเซียนหมื่นวิชา วิชายุทธ์ก็ใช้ไม่
ได้ผล
เซียนหมื่นวิชามั่นใจว่าตนจะไม่ถูกสังเกตเห็นความผิดปกติ
นี่คือความมั่นใจของกึ่งเซียน
ไต้ปู้ฟานแสดงสีหน้าประหลาดใจมากขึ้นเรื่อยๆ “ร่างเซียน
อมตะ?”
จากชื่อก็เห็นได้ว่า นี่เป็นร่างกายพิเศษที่มีอายุขัยยืนยาว ตั้งแต่
ยุคโบราณจนถึงปัจจุบัน หาไม่ได้แม้แต่ห้าตัวอย่าง หายากยิ่งนัก
ไต้ปู้ฟานพึมพำ เกิดอะไรขึ้น รอบนี้คุณภาพสูงก็ช่างเถอะ แต่
ทำไมถึงปรากฏติดๆ กันเช่นนี้
นับจากกู้จวินเย่ นี่ก็สี่คนแล้ว
คนที่เรียงด้านหลังพากันตื่นเต้น มองเซียนหมื่นวิชาด้วยความ
อิจฉา ร่างกายพิเศษแบบนี้ ห้าสำนักเซียนใหญ่ล้วนต้องแย่งชิงกัน
“เจ้าชื่ออะไร?” ไต้ปู้ฟานถาม
“กู๋เสีย”
เซียนอมตะมองกู๋เสียสองตา “ทำไมรู้สึกไม่ถูกต้อง?”
“คนผู้นี้มีปัญหาอะไรหรือ?” ลู่หยางถาม
เซียนอมตะมองอีกสองตา ยืนยันว่า “คนผู้นี้เป็นกึ่งเซียน”
“กึ่งเซียน?!” หากลู่หยางไม่เคยชินกับเซียนและกึ่งเซียน เพียง
เขารู้เรื่องนี้ก็คงต้องร้องออกมาดังๆ
“ใช่ มีรูปแบบของผลของการบำเพ็ญเป็นเค้า ต้องเป็นกึ่งเซียน
แน่นอน” เซียนอมตะยืนยัน
“ดูเหมือนต้องรายงานเรื่องนี้ต่อศิษย์พี่ใหญ่” ลู่หยางคิดสักครู่
เรื่องนี้เกินความสามารถในการจัดการของศิษย์พี่ไต้ อีกฝ่ายปกปิด
ตัวตนเข้าสำนักเวิ่นเต๋า คงไม่ได้มาด้วยความหวังดี
แต่ลู่หยางไม่ได้รีบกลับไปยอดเขาเทียนทันที เพราะอาจทำให้กู๋
เสียสังเกตเห็น เป็นการตีงูให้ตื่น
จากนั้นไต้ปู้ฟานทดสอบคนประมาณสองร้อยคน
“รากฐานน ้าและไม้ แถมยังมีความเข้ากันได้ดีกับพืชวิเศษโดย
กำเนิด?” ไต้ปู้ฟานพบเมล็ดพันธุ์ดีอีกคน
“ข้าจำได้ว่าเจ้าชื่อโจวสิ่งเอ้อร์ใช่หรือไม่?”
นี่ก็เป็นคนธรรมดาที่ได้รับการตรวจสอบคุณธรรมไว้แล้ว
ตามรายงานภารกิจกล่าวว่า โจวสิ่งเอ้อร์เกิดในหุบเขาลึก
หมู่บ้านในหุบเขามักให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว โจ
วสิ่งเอ้อร์ก็ไม่ยกเว้น จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว โจวสิ่งเอ้อร์บังเอิญได้รับ
แหวนเก็บของพิเศษใบหนึ่ง ในแหวนเก็บของสามารถปลูกธัญพืช
และผัก ธัญพืชและผักที่ปลูกในแหวนเก็บของเติบโตอย่างดีเยี่ยม
ด้วยแหวนเก็บของพิเศษนี้ โจวสิ่งเอ้อร์จึงรอดพ้นจากการถูกยก
ให้แต่งงาน
ตามการสืบสวนของสำนักเวิ่นเต๋า แหวนเก็บของนี้เป็นผลงาน
ของผู้อาวุโสที่ห้า ระหว่างการเดินทางโดยเรือเหาะถูกทางการไล่ล่า
ระหว่างนั้นทำแหวนหล่นหายไปโดยไม่ตั้งใจ
ผู้อาวุโสที่ห้ารู้เรื่องนี้แล้วบอกว่าไม่จำเป็นต้องติดตามแหวนเก็บ
ของนั้นคืน
“ได้ เจ้าก็ผ่านไปได้”
“ขอบคุณท่าน”
ลู่หยางเห็นว่าเวลาพอเหมาะแล้ว จึงส่งเสียงสื่อจิตไปหาไต้ปู้ฟาน
“ศิษย์พี่ไต้ ข้ามีธุระเล็กน้อย ขอออกไปสักครู่”
ไต้ปู้ฟานยินดีที่ลู่หยางจะออกไป อยากให้ลากเมิ่งจิ่งโจวไปด้วย
แต่น่าเสียดายที่ลู่หยางไม่มีไหวพริบเพียงพอ จึงออกไปคนเดียว
ผู้ที่มาแทนลู่หยางคือหม่านกู่
“คนต่อไป!”
หม่านกู่เสียงดังกังวาน พลังกระจายไปทั่ว เหมือนองครักษ์วัง
หลวงที่ตะโกนเรียกขุนนางระดับสูงเข้าเฝ้า
……
รอบแรกของการทดสอบจบลง มีแปดร้อยคนผ่านเข้ารอบที่สอง
แปดร้อยคนนี้หากไปอยู่ภายนอก สำนักอันดับสองคงแย่งชิงกัน
สำนักอันดับหนึ่งก็คงแสดงท่าทีเคร่งขรึมไปบ้าง
“ขอแสดงความยินดีที่ทุกท่านผ่านการทดสอบรอบแรก ต่อไปจะ
เริ่มการทดสอบรอบที่สอง”
ไต้ปู้ฟานเป็นผู้ดำเนินการทดสอบต่อ ศิษย์สำนักอื่นๆ ล้อมแปด
ร้อยคนนี้ไว้ รักษาความเป็นระเบียบ
สถานที่ทดสอบรอบที่สองอยู่ในป่าไผ่ นี่เป็นอาณาเขตของ
วิญญาณแม่น ้า
“มีคำกล่าวว่า บนเส้นทางการบำเพ็ญเซียน มารเกิดมากมาย ใน
ความเป็นจริงแล้ว ก่อนที่พวกเจ้าจะก้าวเข้าสู่โลกบำเพ็ญเซียน มาร
ได้หยั่งรากในใจพวกเจ้าแล้ว”
“ความคาดหวังอันแรงกล้าของพ่อแม่ ความรักอย่างล้นเหลือ
ของผู้อาวุโส ความกลัวที่จะล้มเหลวในการทดสอบครั้งนี้… สิ่งเหล่านี้
ล้วนเป็นวัตถุดิบของมารในใจ!”
“รอบที่สองนี้ จะทดสอบว่าพวกเจ้าสามารถเผชิญหน้ากับมารใน
ใจ เอาชนะมารในใจได้หรือไม่!”
“แน่นอน คำนึงถึงว่าจิตใจของพวกเจ้ายังไม่แก่กล้า การเอาชนะ
มารในใจย่อมยากลำบาก ดังนั้นในรอบที่สอง พวกเจ้าสามารถเลือก
เอาชนะมารในใจด้วยตัวเอง หรือเลือกรวมกลุ่มเอาชนะมารในใจก็
ได้”
“เพราะในเส้นทางบำเพ็ญเซียน ก็ขาดไม่ได้ซึ่งสหายที่คอยเคียง
ข้างและช่วยเหลือ”
“พวกท่านล้วนเก่งกาจจริงๆ รากฐานน ้า แถมยังมีร่างเซียนอมตะ
ในตำนาน” เซียนบรรพกาลกล่าวยิ้มๆ รู้สึกอิจฉากู้จวินเย่และกู๋เสีย
มาก “ข้าได้ยินว่าเซียนหมื่นวิชาก็มีร่างเซียนอมตะ”
“ในอนาคตเจ้าอาจจะกลายเป็นผู้แข็งแกร่งเช่นเดียวกับเซียน
หมื่นวิชาก็ได้”
กู๋เสียไม่สนใจคำยกย่องของเซียนบรรพกาล
กู้จวินเย่ตบไหล่กู๋เสีย ใช้น ้าเสียงเหมือนสั่งสอนลูกหลานพูดว่า
“ร่างกายพิเศษนั้นสำคัญ แต่ที่สำคัญกว่าคือมีจิตแน่วแน่ในการ
บำเพ็ญเซียน!”
กู๋เสียแค่นเสียงเย็น หลบมือของกู้จวินเย่อย่างแนบเนียน
“เป็นอย่างนี้แล้วกัน คนเราพบกันที่ประตูสำนักก็ถือเป็นวาสนา
พวกเราสี่คนรวมกลุ่มเอาชนะมารในใจดีหรือไม่?”
กู๋เสียหัวเราะเย็นชาในใจ ก็ดี ข้าจะเข้าร่วมกลุ่มของพวกเจ้า ถือ
โอกาสนี้ทำให้พวกเจ้าทั้งสามถูกคัดออกหมด เหลือเพียงข้าคนเดียว
ที่ผ่านด่าน
“ดี”
ชั่วขณะนั้น ไอหมอกแผ่ปกคลุมป่าไผ่ ห่างกันเพียงหนึ่งจั้งก็มอง
ไม่เห็นคน
วิญญาณแม่น ้ายืนอยู่บนผิวน ้า บนผิวน ้ามีฟองอากาศผุดขึ้น
มากมาย ฟองอากาศลอยในอากาศ ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่ง
ใหญ่เท่าคนหนึ่งคน
ฟองอากาศขนาดใหญ่เหล่านี้ห่อหุ้มทุกคนไว้ ผู้ที่รวมทีมกัน
ฟองอากาศจะชนกัน รวมเป็นฟองอากาศที่ใหญ่ขึ้น ให้ทีมชั่วคราว
เหล่านี้เข้าไปในฟองอากาศเดียวกัน เพื่อเผชิญกับมารในใจร่วมกัน
……
“ดูเหมือนนี่จะเป็นภาพมายาแล้ว” เมื่อทั้งสี่คนตื่นขึ้นอีกครั้ง
พบว่าพวกเขามาถึงสถานที่ร้างไร้ผู้คน จึงรู้ว่าที่นี่คือภาพมายา
กู๋เสียหัวเราะในใจ เขาอยากรู้ว่าสามคนนี้มีมารในใจเป็นอย่างไร
คงไม่พ้นพ่อแม่ตำหนิ ผีน้อยที่น่ากลัว อะไรทำนองนี้ ไม่มีความ
สลักสำคัญ
รอดูพวกเจ้าสามคนอับอายร้อยแปดอาการ!
ทันใดนั้น ฟ้าสีเปลี่ยน สายฟ้าผ่าลงมา ยอดเขาไกลๆ แตก
กระจายทันที ทำให้กู๋เสียตกใจ นี่เกิดอะไรขึ้น?
กู้จวินเย่ยืนหลังตรง ศีรษะเชิดขึ้น 45 องศา มองท้องฟ้าอย่าง
เย็นชา พึมพำว่า “กำลังจะมา”
“อะไรกำลังจะมา?” กู๋เสียอดถามไม่ได้
กู้จวินเย่ปิดตาขวาที่กระวนกระวาย ปลอบสัตว์กลืนฟ้าในดวงตา
ขวาให้สงบ ชี้นิ้วไปที่ท้องฟ้าที่มืดครึ้ม
บนท้องฟ้า สายฟ้าค้นคว้าง เสียงดังราวกับมังกรคำรามและหงส์
ร้อง มีอำนาจทำลายฟ้าทำลายดิน
“ไม่คิดว่ามารในใจของข้าจะเป็นสิ่งนี้จริงๆ”
“นี่คืออะไรกันแน่?” กู๋เสียเปลือกตากระตุก มีลางสังหรณ์ไม่ดี
กู้จวินเย่ถอนหายใจเบาๆ “สายฟ้าพิบัติที่ทำให้ข้าล่มสลายใน
ชาติก่อน ภัยพิบัติเก้าสิบเก้าสายฟ้า”