ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 814 ปู้อวี่ผู้อยู่ทุกหนแห่ง
“ลู่หยางน้อย เจ้าหนุ่มตระกูลเมิ่ง ทางนี้ๆ” ท่านเต๋าปู้อวี่ได้ยิน
ฝีเท้าของลู่หยางทั้งสองตั้งแต่แรก จึงเรียกพวกเขาเข้ามา
“อาจารย์ ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?” ลู่หยางกระตุกหางตา จะว่า
ไงดี การเจอะเจออาจารย์ในคุกช่างไม่มีความรู้สึกประหลาดใจเลย
แม้แต่น้อย
แม้อาจารย์จะเปลี่ยนรูปลักษณ์ไป แต่ลู่หยางก็จำอาจารย์ที่ดีของ
เขาได้ในแวบเดียว
“แล้วท่านเจ้าเผ่าจิ่นด้วย?”
ท่านเจ้าเผ่าจิ่นกลับไม่ได้เปลี่ยนรูปลักษณ์แต่อย่างใด
ลู่หยางทั้งสองไม่ทราบว่าหลังจากพิธีสถาปนาประเทศปีศาจ
ท่านเจ้าเผ่าจิ่นเพื่อฝึกฝนวาทศิลป์การพูด จึงได้รับท่านเต๋าปู้อวี่เป็น
พี่ใหญ่
ลู่หยางยังจำได้ว่าตอนที่พบท่านเจ้าเผ่าจิ่นที่ตระกูลฉงฉี ท่านเจ้า
เผ่าจิ่นช่างเป็นคนที่มีความสง่างามและเปี่ยมด้วยพลัง เมื่อเผชิญหน้า
กับพลังกดดันของโจวเทียนผู้ยิ่งใหญ่ ก็ไม่ได้แสดงความหวาดกลัว
หรือยโส แล้วทำไมเพียงชั่วพริบตาเดียวถึงได้ตกต ่ามาอยู่ในระดับ
เดียวกับอาจารย์เสียแล้ว?
ความเร็วในการตกอับนี้รวดเร็วเกินไปหน่อยแล้ว
“ข้ามาที่นี่เพื่อเรียนรู้จากพี่ใหญ่ปู้อวี่” ท่านเจ้าเผ่าจิ่นหัวเราะฮ่าๆ
ครั้งแรกที่เจอคนคุ้นเคยในสถานที่แบบนี้ อดรู้สึกเขินอายไม่ได้
ลู่หยางนึกไม่ออกว่าอาจารย์มีอะไรที่น่าเรียนรู้
ท่านเต๋าปู้อวี่หัวเราะร่า ไม่รู้สึกเขินอายแต่อย่างใด “ก็นี่ไง กำลัง
สอนจิ่นน้อยถึงหลักการที่ว่าคนโกหกสุดท้ายต้องถูกจับตัว เพื่อให้
เขาปรับตัวเข้ากับชีวิตในคุกล่วงหน้า สอนเขาว่าจะใช้ชีวิตในคุก
อย่างสะดวกสบายและสุขสบายได้อย่างไร ข้าจึงจงใจปล่อยช่องโหว่
เล็กๆ ให้ทางการเมืองเยว่จับข้ากับจิ่นน้อยเข้ามา”
ท่านเต๋าปู้อวี่ตบไหล่ท่านเจ้าเผ่าจิ่น ถ่ายทอดความรู้อันล ้าค่า
“มั่นใจหน่อย พวกเราที่ทำงานสายนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีความ
มั่นใจ รูปลักษณ์ก็มาจากจิตใจ จิตใจมั่นใจ ใบหน้าก็เปล่งประกาย
อีกฝ่ายถึงจะเชื่อคำโกหกของเจ้า!”
ลู่หยางยกมือกุมหน้าผาก ตอนที่อาจารย์สอนเขาทำไมไม่จริงจัง
ขนาดนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องสอนเรื่องพวกนี้หรอก
“นี่ไง ไม่คิดว่าจะได้ผลพลอยได้ เจอท่านเซียนบรรพกาลเข้า ข้า
ได้ยินว่าท่านเซียนบรรพกาลอยากไปเป็นสายลับในลัทธิอู่ชิงถึงได้
ถูกจับมา?”
ลู่หยางพยักหน้า เล่าเรื่องที่เขาสืบมา “ที่ว่าการเมืองเยว่ได้รับ
ข่าวกรองเกี่ยวกับฐานที่มั่นของลัทธิอู่ชิง จึงร่วมมือกับเมืองใกล้เคียง
อีกหลายแห่ง ปราบฐานที่มั่นของลัทธิอู่ชิงที่นั่น ท่านเซียนบรรพกาล
จึงถูกจับมาด้วย”
“เป็นอย่างนี้นี่เอง”
“พวกเราซื้ออาหารมาจากโรงเตี๊ยมอวี่ฝู่ ไม่รู้ว่าจะถูกปากท่าน
เซียนบรรพกาลหรือไม่”
เมิ่งจิ่งโจวเปิดปิ่นโตใหญ่สองใบ กลิ่นหอมฟุ้งกระจาย แม้ว่า
เซียนบรรพกาลจะอยู่เหนือความต้องการของร่างกายในแง่จิตใจแล้ว
แต่ตอนนี้ท่านอยู่ในขั้นสร้างฐานตอนต้น ร่างกายจะมีปฏิกิริยาตาม
สัญชาตญาณ
“หอมจริงๆ” ท่านเซียนบรรพกาลจมูกกระตุก รับตะเกียบมาทาน
อย่างเอร็ดอร่อย
“แล้วตะเกียบของข้าล่ะ?” ท่านเต๋าปู้อวี่ชี้ที่ตัวเอง พวกเขาเป็นผู้
บำเพ็ญแบบโลกีย์ ไม่ถือเรื่องการอดอาหาร การเสพความอร่อย
ต่างหากคือวิถีที่ถูกต้องของผู้บำเพ็ญโลกีย์
“มีตะเกียบแค่คู่เดียว” เมิ่งจิ่งโจวคิดในใจว่า ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร
ว่าท่านเจ้าสำนักก็ถูกขังอยู่ที่นี่
แน่นอนว่า ถึงจะรู้ว่าท่านเต๋าปู้อวี่อยู่ที่นี่ เขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะ
เตรียมตะเกียบเพิ่มอยู่แล้ว
ท่านเต๋าปู้อวี่หมดปัญญา จำต้องใช้พลังวิเศษสร้างตะเกียบขึ้นมา
คู่หนึ่ง คีบอาหารกิน
ในคุกเมืองเยว่มีกำแพงกำบังที่ห้ามใช้วิทยายุทธ์และพลังวิเศษ
แม้แต่ลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจวอยู่ที่นี่ การใช้พลังวิเศษก็รู้สึกยากลำบาก
เหมือนติดอยู่ในบึงโคลน ขยับไม่ได้
เมืองเยว่ถือเป็นเมืองใหญ่ ผู้ปกครองเมืองมีวิทยายุทธ์ขั้นฝึก
ความว่างเปล่า กำแพงกำบังก็เป็นระดับขั้นฝึกความว่างเปล่า แต่
กำแพงกำบังระดับขั้นฝึกความว่างเปล่าไม่อาจต้านท่านเต๋าปู้อวี่ได้
ท่านเต๋าปู้อวี่เป็นผู้บำเพ็ญขั้นกึ่งข้ามพิบัติ กำแพงกำบังของคุก
ท้องถิ่นธรรมดาไม่มีทางกักขังเขาได้ เขาสามารถใช้ศาสตร์เวทได้
ตามใจชอบ
ไม่ต้องพูดถึงขั้นกึ่งข้ามพิบัติ แม้แต่ท่านเจ้าเผ่าจิ่นขั้นรวมร่างก็
ใช้ศาสตร์เวทได้ตามใจชอบ
เพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดเผยตัวตนที่อาจทำให้เพื่อนเก่ามารวมตัว
กันมาดูตัวเอง ท่านเต๋าปู้อวี่จึงใช้ตัวตนปลอมตอนเข้าคุก แอบอ้างว่า
เป็นผู้บำเพ็ญขั้นสร้างฐาน
ท่านเจ้าเผ่าจิ่นก็เช่นกัน
“พูดถึงเรื่องนี้ ก็ดีที่ท่านเซียนบรรพกาลไม่ได้เข้าร่วมลัทธิอู่ชิง
ข้าเคยไปปะปนอยู่ในลัทธิอู่ชิงมาช่วงหนึ่ง สถานที่นั่นไม่ใช่ที่ที่มนุษย์
ควรอยู่จริงๆ” แม้กำลังกินข้าว ก็ยังไม่อาจปิดปากท่านเต๋าปู้อวี่ได้
“ตอนนั้นข้าบังเอิญเจอลัทธิอู่ชิงกำลังรับคน ไม่ทันได้แจ้งใคร ข้า
ก็คิดว่าข้าจะไปลองดูก่อน แล้วก็เข้าร่วมลัทธิอู่ชิงเลย”
“หา?” ทุกคนไม่คิดว่าท่านเต๋าปู้อวี่จะมีประสบการณ์เช่นนี้ “การ
ทดสอบเข้าลัทธิอู่ชิงไม่ใช่ต้องฆ่าคนที่ใกล้ชิดที่สุดหรือ? ท่านผ่าน
การทดสอบได้อย่างไร?”
“ง่ายมาก คนที่ใกล้ชิดข้าที่สุดก็คือตัวข้าเอง ข้าเจอตัวเองอีกคน
ในกำแพงกำบัง มีพลังเท่ากับข้าทุกประการ ในกำแพงกำบังจะลืม
เรื่องก่อนหน้าใช่ไหมล่ะ ข้าเห็นตัวเองอีกคน ก็คิดว่าตัวเองบังเอิญ
เข้าไปในดินแดนลับอะไรสักแห่ง ต้องเอาชนะตัวเองจึงจะผ่านด่าน
แล้วข้าก็ทะลุพลังในระหว่างการต่อสู้ กำจัดตัวเองไปซะ”
“หลังจากผ่านด่าน ลัทธิอู่ชิงจะสอบสวนว่าคนที่ใกล้ชิดที่สุดที่
ปรากฏในกำแพงกำบังคือใคร แล้วเจ้าต้องฆ่าเขาในชีวิตจริง ถึงจะ
นับว่าเป็นสมาชิกลัทธิอู่ชิงอย่างแท้จริง”
“พวกเขาสืบพบว่าคนที่ใกล้ชิดข้าที่สุดคือตัวข้าเอง ไม่อาจให้
ข้าฆ่าตัวตาย พวกเขาจึงให้ข้าผ่าน”
“หลังจากข้าเข้าร่วมลัทธิอู่ชิง ข้าพบว่าลัทธิอู่ชิงกำลังศึกษาวิถี
ไร้ความรู้สึก และเพื่อศึกษาวิถีไร้ความรู้สึก พวกเขาแต่งงาน
พยายามเดินตามวิถีแห่งความรู้สึก แล้วฆ่าภรรยาเพื่อพิสูจน์ตนเอง
เสริมความไร้ความรู้สึกในใจ”
“ข้ามองว่านี่ใช้ไม่ได้ หากปล่อยให้วิถีไร้ความรู้สึกดำเนินต่อไป
เช่นนี้ จะมีสตรีผู้บริสุทธิ์เดือดร้อนกี่คน?”
“ดังนั้นตอนนั้นข้าจึงเสนอต่อผู้นำระดับสูงลัทธิอู่ชิง บอกว่าการ
ฆ่าภรรยาเพื่อพิสูจน์ตนเองนั้นไม่ถูกต้อง การฆ่าภรรยา จะพิสูจน์ได้
อย่างไรว่าเจ้าเป็นคนไร้ความรู้สึก? หากตอนนั้นฆ่าภรรยาเพราะ
ความหุนหันพลันแล่น แล้วภายหลังเสียใจ จะทำอย่างไร?”
“ผู้นำระดับสูงของลัทธิอู่ชิงเห็นว่าสิ่งที่ข้าพูดมีเหตุผลอยู่บ้าง จึง
ถามข้าว่ามีความคิดดีๆ อะไรไหม”
“ข้าจึงบอกว่า หากต้องการเดินตามวิถีไร้ความรู้สึก ต้องมี
วิสัยทัศน์ระยะยาว ไม่อาจฆ่าไปเรื่อยๆ แบบนี้ได้ หากฆ่าคนใกล้ชิด
จนหมด เจ้าจะพิสูจน์ตนในวิถีไร้ความรู้สึกต่อไปได้อย่างไร”
“ข้าแนะนำว่า แทนที่จะรักภรรยาแล้วฆ่าภรรยา ทำไมไม่รัก
ภรรยา แล้วให้ภรรยาไปนอนกับคนอื่น?”
“ตามหลักทั่วไป การให้ภรรยาไปนอนกับคนอื่น ไม่ว่าจะโกรธ
แค้นหรือตื่นเต้น ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ใช่อารมณ์ที่ควรมีในคนของลัทธิอู่
ชิง”
“และเมื่อได้เห็นภรรยาไปนอนกับคนอื่นกับตา ความโกรธหรือ
ความตื่นเต้นจะถูกขยายให้ใหญ่ที่สุด ดังนั้นข้าจึงแนะนำให้ศาสนิก
ชนลัทธิอู่ชิงนั่งดูกระบวนการถูกนอกใจทั้งหมด”
“ภรรยาถูกนอกใจ ตนเองไม่มีปฏิกิริยา นี่แหละคือศาสนิกชน
ลัทธิอู่ชิงที่ได้มาตรฐาน!”
“ผู้นำระดับสูงของลัทธิอู่ชิงเห็นว่าสิ่งที่ข้าพูดมีเหตุผลอยู่บ้าง จึง
เผยแพร่ทฤษฎีของข้าในลัทธิอู่ชิงอย่างกว้างขวาง”
“ทฤษฎีของข้ายังตรวจสอบพบศาสนิกชนมากมายที่ทำไม่ถึงขั้น
ไร้ความรู้สึก ต้องการแยกตัวออกจากลัทธิ พวกเขาถูกฆ่าทั้งหมด”
“ตายก็ดีแล้ว ยังไงพวกที่เข้าร่วมลัทธิอู่ชิงก็เคยคร่าชีวิตมนุษย์
อยู่แล้ว ตายสมกับความผิด”
“ต่อมาข้าพบว่าหลักคำสอนพื้นฐานของลัทธิอู่ชิงไม่ใช่ไร้
ความรู้สึก แต่เป็นการทำทุกวิถีทางเพื่อให้แข็งแกร่งขึ้น”
“และภายในลัทธิอู่ชิงมีระบบการเลื่อนขั้นที่เข้มงวด อาจพูดได้ว่า
หลุมหนึ่งอยู่ใต้หลุมหนึ่ง ทุกครั้งที่เลื่อนตำแหน่ง ทรัพยากรที่ได้รับจะ
เพิ่มขึ้นอย่างมาก คล้ายกับศิษย์ภายนอก ศิษย์ภายในของสำนัก
อื่นๆ”
“ตอนนั้นข้าจึงบอกพวกเขาว่า เมื่อคนข้างบนทำให้คนข้างล่าง
ไม่อาจเลื่อนตำแหน่งได้ เราก็กำจัดคนข้างบน ไม่ก็มีโอกาสขึ้นไป
แทนที่แล้วหรือ?”
“พวกเขาเห็นว่าสิ่งที่ข้าพูดมีเหตุผล จึงลอบฆ่าผู้บังคับบัญชา
หลายคน ขึ้นตำแหน่งสำเร็จ”
“สาขาอื่นเห็นเช่นนั้น ก็พากันเลียนแบบ ช่วงนั้นลัทธิอู่ชิงวุ่นวาย
มาก”