ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 823 เมื่อวาฬสิ้น สรรพชีวิตผลิบาน
ความเคลื่อนไหวของสำนักเวิ่นเต๋าร่วมกับราชสำนักในการ
กวาดล้างลัทธิอู่ชิงนั้นยิ่งใหญ่มาก ใครก็ตามที่มีเส้นทางข่าวสาร
เพียงเล็กน้อยก็ล้วนรู้เรื่องนี้
บรรดาผู้ทรงพลังในโลกผู้บำเพ็ญต่างตกตะลึงกับข่าวนี้จนพูดไม่
ออก
มีผู้ทรงพลังบางคนเมื่อได้ยินข่าวนี้ ถึงกับทรุดตัวลงบนเก้าอี้
ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
“ไอ้เฒ่าปู้อวี่จอมเจ้าเล่ห์ข้ามขั้นเป็นขั้นข้ามพิบัติแล้วหรือ นี่มัน
เป็นไปได้อย่างไร?”
ผู้ดูแลทำหน้าลำบากใจ “จริงหรือเท็จยังไม่ทราบ แต่ข้าได้ยินว่า
ข่าวนี้เป็นท่านเต๋าปู้อวี่ตั้งใจปล่อยออกมาเอง”
“ก็เข้ากับนิสัยของเขาดี”
“ตอนนั้นเขาสร้างแก่นทองเร็วกว่าข้าเพียงหนึ่งวัน ยังมาอวดต่อ
หน้าข้า ถ้าข้ามขั้นเป็นขั้นข้ามพิบัติจริง จะเย่อหยิ่งขนาดไหนกัน?”
“ไอ้หลานชายคนนี้ยังข้ามขั้นเป็นขั้นข้ามพิบัติได้ ไม่มีเหตุผลที่
ข้าจะทำไม่ได้นี่นา”
“สวรรค์ช่างไร้ตา!”
“ปิดตัวฝึกฝน! ปิดตัวฝึกฝน!”
เหตุการณ์คล้ายๆ กันนี้เกิดขึ้นทั่วโลกผู้บำเพ็ญ ในชั่วพริบตา
บรรดาผู้ยิ่งใหญ่ในโลกผู้บำเพ็ญต่างด่าว่าสวรรค์ไร้ตาพลางตัดสินใจ
เข้าปิดตัวฝึกฝน
แม้แต่ผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างในเขตปีศาจและทะเลตงไห่ก็ไม่เว้น
ต่างพยายามบรรลุขั้นข้ามพิบัติ เมื่อโจวเทียนขึ้นราชบัลลังก์ พบว่า
ขุนนางส่วนใหญ่หายไป เมื่อถามจึงรู้ว่าพวกเขาไปปิดตัวฝึกฝนกัน
หมด
เมื่อท่านเต๋าปู้อวี่ข้ามขั้นเป็นขั้นข้ามพิบัติ โลกผู้บำเพ็ญที่เคย
คึกคักก็เงียบสงบลงชั่วขณะ
ผู้ที่มีความไวต่อความรู้สึกจับได้ถึงบรรยากาศของยุคทองที่
กำลังมาถึง หลังจากการปิดตัวฝึกฝนพร้อมกันครั้งนี้ คงจะมีผู้
บำเพ็ญขั้นข้ามพิบัติเกิดขึ้นไม่น้อย
“ได้ยินว่าทะเลตงไห่มีคำกล่าวว่า ‘เมื่อวาฬสิ้น สรรพชีวิตผลิ
บาน’ ใช้บรรยายสถานการณ์ตอนนี้ได้พอดิบพอดีเลย”
“ไม่ใช่วาฬตายถึงเรียก ‘วาฬสิ้น’ หรอกหรือ ท่านเต๋าปู้อวี่ยังไม่
ตายนี่นา”
“ถือว่าเขาตายแล้วก็ได้”
แน่นอนว่า ‘เงียบสงบ’ ที่กล่าวถึงนี้หมายถึงผู้นำระดับสูงในโลกผู้
บำเพ็ญ ผู้บำเพ็ญที่ยังไม่ถึงขั้นรวมร่างเหล่านั้นไม่ค่อยคุ้นเคยกับ
ท่านเต๋าปู้อวี่ จึงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก
ดินแดนพุทธ
บนผืนทรายที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา เงาร่างหนึ่งพุ่งผ่านท้องฟ้า
นักเดินทางที่ขี่อูฐยังไม่ทันเห็นโฉมหน้าของเงานั้น เงาร่างก็หายวับ
ไปแล้ว ตามมาด้วยเงาร่างอีกหลายคนที่พุ่งผ่านท้องฟ้า ไล่ตามเงา
ร่างแรกอย่างกระชั้นชิด
“เยี่ยจื่อจิน หยุดนะ! วันนี้ถ้าไม่ลงโทษเจ้าตามกฎหมาย ข้าจะมี
หน้าไหนไปพบบรรพบุรุษ!” พระสงฆ์ขั้นสูงที่มีชื่อเสียงในดินแดน
พุทธหลายรูปกำลังไล่ตามศิษย์พี่คนที่สองเยี่ยจื่อจิน ผู้นำคือ
พระภิกษุนามว่าผู่เสวียน
สมแล้วที่เป็นพระภิกษุผู้สำเร็จธรรมชั้นสูง พวกเขาเคยต่อสู้
กับเยี่ยจื่อจินมาไม่ใช่ครั้งสองครั้ง หลังจากต่อสู้กันพักหนึ่ง ในที่สุดก็
ล้อมเยี่ยจื่อจินไว้ได้
“เยี่ยจื่อจิน เจ้าเขียนอะไรลงไปในตำราของบรรพบุรุษ!” บรรดา
พระสงฆ์ขั้นสูงจ้องเยี่ยจื่อจินด้วยความโกรธ
เยี่ยจื่อจินรู้ว่าตัวเองสู้คนพวกนี้ไม่ได้แน่นอน รีบโบกมือห้าม
“เข้าใจผิด เข้าใจผิด อย่าลงมือ อย่าลงมือ พวกเราล้วนเป็นนักบวช
ไม่จำเป็นต้องฆ่าฟันกันเลย”
“ข้าแค่เขียนสองประโยคเท่านั้น พวกท่านอย่าร้อนใจเช่นนี้”
“การเขียนบันทึกข้างๆ คัมภีร์เป็นประเพณีของดินแดนพุทธพวก
เรา พวกท่านยังเขียนบันทึกในตำราของบรรพบุรุษได้ ข้าเยี่ยจื่อจิน
อย่างไรก็นับเป็นพระอรหันต์ ย่อมมีสิทธิ์เขียนบันทึกข้างๆ คัมภีร์
เช่นกัน ไม่มีปัญหาอะไรนี่”
“พวกท่านมักพูดว่าพุทธธรรมกว้างใหญ่ ลึกล ้าจนประมาณ
ไม่ได้ แม้ใช้ชีวิตทั้งชีวิตศึกษาก็เข้าใจได้เพียงผิวเผิน งั้นข้ายกย่อง
หนึ่งประโยคว่า ‘พุทธธรรมไร้ขอบเขต’ ไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม?”
“วงการพุทธของพวกเรายังมักพูดว่า ‘บัดนี้ตื่นรู้ว่าตัวข้าคือข้า
เอง’ ความหมายของประโยคนี้ก็คือบำเพ็ญพุทธธรรม ค้นหาทั้งชีวิต
สุดท้ายคำตอบก็อยู่ที่ตัวเราเอง ถูกไหม?”
“ดังนั้นข้าเขียนว่า ‘พุทธธรรมไร้ขอบเขต หันหลังกลับคือฝั่ง’ ก็
ไม่ผิดนี่”
“พูดเหลวไหล ความหมายของประโยคนี้ชัดเจนว่ากำลังชักชวน
ให้คนอื่นสึก ศิษย์ของโลกหลักเห็นคำพูดของเจ้าแล้ว ถึงกับตื่นรู้
บางอย่าง แล้วสึกไปหมด!”
เยี่ยจื่อจินรีบกล่าว “คำพูดแบบนี้ไม่ควรพูดมั่วๆ นะ นั่นเป็นเพราะ
ความสามารถในการทำความเข้าใจของเขาไม่ดี อย่าโทษที่ข้าเลย”
“ข้าเยี่ยจื่อจินมุ่งมั่นสู่พุทธะ เรื่องนี้ในดินแดนพุทธของพวกเรารู้
กันทั่ว จะไปชักชวนให้คนสึกได้อย่างไร?”
พระสงฆ์ขั้นสูงหลายรูปได้ยินดังนั้นก็โกรธมาก ‘ทุกคนรู้กันทั่ว’
อะไรกัน นั่นมันชัดๆ ว่าทุกคนอยากตั้งป้ายหลุมศพให้เจ้าต่างหาก!
“แล้วที่เจ้าเอาตำรา ‘วิชายืดเส้นผม’ ที่ทำให้ผมยาวได้ไปวางไว้
ข้างๆ คัมภีร์มีความหมายอะไร?”
“อ๋อ อันนั้นเหรอ นั่นเป็นของข้า พวกท่านเจอมันหรือ คืนให้ข้า
ได้ไหม?”
“อย่าถือสาข้ามากนะ แต่ดูพวกท่านโกรธบ่อยๆ การบำเพ็ญจิต
ทุกวันนี้ไม่ค่อยได้ผลนะ ลองดูอาจารย์ข้าสิ นั่นแหละคือการบำเพ็ญ
จิตขั้นสูงสุด ทุกวันร่าเริงแจ่มใส ตอนนี้ยังข้ามขั้นเป็นขั้นข้ามพิบัติ
แล้วด้วย”
อาจารย์ผู่เสวียนได้ยินเยี่ยจื่อจินพูดถึงท่านเต๋าปู้อวี่ข้ามขั้นเป็น
ขั้นข้ามพิบัติอีกครั้ง เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน เขากับท่านเต๋าปู้อวี่เป็น
คนรุ่นเดียวกัน ไม่คิดว่าท่านเต๋าปู้อวี่จะก้าวหน้าเขาไปก่อน
ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกโกรธ ลมปราณปั่นป่วนอย่างรุนแรง กัดฟันกรอด
ท่องคัมภีร์
“ลมปราณนี้ เขากำลังจะข้ามขั้นเป็นขั้นข้ามพิบัติแล้ว!” พระ
อาจารย์ท่านอื่นสังเกตเห็นลมปราณของอาจารย์ผู่เสวียนที่ปั่นป่วน ดี
ใจเหลือเกิน รีบล้อมวงเป็นวงกลม ปกป้องอาจารย์ผู่เสวียน
เยี่ยจื่อจินกระตุกหางตา
“แย่แล้ว พูดแค่สองประโยคก็จะข้ามขั้นแล้วเหรอ? การข้ามขั้น
เป็นขั้นข้ามพิบัติง่ายขนาดนี้เลยหรือ?”
เยี่ยจื่อจินฉวยโอกาสตอนที่อาจารย์ผู่เสวียนข้ามพิบัติ พระสงฆ์
ขั้นสูงท่านอื่นกำลังปกป้อง ไม่มีใครสนใจเขา จึงรีบหนีออกจาก
ทะเลทรายนี้
“ต้องหาที่ที่อาจารย์ผู่เสวียนจะไม่พบ พูดไปแล้ว เมื่อเขาข้ามขั้น
เป็นขั้นข้ามพิบัติแล้ว คงไม่ถึงกับมาตามหาศิษย์น้อยอย่างข้าแล้ว
กระมัง ถ้าจะตามหาก็ควรตามหาอาจารย์สิ”
เยี่ยจื่อจินพนมมือเดียวไว้ที่อก ทั่วร่างแผ่รัศมีแห่งความสงบสุข
ดูเหมือนพระอรหันต์จริงๆ “อาจารย์ คงเป็นเพราะท่านข้ามขั้นเป็นขั้น
ข้ามพิบัติแล้ว หาคู่ต่อสู้ยากเย็น ศิษย์เป็นห่วงว่าท่านจะเหงาเกินไป
จึงหาคู่ต่อสู้มาให้ท่าน พร้อมทั้งเพิ่มแรงกดดันให้ท่านสักหน่อย พวก
เราเป็นศิษย์กับอาจารย์กัน ไม่ต้องกล่าวคำขอบคุณหรอกนะ”
ลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจวไม่รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงในโลกภายนอก
พวกเขาก็ไม่สนใจ วิทยายุทธ์ของทั้งสองคนยังต ่า เป็นเพียงคนตัว
เล็กๆ ไม่จำเป็นต้องรู้มากขนาดนั้น
สิบวันในคุกของทั้งสองคนผ่านไปอย่างสะดวกสบาย ปัญหา
หลังคารั่วได้รับการซ่อมแซมอย่างรวดเร็วโดยเจ้าหน้าที่เมืองเยว่ที่
เชี่ยวชาญวิชาธาตุดิน เสาที่พังระหว่างการต่อสู้ก็ได้รับการซ่อมแซม
โดยเจ้าหน้าที่ที่เชี่ยวชาญวิชาธาตุไม้
“ไม่คิดว่าจะมีวิชาที่สะดวกขนาดนี้” ลู่หยางได้เห็นกระบวนการ
ซ่อมแซมคุกทั้งหมด สมกับคำว่าชำนาญศิลป์เฉพาะทาง แม้ว่าวิทยา
ยุทธ์ของเขาจะสูงกว่าเจ้าหน้าที่เหล่านี้ แต่ในเรื่องเทคนิคการสร้าง
คุก เขาสู้พวกนั้นไม่ได้เลย
เขาเพียงแค่วาดคุกใต้ดินได้ แต่ไม่มีแม้แต่ประตู
เวลาบำเพ็ญมีกลไกช่วย เพิ่มการควบคุมพลังวิเศษภายใน
ร่างกาย
เรื่องอาหารก็ไม่ต้องกังวล แม้ท่านเซียนบรรพกาลจะได้รับการ
ปล่อยตัวโดยไม่มีความผิด แต่ไม่ได้กลับสำนักเวิ่นเต๋า กลับอยู่ที่เมือง
เยว่ ทุกวันส่งอาหารมาให้ทั้งสอง อาหารเหล่านั้นล้วนเป็นอาหารจาก
โรงเตี๊ยมที่ดีที่สุดในเมืองเยว่ ร้านอวี้ฝู่โหลว
“ท่านปู่ ท่านสิ้นเปลืองเกินไปแล้ว” ลู่หยางรู้สึกเกรงใจอยู่บ้าง
แม้ว่าเขาจะรู้ว่าหินวิเศษจำนวนนี้ไม่มีความหมายอะไรสำหรับท่าน
เซียนบรรพกาล
ท่านเซียนบรรพกาลไม่ขาดหินวิเศษ ตรงกันข้าม เขาถือได้ว่า
ร ่ารวยมหาศาล สำนักเวิ่นเต๋ามีระบบเกษียณ อาจารย์อาวุโสที่
เกษียณแล้วจะได้รับหินวิเศษทุกปี
นั่นหมายความว่าท่านเซียนบรรพกาลมีเงินบำนาญ 120,000 ปี
ที่ยังไม่ได้รับ ลองจินตนาการว่านี่เป็นจำนวนหินวิเศษมหาศาล
เพียงใด ในบรรดาผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่าง ไม่มีกี่คนที่รวยกว่าท่านเซียน
บรรพกาล
สิบวันผ่านไป ทั้งสองออกจากการเข้าภวังค์ในคุก และพาเซียน
บรรพกาลกลับสำนักเวิ่นเต๋า