ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 801 การแข่งขันตำแหน่งผู้รักษาการแทนเจ้าสำนัก
อันดุเดือด
ในช่วงสามแสนปีที่ผ่านมา การต่อสู้ระหว่างเซียนไม่ใช่ว่าไม่เคย
เกิดขึ้น แต่การที่เซียนต่อสู้กันอย่างเปิดเผยต่อหน้าสาธารณชนนั้น
ถือเป็นครั้งแรก
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทะเลตงไห่ราวกับพายุที่พัดกระหน ่าไปทั่ว
ทุกซอกทุกมุมในเวลาอันสั้น
“ช่างไม่น่าเชื่อเลย นี่มันเพิ่งผ่านไปไม่นานนับตั้งแต่บรรพบุรุษ
ตระกูลหงส์ตื่นขึ้นมา แล้วบรรพบุรุษตระกูลมังกรก็ฟื้นคืนชีพอีก
แล้ว!”
“นั่นไม่ใช่หมายความว่าภรรยาทั้งสองของเซียนฉี่หลินก็ปรากฏ
ตัวแล้วหรือ”
“ได้ยินมาว่าท่านเต๋าซานซานเป็นคนค้นพบที่ซ่อนของบรรพ
บุรุษตระกูลมังกร เพื่อให้เป็นของขวัญแก่ราชามังกรเฒ่าในงานวัน
เกิด เป็นความประหลาดใจนั่นเอง”
“แปลกนะ ข้ากลับได้ยินว่าท่านเต๋าซานซานต้องการยึดครอง
ร่างราชามังกรเฒ่า แต่เกิดความผิดพลาดขึ้นระหว่างทาง การโจมตี
ไม่สำเร็จจึงถูกบรรพบุรุษตระกูลมังกรขัดขวางไว้”
“ข้าก็ได้ยินเช่นนั้นเหมือนกัน ไม่เช่นนั้นทำไมพวกเขาถึงได้ต่อสู้
กันในภายหลัง”
“บรรพบุรุษตระกูลมังกรต่อสู้หนึ่งต่อสอง ปราบกึ่งเซียนได้ถึงสอง
คน ช่างน่าทึ่งจริงๆ”
“โจวเทียนผู้ยิ่งใหญ่ไม่ใช่อ้างว่าตนเองเป็นอันดับหนึ่งใต้หล้า
ของกึ่งเซียนหรอกหรือ เขาจะทำได้อย่างนั้นไหม?”
“ไม่รู้สิ”
“พวกเจ้าคิดว่าเซียนที่ปรากฏตัวขึ้นภายหลัง ที่ต้องการสังหาร
บรรพบุรุษตระกูลมังกรเป็นใครกัน แล้วยังต่อสู้กับประมุขลัทธิสวรรค์
อีกด้วย”
“ได้ยินว่าสวรรค์ยุคโบราณกับเซียนทั้งสี่ยุคโบราณเคยต่อสู้คู่คี่
กัน ไม่ใช่ว่าเซียนคนนั้นเป็นหนึ่งในเซียนทั้งสี่หรอกหรือ”
“ไม่น่าใช่นะ หากเป็นหนึ่งในเซียนทั้งสี่ เซียนฉี่หลินจะยืนดูเฉยๆ
หรือ?”
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าคิดว่าเป็นใครล่ะ?”
“อาจเป็นฮ่องเต้องค์แรก เทพสวรรค์จงเทียนก็ได้”
“ไม่น่าใช่นะ เซียนคนนั้นไม่ใช่ได้สังหารเซียนห่านไห่ด้วยหรือ”
“บางทีอาจมองเซียนห่านไห่ไม่เข้าตามานานแล้ว สังหารเสีย
ด้วยดาบเดียวก็เป็นเรื่องปกติ”
“เจ้าพูดแบบนี้ก็ใช่อยู่”
ตระกูลฉงฉี
ท่านเจ้าเผ่าจิ่นได้ยินข่าวว่าตระกูลมังกรปรากฏตัวในทะเลตงไห่
จึงรีบขออนุญาตลาท่านเต๋าปู้อวี่กลับไปยังเขตปีศาจ
ยังไม่ทันเข้าไปในสุสานโบราณ เขาก็ได้ยินเสียงโกรธเกรี้ยวของ
จิ่นไฉเหวยเสียแล้ว
“น่าโมโหจริง ทำไมพวกเขาถึงได้โผล่ออกมาทีละคนสองคน
แบบนี้!”
เจ้าเผ่าจิ่นเข้าไปในสุสานโบราณ เห็นหลานสาวของเขาโกรธ
จนผมตั้งชัน ดั่งลูกแมวที่ขนฟูขึ้นมา ใครก็แตะต้องไม่ได้ แม้แต่ผู้
บำเพ็ญขั้นข้ามพิบัติของตระกูลฉงฉีก็ยังไม่รู้ว่าจะปลอบอย่างไรดี
ซึ่งก็ปลอบไม่ได้จริงๆ เหลี่ยนอี๋ปรากฏตัว ทำให้นางลดเป้าหมาย
การแย่งชิงยุคทองจากติดอันดับสิบเป็นอันดับสิบเอ็ด และตอนนี้เอ้า
หลิงก็ปรากฏตัวอีก นางก็ต้องลดเป้าหมายจากอันดับสิบเอ็ดเป็น
อันดับสิบสองแล้ว
หากคนรู้จักของหลานสาวโผล่ออกมาอีกสักสองสามคน การ
แย่งชิงยุคทองคงไม่ต้องสู้แล้ว
นอกจากนี้ เขายังคาดการณ์ว่าสาเหตุสำคัญที่ผู้อาวุโสโกรธอีก
ข้อคือ – ภรรยาทั้งสองของเซียนฉี่หลินตื่นขึ้นมาแล้ว แล้วนางยังมี
บทบาทอะไรอีกล่ะ?
“น้องเล็ก เจ้ากลับมาได้อย่างไร” จิ่นไฉเหวยสังเกตเห็นเจ้าเผ่า
จิ่นเล็ก
ในใจเจ้าเผ่าจิ่นคิด นี่ไม่ใช่เพราะกังวลว่าหลานจะโกรธรึ
แน่นอน คำพูดแบบนี้ไม่อาจพูดออกมาได้
“ข้าได้พี่ชายคนหนึ่งจากแคว้นต้าเซี่ย พี่ชายคนนี้ไม่ธรรมดา
เลย มีเพื่อนมากมาย อาจพูดได้ว่ามีความสัมพันธ์กับผู้คนทั่วทั้งโลก
การบำเพ็ญ ผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างทุกคนที่เห็นเขาล้วนทักทายอย่าง
กระตือรือร้น มีมนุษยสัมพันธ์ดีเป็นพิเศษ” ท่านเจ้าเผ่าจิ่นยกนิ้วโป้ง
ขึ้น กล่าวชมพี่ชายท่านเต๋าปู้อวี่ไม่หยุดปาก
“อาศัยความสัมพันธ์ของเขา ข้าสามารถติดต่อกับสำนักเวิ่นเต๋า
ได้”
“สำนักเวิ่นเต๋ามีเซียนห่านไห่ผู้ครองรูปแบบของผลของการ
บำเพ็ญพื้นที่ว่างเป็นเค้า ถือเป็นชั้นเยี่ยมแม้ในหมู่กึ่งเซียน หลานสาว
เจ้าว่าพวกเราควรร่วมพันธมิตรกับสำนักเวิ่นเต๋า รวมพลังกัน แย่งชิง
ตำแหน่งในการแย่งชิงยุคทองไหม!”
“ยิ่งไปกว่านั้น มีเพื่อนมากก็เท่ากับมีศัตรูน้อย ในอนาคตมีศัตรู
น้อยลงก็ดี” นี่คือข้อคิดที่ท่านเจ้าเผ่าจิ่นได้จากความสัมพันธ์ของ
ท่านเต๋าปู้อวี่
จิ่นไฉเหวยเงียบลง ข้อเสนอของน้องเล็กไม่ไร้เหตุผล แต่นางชิน
กับการดำเนินการเพียงลำพัง ไม่อยากร่วมมือกับผู้อื่น “ให้ข้า
พิจารณาอย่างถี่ถ้วนก่อน”
โจวเทียนนั่งอยู่บนบัลลังก์จักรพรรดิ ใบหน้าเต็มไปด้วยความ
ขัดแย้งในใจ “ทำไมแม้แต่พี่ใหญ่เอ้าหลิงก็ยังมีชีวิตอยู่ การที่ข้า
ต้องการจะครองราชย์มันยากขนาดนั้นเชียวหรือ?”
เขาเริ่มพิจารณาอย่างจริงจังถึงความเป็นไปได้ที่จะกลับไปนอน
หลับตายอีกครั้ง
“หรือว่าจะพยายามประจบเอาใจพี่ใหญ่ลู่?”
“ไม่รู้ว่าพี่ใหญ่ลู่ต้องการอะไร ส่งสาวงามสักสองคนไปลองดู
ไหม?”
ในขณะที่ผู้คนกำลังพูดคุยถึงแหล่งที่อยู่ของเอ้าหลิงและตัวตน
ของผู้ที่ต่อสู้กับเซียน มีคนหนึ่งแอบย่องมาที่ประตูสำนักเวิ่นเต๋า
บุคคลนั้นก้าวเข้าไปในประตูสำนัก ใช้สายตาขู่ให้วิญญาณแม่น ้า
ถอยไป และเข้าไปภายในสำนักเวิ่นเต๋าสำเร็จ บุคคลนั้นเดินทางอย่าง
คุ้นเคยขึ้นไปบนยอดเขาเทียน เห็นลู่หยางที่กำลังฝึกฝน และเอ้าหลิง
ที่นอนกอดหางนอนหลับอยู่บนพื้น
บุคคลนั้นยกมือขึ้น พลังวิเศษอันน่าสะพรึงกลัวรวมตัวกันที่ฝ่า
มือ
เอ้าหลิงรู้สึกถึงคนที่ต้องการจะโจมตีโดยไม่ให้รู้ตัว จึงเบิกตาขึ้น
ทันที กระโดดตัวลอย ลุกขึ้นปะทะฝ่ามือของอีกฝ่ายในทันที
แม้จะโจมตีทีหลัง แต่ถึงก่อน สองฝ่ามือปะทะกัน กระแสลมพัด
พาให้ผ้าคลุมของอีกฝ่ายปลิวไป เผยให้เห็นใบหน้าที่ลู่หยางคุ้นเคย
เป็นอย่างดี
“ท่านเหลี่ยนอี๋!”
“เหลี่ยนอี๋ ข้ารู้แล้วว่าเป็นเจ้า ไม่มีใครจะแอบย่องเข้ามาและ
พยายามโจมตีข้าโดยไม่ให้รู้ตัวเช่นนี้!” เอ้าหลิงเอ่ยด่าหัวเราะลั่น
เหลี่ยนอี๋ราวกับไม่เห็นเอ้าหลิง ค้อมกายคำนับลู่หยาง “ยินดีที่
พบกันอีกครั้ง ศิษย์พี่ลู่หยาง”
เหลี่ยนอี๋คาดเดาได้ว่าตอนนี้เอ้าหลิงคงอยู่ที่สำนักเวิ่นเต๋าแล้ว
จากนั้นนางก็หันไปทางเอ้าหลิง ยิ้มอย่างมีเลศนัย กล่าวว่า “ศิษย์
น้องเอ้าหลิง เจ้าช่างกล้ากล่าวนามของศิษย์พี่ได้อย่างไร ช่างผิด
มารยาทเสียเหลือเกิน”
เอ้าหลิงไม่หวั่นไหว “เจ้ากับข้าต่างเป็นศิษย์ที่ไม่มีชื่อในทะเบียน
ยังจะแบ่งศิษย์พี่ศิษย์น้องอะไรกันอีก”
“ศิษย์พี่ลู่หยาง ท่านช่วยตัดสินหน่อย ข้าเป็นคนคำนับท่านเป็น
ศิษย์พี่ก่อน ข้าควรเป็นศิษย์พี่ของเอ้าหลิงใช่หรือไม่!”
“ศิษย์พี่ลู่หยาง ท่านบอกสิ ข้ากับเหลี่ยนอี๋ไม่มีคุณสมบัติเป็น
ศิษย์ของพี่อมตะ การเรียกท่านว่าศิษย์พี่ก็นับว่าเกินตัวแล้ว ไม่ควร
แบ่งศิษย์พี่ศิษย์น้องกันอีกใช่หรือไม่!”
ลู่หยางฟังแล้วรู้สึกปวดหัวอย่างมาก ท่านเอ้าหลิง อย่าพูดแบบ
นั้นเลย ข้ากลัว
ลู่หยางอยากให้ศิษย์พี่ใหญ่กลับมามาก แต่น่าเสียดายที่ศิษย์พี่
ใหญ่ไปหลอมกำไลลายมังกร ไม่อาจกลับมาได้ในเร็วๆ นี้
โชคดีที่แม้ไม่มีศิษย์พี่ใหญ่ แต่ก็มีเซียนอมตะที่สามารถไกล่
เกลี่ยได้
เซียนอมตะลอยออกมาจากพื้นที่จิตวิญญาณเพื่อไกล่เกลี่ย “แต่
โบราณมา ผู้แข็งแกร่งย่อมเป็นที่เคารพ พวกเจ้าสองคนลองต่อสู้กัน
ดู ใครชนะให้เป็นศิษย์พี่ดีไหม?”
ลู่หยางฟังแล้วเหงื่อตกทันที เซียนอมตะ เจ้ายังไม่ออกมาเสีย
ดีกว่า
“สายอมตะของพวกเราเน้นความสามัคคี เน้นความสงบ ไม่
จำเป็นต้องถึงขั้นลงมือกัน” ลู่หยางรีบเกลี้ยกล่อม หากสองท่านบรรพ
บุรุษนี้ต่อสู้กันในสำนักเวิ่นเต๋า แม้แต่เซียนห่านไห่มาก็ห้ามไม่อยู่
อาจถึงขั้นถูกรุมทำร้ายจากมังกรและหงส์ก็เป็นได้
ลู่หยางในฐานะศิษย์พี่มีตำแหน่งสูงในใจของบรรพบุรุษมังกรและ
หงส์ เมื่อเขาเกลี้ยกล่อมไม่ให้ลงมือ ทั้งสองก็ย่อมไม่ลงมือ
เหลี่ยนอี๋ยังมีไพ่ใบสุดท้าย นางคาดเดาว่าเอ้าหลิงคงเป็นแขกผู้มี
เกียรติของสำนักเวิ่นเต๋าแล้วแน่ๆ “ท่านแขกผู้มีเกียรติเอ้าหลิง ข้า
เป็นแขกผู้มีเกียรติก่อนเจ้า ตามธรรมเนียมของสำนัก เจ้าสมควร
เรียกข้าว่าศิษย์พี่”
เอ้าหลิงคาดเดาแต่แรกแล้วว่าเหลี่ยนอี๋จะทำเช่นนี้ จึงหัวเราะเย็น
ชา “เจ้ายังไม่รู้หรือ ข้าสามารถแลกแต้มสะสมเป็นตำแหน่งผู้
รักษาการแทนเจ้าสำนักได้ แม้จะเป็นเจ้า ก็ต้องฟังคำสั่งของข้าผู้เป็น
ผู้รักษาการแทนเจ้าสำนัก!”
เหลี่ยนอี๋ตกตะลึง นางไม่รู้จริงๆ ว่าแต้มสะสมสามารถแลกเป็น
ตำแหน่งผู้รักษาการแทนเจ้าสำนักได้ เพราะไม่เคยสนใจเรื่องนี้
“พี่อมตะ จะได้แต้มสะสมได้อย่างไร?” เหลี่ยนอี๋หันไปถามผู้รู้
“แต้มสะสมหรือ ตามชื่อก็คือการทำประโยชน์ให้กับสำนัก เช่น
ข้าเคยสังหารผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างที่ทำชั่วมากมาย แล้วได้เป็นผู้
รักษาการแทนเจ้าสำนักสามวัน”
เหลี่ยนอี๋ฟังแล้วตาเป็นประกาย เรื่องนี้ไม่ยาก “รอข้ากลับไป ข้า
จะให้โจวเทียนไปจับผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างที่ทำชั่วสักสองคนมามอบ
ให้ศิษย์พี่ลู่หยาง”
เอ้าหลิงแค่นหัวเราะ เหมือนใครจะทำไม่ได้อย่างนั้นแหละ “ข้าจะ
ไปทะเลตงไห่ให้ตระกูลมังกรจับผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างโบราณสักสอง
คนมามอบให้ศิษย์พี่ลู่หยางเช่นกัน!”
“ข้าจะให้โจวเทียนไปจับผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างสักสิบคน!”
“ข้าก็จับผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างได้สิบคนเช่นกัน!”
“ข้าจะให้โจวเทียนไปจับผู้บำเพ็ญขั้นข้ามพิบัติโบราณ!”
“ข้าก็จับผู้บำเพ็ญขั้นข้ามพิบัติโบราณได้ จับเป็นคู่เลย!”
“ข้าจะให้โจวเทียนมอบเขตปีศาจให้ศิษย์พี่ลู่หยาง!”
“ข้าก็จะรวบรวมทะเลตงไห่ มอบทะเลตงไห่ให้ศิษย์พี่ลู่หยาง!”
ลู่หยางฟังแล้วงุนงง ทำไมพูดไปพูดมา ข้ากลายเป็นเจ้าของเขต
ปีศาจและทะเลตงไห่ไปแล้วล่ะ?