ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 825 คุณชายใหญ่เมิ่งกลับบ้าน
ลู่หยางอยากพูดแต่ก็หยุดไว้ อยากบอกว่าฉลองพระองค์นี้ดู
แปลกๆ
“เซียนน้อย ท่านแน่ใจหรือว่าที่ท่านปักบนฉลองพระองค์คือตัว
ท่านและศิษย์พี่ใหญ่?” ลู่หยางมองฉลองพระองค์ ไม่แน่ใจจริงๆ ว่าคน
สองคนบนฉลองพระองค์คือใคร
“ใช่สิ นี่ก็มีชื่อเขียนไว้นี่นา” เซียนอมตะก้มลงชี้ไปที่สองจุดบน
ฉลองพระองค์พลางพูด
ลู่หยางคิดในใจว่าโชคดีที่ท่านเขียนชื่อไว้ ไม่งั้นถ้าท่านบอกว่าที่
ปักบนฉลองพระองค์คือข้ากับเมิ่งเฒ่า ข้าก็คงเชื่อ “หยางน้อย เจ้า
เองก็พูดไม่ใช่หรือ ฉลองพระองค์แต่ไหนแต่ไรปักผู้แข็งแกร่งที่สุด ถ้า
พูดว่าใครในโลกผู้บำเพ็ญปัจจุบันแข็งแกร่งที่สุด ก็ต้องเป็นข้ากับ
เด็กอวี้สิ!” เซียนอมตะยืดอกพูดอย่างเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
“ทำไมต้องเรียกข้าว่าหยางน้อยด้วย?”
เซียนอมตะทำหน้าสงสัย “มีปัญหาอะไรหรือ ข้าได้ยินว่าฮ่องเต้
เรียกคนรอบข้างแบบนี้นี่”
ลู่หยาง: “…”
ช่างเถอะ ไม่จำเป็นต้องอธิบายเรื่องซับซ้อนพวกนี้กับเซียนน้อย
“งั้นข้าขอปรับแต่งรูปของท่านและศิษย์พี่ใหญ่บนฉลองพระองค์
เล็กน้อยได้ไหม?” ลู่หยางแทบไม่กล้ามองรูปสองคนบนฉลองพระองค์
“ได้สิ” เซียนอมตะถอดฉลองพระองค์ทันที โยนให้ลู่หยาง
ส่วนตัวเองเปลือยเท้าเล็กๆ วิ่งวนรอบท้องพระโรงกระโดดโลดเต้น
ลู่หยางใช้ความคิดสร้างเส้นทองเส้นเงินและอุปกรณ์อื่นๆ ขึ้นมา
ร้อยด้ายเข้าเข็ม ใบหน้าอันงดงามละเอียดอ่อนของเซียนอมตะก็
ปรากฏขึ้นบนฉลองพระองค์
“อืม… จริงๆ ก็ดีกว่าฝีมือข้าเล็กน้อย” เซียนอมตะยอมรับว่าลู่
หยางเก่งกว่าตัวเองซึ่งเป็นเรื่องหายาก
ลู่หยางไม่หวั่นไหวต่อการยกย่องหรือตำหนิ ปักรูปศิษย์พี่ใหญ่
ต่อ ไม่นาน ใบหน้าของศิษย์พี่ใหญ่ก็ปรากฏบนฉลองพระองค์
ตอนที่ลู่หยางกำลังจะยกย่องเซียนอมตะสักสองประโยคเพื่อ
รักษาตำแหน่งมหาอำมาตย์ใหญ่ของตน รอยแยกหนึ่งก็ปรากฏใน
ห้วงจิต นั่นคือศิษย์พี่ใหญ่
นางเหลือบมองลู่หยางที่กำลังถือเข็มด้าย และฉลองพระองค์บน
ตักของลู่หยาง หางตากระตุกซึ่งเป็นเรื่องหายาก
“ศิษย์น้อง เจ้า…”
ลู่หยางตกใจรีบลุกขึ้น แก้ตัว “ไม่เกี่ยวกับข้านะ ทั้งหมดเป็น
เซียนน้อยสั่งให้ข้าทำ!”
“อ้าว ไม่ใช่เจ้าเองหรือที่เสนอให้ปักข้ากับเด็กอวี้บนฉลอง
พระองค์?”
“เซียนน้อย อย่าพูดส่งเดชสิ ข้าไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น”
ฟังศิษย์น้องกับเซียนน้อยผลัดกันโยนความรับผิดชอบ อวี้จือพอ
จะเข้าใจเรื่องราว “ท่านผู้อาวุโสเซียนน้อย ท่านเคยคิดจะเปลี่ยน
รูปแบบฉลองพระองค์บ้างไหม?” อวี้จือแนะนำอย่างมีน ้าใจ เตือน
อย่างอ้อมๆ ว่าสิ่งนี้ไม่ค่อยเหมือนฉลองพระองค์
“เปลี่ยนรูปแบบ?” เซียนอมตะคิดครู่หนึ่ง เข้าใจอย่างรวดเร็ว
“เจ้าหมายความว่าข้าเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดในยุคปัจจุบัน บน
ฉลองพระองค์ปักแค่ข้าก็พอสินะ!”
อวี้จือถอนหายใจเบาๆ “ช่างเถอะ ปล่อยให้ฉลองพระองค์เป็น
แบบนี้ก็แล้วกัน”
อย่างไรก็ตาม ในห้วงจิตก็ไม่มีคนอื่น เซียนน้อยอยากแต่งตัว
แบบไหนก็ตามใจเถอะ
หลังจากอวี้จือจากไป เซียนอมตะสวมฉลองพระองค์อย่างตื่นเต้น
หมุนตัวด้วยความสุข โอ้อวดกับหยางน้อย “เป็นไงบ้าง เป็นไงบ้าง ดู
ดีไหม?”
หยางน้อยก้มตัวคำนับ “ฝ่าบาทมีความงดงามตามธรรมชาติ
ฉลองพระองค์เป็นเพียงสิ่งที่เสริมโฉมของท่านเท่านั้น”
•
ในอดีต การไปเขตปีศาจหรือทะเลตงไห่ ต้องหาคนที่เคยไปเพื่อ
ถามเกี่ยวกับสภาพท้องถิ่น แต่ครั้งนี้มีคนท้องถิ่นอย่างเมิ่งจิ่งโจวพา
ไป ลู่หยางจึงไม่จำเป็นต้องไปถามใครอีก
“น่าเสียดายที่ศิษย์น้องเถาและคนอื่นๆ ไปปราบลัทธิอู่ชิงกัน
หมดแล้ว”
แต่เดิมลู่หยางยังอยากชวนเถาเหยาเยี่ย หม่านกู่ไปดินแดนพุทธ
แต่หลังจากสอบถามจึงรู้ว่าลัทธิอู่ชิงมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ตอนนี้สำนักเวิ่นเต๋าแทบไม่มีคนว่าง มีคนไหนก็ดึงคนนั้นไปจัดการ
เรื่องที่เหลือของลัทธิอู่ชิง
หลี่หาวเหรินไม่ได้ออกไปข้างนอก เขากำลังมุ่งมั่นศึกษาวิชา
หลอมวัตถุวิเศษ ไม่สะดวกที่จะรบกวน
ม้าแก่พาสองคนไป ใช้เวลาเพียงสองวัน ก็มาถึงเมืองหลวง
เมืองหลวงในฐานะเมืองที่ใหญ่ที่สุดของแคว้นต้าเซี่ย หรือแม้แต่
โลกผู้บำเพ็ญทั้งหมด มีขนาดใหญ่เกินจินตนาการ ลู่หยางอยู่
ห่างไกลจากเมืองหลวงมาก ก็เห็นเงาดำขนาดใหญ่หลายเงาของ
เมืองหลวง นั่นคือภูเขาในเมืองหลวง
แม่น ้ากว้างหลายร้อยจั้งแบ่งเมืองหลวงออกเป็นสองส่วน ทำให้
เมืองหลวงมีเมืองใต้และเมืองเหนือ
นี่เป็นครั้งที่สองที่ลู่หยางมาเมืองหลวง แต่ก็ยังรู้สึกตื่นตาตื่นใจ
ที่ประตูเมือง ลู่หยางเห็นผู้บำเพ็ญจากเผ่าปีศาจ เผ่าทะเล และ
ดินแดนพุทธมากมาย เสื้อผ้าและรูปลักษณ์ของพวกเขาแตกต่างจาก
ผู้บำเพ็ญในดินแดนกลางอย่างมาก สามารถแยกแยะได้ด้วยตาเปล่า
ผู้บำเพ็ญเหล่านี้หาได้ยากในเมืองอื่นๆ แต่ในเมืองหลวงกลับมีอยู่
ทั่วไป
ผู้บำเพ็ญที่สามารถมาจากทวีปอื่นถึงแคว้นต้าเซี่ยได้ ล้วนมี
วิทยายุทธ์อย่างน้อยขั้นทารกแรกกำเนิด
ทหารที่ประตูเมืองเห็นบัตรประจำตัวของเมิ่งจิ่งโจว ม่านตาหด
เล็กลงทันที
คุณชายเมิ่งคนนั้นกลับมาเมืองหลวงแล้ว?!
ทหารมองรถม้าเข้าเมืองไป ด้วยจรรยาบรรณของอาชีพ จึงไม่ได้
รายงานเรื่องที่เมิ่งจิ่งโจวเข้าเมือง
เมิ่งจิ่งโจวไม่ใช่ผู้ต้องหาที่ถูกประกาศจับ ไม่จำเป็นต้องรายงาน
คนที่มาเมืองหลวงพร้อมกับคุณชายเมิ่ง คือศิษย์ของท่าน
เต๋าปู้อวี่ที่เลื่องลือหรือ?
รถม้าหยุดที่หน้าคฤหาสน์ที่มีป้าย “คฤหาสน์ตระกูลเมิ่ง” แขวน
อยู่ มุมขวาล่างของป้ายเขียนชื่อหนึ่ง – เจียงผิงอัน
ฮ่องเต้รุ่นแรกของแคว้นต้าเซี่ยเป็นผู้เขียนป้ายนี้ให้คฤหาสน์
ตระกูลเมิ่ง ซึ่งมีค่าไม่ต่างจากป้ายยกเว้นโทษประหาร
“มาถึงแล้ว นี่คือบ้านข้า” เมิ่งจิ่งโจวกระโดดลงจากรถม้า เห็น
ประตูใหญ่ที่ไม่ได้เห็นมานาน รู้สึกสะเทือนใจมาก
ชั่วพริบตาหนีออกจากบ้านมาเกือบหกปีแล้ว ในที่สุดก็ได้
กลับมา
“นี่คือบ้านเจ้า?!” ลู่หยางลงจากรถ เห็นประตูใหญ่ของคฤหาสน์
ตระกูลเมิ่งสูงเหมือนประตูสวรรค์ในตำนาน บานประตูสีแดงสดสลัก
ลวดลายซับซ้อนและงดงาม ที่ประตูมีสิงโตหินสองตัวคาบลูกหินใน
ปาก ดูเหมือนมีชีวิตจริงๆ ขั้นบันไดทำจากหินวิเศษชั้นดีที่สุด ขอบ
ขั้นบันไดสลักเป็นรูปเมฆมงคลและสัตว์มงคล
แม้แต่ประตูวังหลวงก็คงไม่ต่างกัน
แถมเขายังเห็นภูเขาในเมืองหลวงจากระยะไกล หนึ่งในนั้นอยู่ใน
คฤหาสน์ตระกูลเมิ่ง
“ป้ายนี้เขียนโดยฮ่องเต้รุ่นแรกของแคว้นต้าเซี่ยหรือ?” ลู่หยาง
สังเกตเห็นผู้เขียนป้าย ตระกูลเมิ่งมีคุณสมบัติพอที่จะได้รับสิ่งนี้จริงๆ
ในเมื่อพวกเขาเคยเป็นอีกหนึ่งขุมพลังใหญ่ที่แข่งกับฮ่องเต้แคว้นต้า
เซี่ยเพื่อยึดครองโลก
“มีอะไรนักหนา ป้ายวังหลวงยังเป็นบรรพบุรุษบ้านข้าเขียนเลย”
ยามสองคนที่ประตูเห็นเมิ่งจิ่งโจวลงจากรถม้า ตื่นเต้นจนพูดติด
อ่าง ยามคนหนึ่งรีบวิ่งเข้าไปรายงานเจ้าบ้าน “คุณ… คุณชายกลับ
มาแล้ว!”
“โอ้โฮ ยังเป็นพวกเจ้าสองคนเฝ้าประตูอยู่เหรอ” เมิ่งจิ่งโจวดู
เหมือนจะรู้จักยามสองคนนี้
แต่ก่อนเขามองไม่ออกว่ายามสองคนนี้มีวิทยายุทธ์ระดับไหน แต่
ตอนนี้มองออกแล้ว พวกเขาล้วนเป็นผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างระยะปลาย
ยามที่เหลืออยู่ยิ้มอย่างเขินอาย “คุณชายพูดเล่นแล้ว เพิ่งผ่าน
ไปสองสามปี จะให้ทุกคนเป็นเหมือนคุณชายได้อย่างไร วิทยายุทธ์
เพิ่มขึ้นเร็วขนาดนี้”
เมิ่งจิ่งโจวกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง สีหน้าเปลี่ยนไป รู้สึกถึงแรง
กดดันที่น่ากลัวแผ่ขยายมาจากคฤหาสน์ตระกูลเมิ่ง
“ไอ้ลูกชาย ในที่สุดก็กลับมาแล้วสินะ!”
ชายวัยกลางคนคนหนึ่งปรากฏตัวตรงหน้าลู่หยางทั้งสองอย่าง
กะทันหัน ลู่หยางยังมองไม่ทันเห็นว่าชายวัยกลางคนผู้นี้ปรากฏตัว
อย่างไร
“ทะ… ท่านพ่อ ข้ากลับมาแล้ว” เมิ่งจิ่งโจวไม่กล้ามองหน้าพ่อ
ด้วยความรู้สึกผิด
เห็นลูกชายที่ไม่ได้พบมานาน เมิ่งโป่เทียนหัวเราะฮ่าๆ ตบไหล่
เมิ่งจิ่งโจว
“ดี กลับมาก็ดีแล้ว”
เมิ่งจิ่งโจวได้ยินน ้าเสียงปกติของพ่อ คงจะให้อภัยเขาจริงๆ แล้ว
ในที่สุดก็กล้าเงยหน้ามองพ่อตรงๆ เรียก “ท่านพ่อ” อย่างจริงใจ
“เรื่องอัปยศในครอบครัวไม่ควรเปิดเผยให้คนนอกรู้ ที่เจ้า
กลับมารับการลงโทษ พ่อรู้สึกปลื้มใจมาก”