ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 735 ลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจวผู้เป็นที่นิยม
ลู่หยางรู้สึกว่าเรื่องราชวงศ์ซินฮั่วฟังดูอันตรายมาก
ปู้คนมู่อิ้นกำลังนอนหลับสบายๆ แต่เพียงเพราะรู้เรื่องราชวงศ์ซิน
ฮั่ว ก็ถูกสังหารขณะกำลังหลับ
ตอนนี้ไม่มีใครในวงการผู้บำเพ็ญเซียนรู้เรื่องราชวงศ์ซินฮั่ว คิด
ดูก็รู้ว่าวิธีการของเซียนผู้นั้นคงไม่อ่อนโยน เป็นไปได้ว่าเขาได้สังหาร
ผู้รู้ความจริงทั้งหมด จึงทำให้ราชวงศ์ซินฮั่วหายสาบสูญอย่างสิ้นเชิง
ดังสุภาษิตที่ว่า ‘บัณฑิตไม่ยืนใต้กำแพงที่กำลังจะพัง’ เขาย่อม
ต้องหนีให้ไกลที่สุด
“แต่ราชวงศ์ซินฮั่วมีความลับอะไรที่ไม่อาจเปิดเผยกันแน่?” ลู่
หยางคิดไม่ออก เขารู้เรื่องตัวตนของราชวงศ์ซินฮั่วมานานแล้ว แต่ก็
ไม่เห็นมีโชคลาภยิ่งใหญ่หรือความหายนะใดๆ ตกลงมา
“แปลกจริง”
“ศิษย์น้อง ตอนนี้เจ้าต้องให้ความสำคัญกับการบำเพ็ญเป็นหลัก
อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของเซียน” ศิษย์พี่ใหญ่ลากลู่หยางออกจาก
ยอดเขาคุมขัง เพื่อไม่ให้ลู่หยางรู้มากเกินไป
เซียนอมตะหัวเราะในใจ นี่แสดงให้เห็นว่าใครมีตำแหน่งสูงในใจ
ของเด็กอวี้
“อ้อ และท่านผู้อาวุโสก็ออกไปด้วย”
ศิษย์พี่ใหญ่ไล่เซียนอมตะออกไปด้วย ตามนิสัยของเซียนอมตะ
คงจะรีบเอาเรื่องที่รู้ทั้งหมดไปบอกศิษย์น้องหมดแน่ๆ
เรื่องสำคัญถามเสร็จแล้ว ส่วนความจริงเท็จของคำถามที่เหลือ
ถามเซียนหมื่นวิชาเสร็จแล้วค่อยไปตรวจสอบกับคนใกล้ชิดของ
เซียนหมื่นวิชาอีกทีก็พอ
“ราชวงศ์ซินฮั่วมีอยู่หนึ่งแสนปี นั่นหมายความว่า ข้าตายมาสี่
แสนปีแล้วหรือ?” เซียนอมตะรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นคนแก่ขึ้นมาอีก
หนึ่งแสนปีทันที
“ท่านเซียน จุดที่ท่านสนใจช่างแตกต่างจากคนอื่นนะ”
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกัน ก็เจอกับเซียนห่านไห่ที่กำลัง
รีบเร่งมุ่งหน้าเข้าไปในส่วนลึกของสำนักเวิ่นเต๋า
“ท่านผู้อาวุโสห่านไห่ ท่านจะไปที่ไหน?”
“อย่าบอกใครว่าเจ้าเจอข้า” เซียนห่านไห่รีบทิ้งประโยคนี้ไว้ แล้ว
บินต่อไปยังส่วนลึกของสำนักเวิ่นเต๋า
ลู่หยางงุนงงกับท่าทางรีบร้อนของเซียนห่านไห่
เมื่อเขามาถึงเก้ายอดเขาแห่งสำนักเวิ่นเต๋า จึงรู้สาเหตุ
ในขณะที่เขาและศิษย์พี่ใหญ่กำลังสอบสวนเซียนหมื่นวิชาอยู่นั้น
สำนักต่างๆ ต่างส่งใบเชิญมาเยือนสำนักเวิ่นเต๋า เพื่อพบกับเซียน
ห่านไห่ผู้เลื่องลือ
สำนักชั้นเลิศทั้งเก้า และอีกสี่สำนักเซียนใหญ่ล้วนส่งคนมา ทำ
ให้สำนักเวิ่นเต๋าคึกคักเป็นพิเศษ
เพราะโอกาสที่จะได้พบกึ่งเซียนนั้นมีไม่มากนัก ไม่ใช่ทุกคนจะ
เหมือนลู่หยางที่หากไม่มีเซียนซ่อนอยู่ในร่างกาย ก็ต้องออกไปข้าง
นอกแล้วเจอกึ่งเซียนเข้า
เป็นไปได้ว่าเซียนห่านไห่ไม่อยากพบคนมากมายเช่นนี้ จึงหลบ
เข้าไปในส่วนลึกของสำนักเวิ่นเต๋า
เนื่องจากท่านเต๋าปู้อวี่มักจะออกไปข้างนอกเป็นประจำ ศิษย์พี่
ใหญ่ผู้ดูแลก็อยู่ที่ยอดเขาคุมขัง จำเป็นต้องให้ผู้อาวุโสใหญ่ดูแล
ต้อนรับแขก
“บรรพบุรุษเซียนห่านไห่กำลังเข้าภวังค์ พวกท่านวางของขวัญ
ไว้ แล้วกลับไปที่เดิมเถิด” ผู้อาวุโสใหญ่พูดจาสุภาพ มารยาทดี
แสดงถึงกิริยาของสำนักใหญ่อย่างชัดเจน
นับตั้งแต่รู้ว่าเซียนห่านไห่ยังมีชีวิตอยู่ ผู้อาวุโสใหญ่ก็เชิดหน้า
ขึ้นกว่าเดิม
หากเป็นในอดีต แม้จะอยู่ในอาณาเขตของสำนักเวิ่นเต๋า ผู้
อาวุโสใหญ่ก็ไม่กล้าพูดเช่นนี้
ความจริงพิสูจน์แล้วว่า การที่อาจารย์ผู้เฒ่าไม่บอกเรื่องเซียน
ห่านไห่ยังมีชีวิตอยู่ให้กับบุคคลระดับสูงของสำนักเวิ่นเต๋า เป็นการ
ตัดสินใจที่ถูกต้อง
คนจากสำนักต่างๆ แม้จะหน้าบึ้งตาโต แต่ก็ไม่กล้าแสดงอาการ
โกรธเกรี้ยว
……
“ลู่หยาง ทางนี้” ลู่หยางได้ยินเสียงของเมิ่งจิ่งโจว เงยหน้าขึ้นมอง
เห็นเมิ่งจิ่งโจวกำลังโบกมือเรียกจากชั้นสองของหอไป๋เซียง ท่าทาง
คล้ายหญิงงามในหอนางโลมกำลังเรียกลูกค้า
ลู่หยางขึ้นไปชั้นสอง เห็นคนคุ้นเคยหลายคน
“หลานถิง ไป๋หมิง เหยียนเทียนจื้อ พวกเจ้ามากันหมดเลยนี่” ลู่
หยางยิ้มทักทาย สำนักต่างๆ ได้พาศิษย์ดีเด่นของตนมาด้วย
ม่านกู่ เถาเหยาเยี่ย หลี่หาวเหริน และเมิ่งจิ่งโจว ทั้งสี่คนในฐานะ
ศิษย์ดีเด่นของสำนักก็อยู่ที่นี่ด้วย
“สำนักเวิ่นเต๋าของพวกเจ้ากำลังมีชื่อเสียงมากเลยนะ” ไป๋หมิ
งยิ้มพลางตบไหล่ลู่หยางอย่างอิจฉา ตลอดทางที่มา เขาได้ยินแต่คน
พูดถึงสำนักเวิ่นเต๋า
“บังเอิญน่ะ เป็นเพียงโชคช่วย” ลู่หยางยิ้มตอบอย่างถ่อมตัว
“ดีนะที่สำนักเวิ่นเต๋าของพวกเจ้ามีชื่อเสียงช่วงนี้ ถ้าเป็นเมื่อสอง
สามวันก่อน ข้าเกรงว่าคนที่ตั้งใจจะเข้าสำนักพวกเรา คงจะวิ่งไปหา
พวกเจ้ากันหมด”
สำนักธาตุทั้งห้าเพิ่งรับศิษย์เสร็จเมื่อสองสามวันก่อน
“สำนักวังเซียนเยว่กุยก็เช่นกัน พวกศิษย์พี่ศิษย์น้องของข้าไป
ทดสอบอุปนิสัยของชาวบ้านธรรมดา บอกพวกเขาว่าสามารถมาที่
สำนักวังเซียนเยว่กุยของพวกเราได้ แต่คนส่วนใหญ่กลับบอกว่า
อยากเข้าสำนักเวิ่นเต๋า อยากเป็นศิษย์น้องของศิษย์พี่ลู่หยาง”
หลานถิงพูดด้วยน ้าเสียงน้อยใจ
หากไม่ใช่เพราะพวกนางพูดโน้มน้าวอย่างเอาจริงเอาจัง จำนวน
ศิษย์ที่รับมาปีนี้คงไม่ถึงครึ่งของปีที่แล้ว
เถาเหยาเยี่ยทันใดนั้นก็รู้สึกถึงภัยคุกคามอย่างรุนแรง
“มีใครอยากเป็นศิษย์น้องของข้าบ้างไหม?” เมิ่งจิ่งโจวชี้ที่ตัวเอง
ถาม
หลานถิงแสดงสีหน้าประหลาด ลังเลแล้วพยักหน้า: “ก็มี”
เมิ่งจิ่งโจวรู้สึกดีใจ คิดว่าเสน่ห์ของตนไม่แพ้ลู่หยาง
“ทุกคนภายนอกรู้แล้วว่าศิษย์พี่เมิ่งเป็นคุณชายใหญ่ของตระกูล
เมิ่ง และเรื่องราวที่เจ้าไม่หวั่นไหวต่อสิ่งยั่วยวน มุ่งมั่นในการบำเพ็ญ
เซียนก็แพร่สะพัดไปทั่ว”
“แล้วยังไงต่อ?”
“ดังนั้น เหล่าสาวน้อยพวกนั้นจึงแอบเรียกเจ้าว่า ‘พุทธบุตรผู้สูง
ศักดิ์อันเย็นชาแห่งเมืองหลวง’ และหวังจะได้เป็นภรรยาของพุทธ
บุตร”
สีหน้าของเมิ่งจิ่งโจวดำทะมึน
เหยียนเทียนจื้อที่เงียบมาตลอดกลั้นเสียงหัวเราะไม่อยู่ พรวด
ออกมา เสียงหัวเราะนั้นราวกับติดเชื้อ ทำให้ทุกคนหัวเราะขึ้นมา
พร้อมกัน
“พวกเราล้วนอยู่ในขั้นทารกแรกกำเนิดระดับกลางแล้วใช่ไหม
หาที่ซ้อมกันหน่อยไหม?” ไป๋หมิงเสนอหลังจากกินดื่มอิ่มหนำแล้ว
“ซ้อมก็ซ้อม” ทุกคนล้วนอยู่ในวัยที่ชอบต่อสู้ จึงตอบรับพร้อม
กัน
……
ข่าวที่ลู่หยางและคนอื่นๆ จะประลองบนเวทีประลองแพร่สะพัด
ออกไปอย่างรวดเร็ว
ชื่อเสียงของลู่หยางโด่งดังเกินไป แม้แต่ในสำนักเวิ่นเต๋าที่เต็มไป
ด้วยคนมีพรสวรรค์มากมาย เรื่องราวของลู่หยางก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่
เหมือนใคร
“สำนักพวกเรากำลังจะต่อสู้กับสำนักเซียนอื่นๆ แล้ว”
“จริงหรือ ใครจะต่อสู้กัน?”
“ศิษย์พี่ลู่ ศิษย์พี่เมิ่ง ศิษย์พี่หลี่ ศิษย์พี่ม่าน และศิษย์พี่เถา”
“คนเยอะจัง!”
“เร็วๆ ไปช้าจะดูไม่ทัน”
บริเวณรอบเวทีประลองแน่นขนัด สายตาทุกคู่เต็มไปด้วยความ
ตื่นเต้น
จวงผิง โจวสิ่งเอ้อร์ กู้จวินเย่ และเซียนบรรพกาลที่เพิ่งรับเข้ามา
ใหม่ก็มาดูการต่อสู้ด้วย
“เป็นไงบ้าง ใครจะสู้กับใคร?”
“ศิษย์น้องหลานถิง เช่นนั้นข้ากับเจ้าลองประลองฝีมือกันหน่อย
ไหม?” เถาเหยาเยี่ยกางร่มกระดาษสีแดง ใบหน้าครึ่งหนึ่งซ่อนอยู่ใน
เงา อาสาท้าประลองกับหลานถิง
“ได้เลย ขอศิษย์น้องเถาเมตตาด้วย”
“เจ้าเป็นคนเผ่าม่านใช่ไหม?”
“ใช่”
“งั้นเราสองคนสิ” เหยียนเทียนจื้อพูดสั้นๆ วิชาบำเพ็ญรอยสัก
ของสำนักเขามาจากเผ่าโบราณ ตรงนี้มีม่านกู่ซึ่งเป็นคนเผ่าม่านยุค
โบราณ จะไม่ให้เกิดความรู้สึกอยากสู้ได้อย่างไร
“ดูเหมือนศิษย์น้องหลี่หาวเหรินจะไม่มีชื่อเสียงในโลกภายนอก
ไม่ทราบว่าฝีมือเป็นอย่างไร?” ไป๋หมิงยิ้มพูด ไม่ว่าจะเป็นม่านกู่หรือ
เถาเหยาเยี่ย ล้วนมีชื่อเสียงโด่งดังในโลกภายนอก มีเพียงหลี่หาวเห
รินที่ดูเหมือนไม่มีตัวตน ไม่เคยออกมือ
“ลองสู้ก็รู้” หลี่หาวเหรินไม่หวั่นเกรงไป๋หมิง เขาเป็นผู้ที่อาจ
ครอบครองรูปแบบของผลการบำเพ็ญวัฏสงสารเป็นเค้า ที่มาไม่
ชัดเจน หากออกจากสำนักเวิ่นเต๋า อาจถูกคนที่มีเจตนาร้ายจับตา
มอง นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาไม่มีชื่อเสียง
แต่การไม่มีชื่อเสียงไม่ได้หมายความว่าเขาสู้ไม่เก่ง
“ดังนั้น ก็เหลือพวกเราสองคนแล้วใช่ไหม?” ลู่หยางไม่คิดว่าจะ
หาคู่ต่อสู้กันเร็วขนาดนี้ ตอนนี้บนเวทีประลองเหลือเพียงเขากับเมิ่ง
จิ่งโจวเท่านั้น