ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 815 สามรุ่นปู่หลานพร้อมหน้าในคุกใหญ่
“หลังจากลัทธิอู่ชิงวุ่นวาย ผู้นำระดับสูงเพื่อระงับสถานการณ์ จึง
ฆ่าคนไปไม่น้อย”
“ตามปกติ แค่ฆ่าไก่ให้ลิงดู ฆ่าสักสองสามคนก็พอแล้ว แต่ใน
ลัทธิอู่ชิงไม่ได้ผล”
“คนไร้ความรู้สึกไม่มีความกลัว ในสายตาพวกเขามีเพียง
ผลประโยชน์ แค่ฆ่าสองสามคนไม่อาจสร้างความหวาดกลัวได้ มี
เพียงการฆ่าคนเป็นจำนวนมาก ให้คนเบื้องล่างรับรู้ถึงความตั้งใจของ
ผู้นำ ชั่งน ้าหนักได้เสีย พวกเขาถึงจะถอยไป”
ระลึกถึงภาพในวัยหนุ่ม ท่านเต๋าปู้อวี่ชื่นชมอย่างประหลาดใจ
เขายังไม่เคยเห็นการฆ่าคนที่เด็ดขาดรวดเร็วเช่นนี้
“แต่เรื่องนี้ไม่ได้ถูกระงับอย่างรวดเร็ว ผู้นำระดับสูงของลัทธิอู่ชิง
ก็มีการแบ่งชั้นบนล่าง ได้รับอิทธิพลจากเบื้องล่าง พวกเขาก็เริ่มแย่ง
ชิงอำนาจกันเอง ได้ยินว่าประมุขถูกลอบสังหารมาแล้วหลายครั้ง”
“หลังจากระงับความวุ่นวายภายใน ลัทธิอู่ชิงเริ่มคิดบัญชีเก่า สืบ
ถึงต้นตอเรื่องมาที่ข้า เตรียมประหารข้า คาดว่าในนั้นคงมีความไม่
พอใจต่อการปรับปรุงวิธีฆ่าภรรยาเพื่อพิสูจน์ตนของข้าด้วย”
“ดีที่ตอนนั้นข้าอยู่ในขั้นแปลงร่างเซียน อีกทั้งมีวัตถุวิเศษเอา
ชีวิตรอดที่อาจารย์ให้มา จึงหนีออกจากลัทธิอู่ชิงมาได้อย่าง
หวุดหวิด”
“น่าเสียดาย ข้ายังเตรียมแฝงตัวในลัทธิอู่ชิง ลองสืบที่ตั้งสำนัก
ใหญ่และความลับของลัทธิอู่ชิง ไม่คิดว่าลัทธิอู่ชิงจะใจร้อนเช่นนี้
จะต้องฆ่าข้าให้ได้ ทั้งที่ทุกการกระทำของข้าสอดคล้องกับคำสอน
ของลัทธิอู่ชิง”
ท่านเต๋าปู้อวี่ส่ายหน้า รู้สึกว่าจากความเข้าใจของเขาต่อวิถีไร้
ความรู้สึก ลัทธิอู่ชิงควรให้เขาเป็นประมุขถึงจะถูก
“แม้จะไม่ได้สืบความลับของลัทธิอู่ชิงจนหมด แต่ก็รู้ว่าลัทธิอู่ชิงมี
รองประมุขสองคน ประมุขหนึ่งคน วิทยายุทธ์ของประมุขไม่ทราบ
ส่วนรองประมุขสองคนเป็นขั้นข้ามพิบัติตอนต้นและขั้นข้ามพิบัติ
ตอนกลางตามลำดับ”
ลู่หยางสูดหายใจเฮือก ข้อมูลนี้แม้แต่ลัทธิเย่าหยางและลัทธิจิ่ว
อิ่วยังไม่ทราบ และนี่หมายความว่าลัทธิอู่ชิงมีผู้บำเพ็ญขั้นข้ามพิบัติ
อย่างน้อยสามคน แข็งแกร่งกว่าสองลัทธินี้
“แล้วต่อมาล่ะ?” ท่านเซียนบรรพกาลฟังอย่างตั้งใจ ถามอย่าง
ร้อนใจ
“ต่อมาข้าก็หนีไง” ท่านเต๋าปู้อวี่เบ้ปาก “ข้าเห็นลัทธิอู่ชิงพวกนี้
เล่นไม่เป็น ข้าก็ไม่แสร้งอีกต่อไป ข้าติดต่อสำนักและแคว้นต้าเซี่ย
โดยตรง กวาดล้างฐานที่มั่นลัทธิอู่ชิงทั้งหมดที่ข้ารู้ ฆ่าคนที่ควรฆ่า
ช่วยคนที่ควรช่วย”
“ความวุ่นวายภายในตามด้วยการกวาดล้างจากฝ่ายธรรมะ
ภายใต้การโจมตีสองระลอก ทำให้ลัทธิอู่ชิงบาดเจ็บสาหัส สงบเสงี่ยม
อยู่หลายร้อยปี”
“แล้วลัทธิอู่ชิงไม่ได้แก้แค้นท่านหรือ?” ลู่หยางถาม
ท่านเต๋าปู้อวี่ชี้ให้เห็นข้อผิดพลาดจากความเคยชินในความคิด
ของลู่หยาง “พวกเขาไม่มี ‘ความเกลียด’ แล้วจะแก้แค้นข้าทำไม?”
“แต่ที่เจ้าพูดก็ถูก มีคนไม่น้อยที่ต้องการแก้แค้นข้า ใช้ความ
เกลียดเพื่อพิสูจน์ตน เป็นอีกวิถีหนึ่งของวิถีไร้ความรู้สึก ในนั้นมีคน
ชื่อซูโม่หร่านที่มีความเกลียดต่อข้ามากที่สุด เขาเป็นรองประมุขขั้น
ข้ามพิบัติตอนกลาง คงเป็นเพราะตอนนั้นข้าหลอกเขาค่อนข้างแรง”
“แต่ว่า ซูโม่หร่านไม่ค่อยอยากให้คนรู้เรื่องที่เขาต้องการแก้แค้น
ข้า”
“ทำไมหรือ?”
“เพราะเขาต้องการแก้แค้นข้า แสดงว่าเขามีความเกลียดต่อข้า
นับได้ว่าออกจากวิถีไร้ความรู้สึกไปแล้ว และการออกจากวิถีไร้
ความรู้สึกหมายความว่าการบำเพ็ญของเขาเจอขีดจำกัด”
“และการเจอขีดจำกัด วิทยายุทธ์หยุดชะงัก จะทำให้ชื่อเสียงของ
เขาในลัทธิอู่ชิงแย่ลง”
“ลัทธิอู่ชิงอันตรายขนาดนี้เชียวหรือ” ท่านเซียนบรรพกาลรู้สึก
หวาดกลัวย้อนหลัง โชคดีที่ถูกจับมา หากเข้าไปในลัทธิอู่ชิงจริงๆ คง
ไม่เกินสองวันก็ถูกเปิดโปงแล้ว
“โชคดีที่ท่านเซียนบรรพกาลไม่ได้เข้าร่วมลัทธิอู่ชิงนะขอรับ”
ท่านเจ้าเผ่าจิ่นกล่าวด้วยความห่วงใยท่านเซียนบรรพกาล
ท่านเต๋าปู้อวี่เหลือบมองท่านเจ้าเผ่าจิ่น “ไปๆๆ เจ้าไม่ใช่คน
สำนักเวิ่นเต๋าของเรา คุยกับอาจารย์ทำไม”
“พี่ใหญ่อย่าพูดแบบนั้นสิ ข้าว่าตระกูลฉงฉีของเรากับสำนักเวิ่น
เต๋าของพวกท่านยังมีโอกาสร่วมมือกันได้นะ สองฝ่ายของเราร่วมมือ
กัน แย่งชิงหนึ่งในสิบอันดับผู้มีอำนาจในยุคทองไม่ใช่เรื่องง่ายดาย
หรือ?”
ปู้อวี่นึกถึงตัวตนของศิษย์ที่ดีอย่างอวี้จือ รู้สึกว่าไม่จำเป็นต้อง
ร่วมมือกับตระกูลฉงฉีของพวกเจ้า สำนักเวิ่นเต๋าของเราก็สามารถ
เป็นหนึ่งในสิบอันดับได้
แต่เดิมลู่หยางคิดว่าท่านเซียนบรรพกาลอยู่ในคุกค่อนข้าง
ปลอดภัย เขาและเมิ่งเฒ่าเพียงแค่ไปเยี่ยมบ่อยๆ ก็พอ แต่ตอนนี้
พบว่าท่านเซียนบรรพกาลถูกขังร่วมกับอาจารย์ จึงรู้สึกไม่สบายใจ
ขึ้นมาทันที
ลู่หยางส่งเสียงสื่อจิตปรึกษากับเมิ่งแก่ “หรือพวกเราควรไปอยู่ใน
คุกเพื่อคุ้มครองท่านเซียนบรรพกาลดี?”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ถึงท่านเซียนบรรพกาลจะดูหนุ่มแน่น แต่
ยังไงก็เป็นผู้มีพลังขั้นรวมร่างที่สลายพลังเริ่มบำเพ็ญใหม่ ขัดเกลา
จิตใจมายาวนาน คงไม่ถูกท่านเจ้าสำนักชักจูงได้ง่ายๆ หรอก” เมิ่งจิ่ง
โจวรู้สึกว่าลู่หยางมั่นใจในอิทธิพลของท่านเจ้าสำนักมากเกินไปหรือ
เปล่า
ลู่หยางยังไม่ทันพูดอะไร ก็ได้ยินท่านเต๋าปู้อวี่กำลังสั่งสอนท่าน
เซียนบรรพกาล
“ท่านเซียนบรรพกาลอาจไม่ทราบ สำนักเวิ่นเต๋าของเรามี
ประเพณีการเข้าพักในคุกใหญ่”
“ท่านรู้หรือไม่ ในโลกมนุษย์มีอาชีพหนึ่ง ทุกวันไปนอนใน
โรงแรมต่างๆ ทดสอบสภาพแวดล้อมของโรงแรม แล้วเสนอคำแนะนำ
ในการปรับปรุง”
“สำนักเวิ่นเต๋าของเราก็มีอาชีพคล้ายกัน ท่านเห็นข้าเดินทางไป
ทั่วทุกซอกซอย ไปติดคุกในทุกเมือง ก็เพื่อตรวจสอบสภาพแวดล้อม
ของคุก เรื่องนี้ไม่เหมาะให้คนของทางการทำ หากผู้บังคับบัญชามา
ตรวจ ผู้ใต้บังคับบัญชาย่อมต้องปรับปรุงสภาพคุกเพื่อเอาหน้า แล้ว
จะตรวจพบอะไร ดังนั้นต้องพึ่งข้า”
“ไม่เพียงแต่ข้า เมื่อสองปีก่อน ท่านเสนาบดีกรมอาญาก็เข้าคุก
พร้อมข้าเพื่อตรวจสอบสภาพคุก เรื่องนี้ข้าไม่ได้แต่งขึ้นมาเอง ท่าน
ไปสืบถามที่เมืองหลวงเถอะ ทุกคนรู้ แม้แต่ฝ่าบาทก็มักกล่าวถึงเรื่อง
นี้บ่อยๆ บนท้องพระโรง ยกเป็นแบบอย่างที่ดี”
“เป็นอย่างนี้นี่เอง” แต่เดิมเซียนบรรพกาลได้ยินลู่หยางทั้งสอง
พูดว่าศิษย์สำนักเวิ่นเต๋ามักเข้าคุกบ่อยๆ เขายังไม่ค่อยเชื่อ แต่
หลังจากท่านเต๋าปู้อวี่อธิบายเช่นนี้ เขาถึงได้เข้าใจ ความรู้สึกผิดจาก
การถูกขังลดลงไปมาก
เมิ่งจิ่งโจวรู้สึกว่าท่านเซียนบรรพกาลกับท่านเต๋าปู้อวี่อยู่ด้วยกัน
อันตรายจริงๆ “ยังไงก็เข้าไปอยู่ด้วยกันเถอะ”
“จะก่อคดีอะไรดี?”
การติดคุกก็มีเทคนิค ท่านเซียนบรรพกาลถูกขังแค่ครึ่งเดือน ถ้า
สองคนก่อคดีเบาเกินไป อาจไม่ถูกคุมขังก็ได้ แต่ถ้าก่อคดีหนัก
เกินไป ถูกขังสองสามเดือนก็ไม่คุ้มค่า
“หรือลักทรัพย์ดี เรื่องนี้ง่ายที่สุด” ลู่หยางพูดอย่างจริงจัง
ณ ที่ว่าการเมือง ผู้ปกครองเมืองมองสองคนที่มาฟ้องด้วยใบหน้า
เต็มไปด้วยความลำบากใจ “เจ้าบอกว่าชื่อลู่หยาง ขโมยหินวิเศษของ
เมิ่งจิ่งโจวไปสองพันเก้าร้อยก้อน และปฏิเสธที่จะคืน?”
ผู้ปกครองเมืองเหลือบมองอีกคน
“และเจ้าบอกว่าชื่อเมิ่งจิ่งโจว เจ้าก็ขโมยหินวิเศษของลู่หยางไป
สองพันเก้าร้อยก้อน และก็ปฏิเสธที่จะคืนเช่นกัน?”
สองคนพยักหน้าอย่างซื่อๆ
พวกเขาตรวจสอบแล้ว ในพื้นที่นี้ เกณฑ์การตัดสินความผิด
ฐานลักทรัพย์สำหรับผู้บำเพ็ญขั้นทารกแรกกำเนิดคือสามพันก้อน
หากต ่ากว่านี้ จะถูกจัดการเป็นคดีปกครองเท่านั้น
และโทษสูงสุดสำหรับคดีปกครองคือคุมขังสิบห้าวัน
พวกเขาขโมยของกันและกัน และปฏิเสธที่จะคืน ปฏิเสธที่จะให้
อภัย ผู้ปกครองเมืองจึงต้องลงโทษสูงสุด คุมขังพวกเขาสิบห้าวัน
การหักล้างกันและถือว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ไม่ได้ เพราะแต่ละคดี
มีความเป็นอิสระ ไม่สามารถรวมสองคดีเข้าด้วยกัน
ผู้ปกครองเมืองถอนหายใจเฮือก เคยได้ยินว่าศิษย์สำนักเวิ่นเต๋า
ชอบเข้าคุกเพื่อบำเพ็ญ คงเป็นเรื่องจริงสินะ?