ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 743 ผนึกสายเลือด
เมื่อเถาเหยาเยี่ยได้ยินว่าจะได้ไปทะเลตงไห่กับลู่หยาง นางก็ดีใจ
รับปากทันที
หลี่หาวเหรินก็เช่นกัน พอได้ยินว่าจะได้ออกไปเที่ยว เขารีบตอบ
ตกลงทันที กลัวว่าลู่หยางจะเปลี่ยนใจ
“ไปทะเลตงไห่เหรอ ดีสิ ดีมากๆ” ดวงตาของหม่านกู่เป็นประกาย
แต่จากนั้นก็นึกบางอย่างขึ้นได้ สีหน้าเปลี่ยนเป็นลำบากใจ
“มีอะไรหรือ?” ลู่หยางถาม
“ทะเลตงไห่มีเผ่าทะเลมากมายไม่ใช่หรือ ท่านลู่ก็รู้ว่าสายเลือด
ของข้าเป็นอย่างไร แม้จะแข็งแกร่งมากขณะต่อสู้กับเผ่าทะเล แต่ก็จะ
ยั่วโทสะพวกมันด้วย”
“ข้ากังวลว่าพอไปถึงทะเลตงไห่ ยังไม่ทันได้ทำอะไร ก็จะถูกเผ่า
ทะเลล้อมเอาไว้แล้ว”
ลู่หยางนึกขึ้นได้ นี่คือพรที่เซียนอมตะมอบให้กับเผ่าม่านโบราณ
“เป็นปัญหาจริงๆ… เซียนน้อย ท่านมีวิธีแก้ไขที่ดีไหม?” ลู่หยา
งคิดสักครู่ ตัดสินใจถามตัวต้นเหตุจะเร็วกว่า
“มีสิ เจ้าใช้ทารกอมตะซะเลย ซัดพวกเผ่าทะเลที่เข้ามาล้อมให้
กระเด็นไปเลย” เซียนอมตะหัวเราะคิกคัก โบกหมัดน้อยๆ ทำท่าต่อย
ไปมา ราวกับมีศัตรูที่มองไม่เห็นอยู่ในพื้นที่จิตวิญญาณ
“… มีวิธีที่สันติกว่านี้ไหม?” ลู่หยางเป็นคนที่ส่งเสริมให้ไม่ใช้
กำลังถ้าไม่จำเป็น
“ข้าอาจจะเสียเวลาเล็กน้อยเพื่อเพิ่มพลังให้สายเลือดเผ่าม่าน
ของเจ้าหนุ่มคนนี้ก็ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น แม้แต่ผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่าง
แห่งเผ่าทะเลก็จะเกิดความหวาดกลัวต่อเขา รับรองว่าพวกเจ้าทั้งห้า
คนจะเดินเชิดหน้าในทะเลตงไห่ได้ แม้ว่าวิธีนี้อาจจะนำความเกลียด
ชังจากผู้บำเพ็ญขั้นข้ามพิบัติแห่งเผ่าทะเลมาให้ แต่ทะเลตงไห่จะมีผู้
บำเพ็ญขั้นข้ามพิบัติสักกี่คนกัน พวกเจ้าคงไม่เจอพวกเขาหรอก”
“… ขอเปลี่ยนเป็นวิธีอื่นได้ไหม?” ลู่หยางได้ยินมาว่าทะเลตงไห่มี
วังมังกรและเก้าตระกูลเผ่าทะเลใหญ่ อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีผู้บำเพ็ญขั้น
ข้ามพิบัติสิบคน
และคิดก็รู้ว่าวังมังกรที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้น ไม่มีทางที่จะมีเพียงราชา
มังกรเฒ่าเป็นผู้บำเพ็ญขั้นข้ามพิบัติเพียงคนเดียว
เซียนอมตะพูดอย่างไม่เต็มใจ “งั้นก็เหลือแค่การผนึกเท่านั้น
ผนึกสายเลือดเผ่าม่านโบราณไว้ชั่วคราว พอออกจากทะเลตงไห่แล้ว
ค่อยปลดผนึก”
ลู่หยางดีใจมาก “งั้นใช้วิธีนี้เลย!”
เซียนอมตะวาดกำแพงกำบังที่ซับซ้อนและเข้าใจยากอย่างยิ่ง
“นี่คืออะไร?”
“กำแพงกำบังผนึก วิทยายุทธ์เจ้าไม่พอ วาดไม่ได้หรอก ให้รอง
เจ้าสำนักที่สองของพวกเจ้าวาดเถอะ”
“ได้เลย”
เหล่าหนุ่มๆไปหาท่านป้าป๋าที่ประตูสวนยา ท่านป้าป๋านอนอยู่บน
เก้าอี้ยาว ใบไม้เท่าฝ่ามือปิดใบหน้า กำลังฮัมเพลงเบาๆ อย่างสบาย
ใจ ใบไม้สองใบสูงเท่าครึ่งตัวคนแขวนอยู่เหนือศีรษะ โบกไปมาเบาๆ
ทำหน้าที่เป็นพัดใบตอง
“ท่านป้าป๋า มีเรื่องอยากให้ท่านช่วยหน่อยขอรับ”
ท่านป้าป๋าลืมตา เอาใบไม้ที่ปิดใบหน้าออก เห็นสายตาเต็มไป
ด้วยความคาดหวังของลู่หยางและคนอื่นๆ รู้สึกไม่คุ้นเคย
“มีอะไรก็พูดมาตรงๆ อย่ามองข้าแบบนั้น”
“พวกเราเตรียมจะไปเที่ยวทะเลตงไห่สักสองวัน ทีนี้สายเลือดของ
หม่านกู่ชอบดึงดูดความเกลียดชัง พอดีข้าพบกำแพงกำบังที่
สามารถผนึกสายเลือดได้ในตำราโบราณ เลยมาขอความช่วยเหลือ
จากท่าน”
“ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้ งั้นก็ง่าย กำแพงกำบังเป็นแบบไหน?”
“นี่ขอรับ” ลู่หยางนำกำแพงกำบังที่คัดลอกมาจากพื้นที่จิต
วิญญาณออกมา
ท่านป้าป๋ารับไว้ ทำเสียงชื่นชม “สมกับเป็นกำแพงกำบังโบราณ
จริงๆ ช่างออกแบบอย่างวิจิตรพิสดาร”
“รอสักครู่ ชั่วยามเดียวเสร็จ” สำหรับกำแพงกำบังที่ไม่คุ้นเคย
ท่านป้าป๋าต้องศึกษาอย่างละเอียดก่อนจึงจะวาดได้ ชั้น ลำดับการ
เขียน การใช้พลังวิเศษมากน้อยเพียงใด… ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องวิจัยและ
ทดลอง
หนึ่งชั่วยามผ่านไป ท่านป้าป๋าให้หม่านกู่เปิดท้อง ตบไปหนึ่งที ที่
ท้องจึงปรากฏร่องรอยของตราปิดผนึกโบราณ
“เรียบร้อย”
“พูดถึงเรื่องนี้ ข้าเคยผนึกสายเลือดให้คนมาก่อน แต่ไม่ได้
ประณีตเท่ากำแพงกำบังผนึกที่เจ้าลู่หยางนำมา”
“ท่านเคยผนึกให้ใครหรือ?” ลู่หยางถามอย่างอยากรู้
“เป็นเพื่อนที่ข้าคบหาสมัยยังหนุ่ม เป็นคนของวังมังกรแห่งทะเล
ตงไห่ ชื่อเอ้าเหริน”
“ท่านมีเพื่อนที่วังมังกรด้วยหรือ?” ลู่หยางและคนอื่นๆ ต่าง
ประหลาดใจ พวกเขาคิดว่าจะเหมือนกับเขตปีศาจ เก้าศิษย์แห่ง
สำนักเวิ่นเต๋ามีชื่อเสียงเสียหาย พวกเขาเตรียมใจไว้แล้วว่าจะเป็น
ศัตรูกับคนทั้งโลก
ท่านป้าป๋าจ้องลู่หยางและคนอื่นๆ ด้วยสายตาไม่พอใจ “พูดอะไร
ของพวกเจ้า ข้ามีเพื่อนที่วังมังกรแล้วเป็นไงเหรอ คนที่เป็นศัตรูกับ
คนทั้งโลกคือเหลาจิ่วต่างหาก”
ลู่หยางตอบรับเบาๆ งั้นก็คล้ายกับสถานการณ์ในเขตปีศาจ
ไม่ได้เตรียมใจไว้เปล่า
“เขามีสายเลือดตระกูลมังกรที่บริสุทธิ์ที่สุด เขาขอให้ข้าผนึก
สายเลือดส่วนใหญ่ของเขาไว้ ด้วยวิธีนี้ พลังที่เขาแสดงออกมาจึงดู
อ่อนแอกว่าความเป็นจริง”
“ทำไมต้องทำเช่นนั้นด้วย?” ลู่หยางและคนอื่นๆ สงสัย
“เพื่อที่ว่าเมื่อมีคนมายั่วโทสะเขา เขาจะได้ทำหน้าเครียดแล้วพูด
ว่า ‘นี่เป็นเพราะเจ้าบังคับให้ข้าต้องทลายลงตราปิดผนึก'”
ลู่หยาง “……”
“พวกเจ้าระวังหน่อยเวลาไปทะเลตงไห่ แม้จะมีวังมังกรคอย
กดดัน แต่สถานการณ์ในทะเลตงไห่ก็ยังค่อนข้างวุ่นวาย”
“วุ่นวายหรือ?”
“ทะเลตงไห่ไม่ได้มีแต่เผ่าทะเล ยังมีเผ่ามนุษย์ด้วย เผ่าทะเลอาศัย
อยู่ในทะเล เผ่ามนุษย์อยู่บนเกาะ ด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ ทั้ง
สองเผ่าผูกเวรกันมานาน มีการต่อสู้กันเป็นประจำ และไม่ได้อยู่
ภายใต้การปกครองของแคว้นต้าเซี่ย เวลาลงมือต่อสู้จึงไม่รู้จักยั้งมือ”
ไม่เพียงแต่ลู่หยาง แม้แต่เมิ่งจิ่งโจวก็เพิ่งได้ยินเรื่องเช่นนี้เป็นครั้ง
แรก พวกเขาล้วนไม่รู้จักทะเลตงไห่
มีเพียงหลี่หาวเหรินที่มีความทรงจำจากชาติก่อน จึงรู้จักทะเลตง
ไห่มากกว่า โดยเฉพาะลัทธิจิ่วอิ่วที่เคยขยายกิจการไปทะเลตงไห่
หรือทำการค้าลับในทะเลตงไห่ แคว้นต้าเซี่ยแม้จะยิ่งใหญ่เพียงใด ก็
ไม่อาจยื่นมือไปถึงทะเลตงไห่ ธุรกิจลักลอบนำเข้าที่ลัทธิจิ่วอิ่ว
ดำเนินการอยู่ตอนนี้ คือสิ่งที่ขยายในสมัยที่ชิ่นห่าวเหรินเป็นประมุข
ชิ่นห่าวเหรินขยายธุรกิจไปทะเลยังมีอีกปัจจัยหนึ่ง——เผื่อวัน
หนึ่งเจ้าหนี้มาตามทวงหนี้ จะได้หนีไปทะเลตงไห่
น่าเสียดายที่หัวหน้ามารผู้นี้ถูกรักผูกมัด จึงจำกัดตัวเองอยู่ใน
แคว้นต้าเซี่ย
ท่านป้าป๋ายังเตือนด้วยความหวังดี “อีกอย่างหนึ่ง พวกเจ้าไม่เคย
ลงทะเลมาก่อน คงว่ายน ้าไม่เก่งกันทั้งนั้น ก่อนไปทะเลตงไห่ควรไป
แลกไข่มุกเลี่ยงวารีสักดวง ไข่มุกเลี่ยงวารีมีที่ตำหนักรับภารกิจ จะ
ช่วยให้พวกเจ้าเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระใต้น ้า”
ไม่เหมือนกับดรรชนีเลี่ยงวารีของเซียนอมตะที่ทำให้น ้าใน
ร่างกายของทั้งฝ่ายเราและศัตรูแห้งเหือด ไข่มุกเลี่ยงวารีเป็นสิ่งที่
หลีกเลี่ยงน ้าได้จริงๆ
“ข้าขอถามหน่อยได้ไหมว่าอาจารย์เคยทำอะไรในทะเลตงไห่
บ้าง?”
“มีเยอะแยะเลย เช่น มีความสัมพันธ์คลุมเครือกับองค์หญิงวัง
มังกรอะไรแบบนั้น”
ลู่หยางตกใจมาก ไม่คิดว่าอาจารย์ที่ตอนนี้แก่เฒ่าหมดสภาพ
ในวัยหนุ่มจะเคยรักสนุกเช่นนี้ “อาจารย์มีความสัมพันธ์คลุมเครือกับ
องค์หญิงวังมังกรหรือ?!”
“ความสัมพันธ์คลุมเครือไม่ถึงขนาดนั้น แค่ตอนเหลาจิ่วยังหนุ่ม
เพื่อช่วยคน จำเป็นต้องใช้สมบัติล ้าค่าของวังมังกร สมบัติชิ้นนั้นเป็น
วัตถุวิเศษที่องค์หญิงวังมังกรโปรดปรานที่สุด นางเก็บไว้ในท้อง เหลา
จิ่วจึงย่อตัวลงเข้าไปในท้ององค์หญิงวังมังกร ขโมยสมบัติล ้าค่า
ออกมา ต่อมาเรื่องแดง เหลาจิ่วจึงเรียกองค์หญิงวังมังกรว่าแม่มา
ตลอด”
ลู่หยาง “……”
ทั้งห้าคนขอบคุณท่านป้าป๋า แล้วมุ่งหน้าไปที่ตำหนักรับภารกิจ
แลกไข่มุกเลี่ยงวารีคนละหนึ่งเม็ด ไข่มุกเลี่ยงวารีมีราคาแพง แต่ทั้ง
ห้าคนสะสมแต้มสะสมจากการทำภารกิจมากมาย ราคาของไข่มุก
เลี่ยงวารีจึงไม่ใช่ปัญหา
ศิษย์พี่ที่ตำหนักรับภารกิจเห็นลู่หยางทั้งห้าคนแลกไข่มุกเลี่ยง
วารี จึงรีบเรียกไต้ปู้ฟานออกมา
ไต้ปู้ฟานคิดว่าลู่หยางจะพาทั้งสี่คนไปทำอะไรใหญ่โต พอได้ยิน
ว่าเพียงแค่ไปเป็นเพื่อนม้าแก่ที่กลับไปเยี่ยมญาติ และถือโอกาสไป
เที่ยวทะเลตงไห่สองเดือน จึงโล่งใจ
“ไปเถอะ ไปเถอะ ขอให้สนุก”