ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 832 สามัคคีคือพลัง
“เป็นไงบ้างน้องสาว เรียนรู้อะไรไปบ้างหรือยัง?” เมิ่งจิ่งโจวกระ
โดดขึ้นไปบนยอดไม้ ดื่มน ้าผลไม้ที่เมิ่งจิ่งอวี้เตรียมไว้จนหมดในอึก
เดียว
เมิ่งจิ่งอวี้มองพี่ชายด้วยสีหน้าน้อยใจ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า
“ทำไมพวกเราไม่เปิดเดิมพันพนันล่ะ เดิมพันว่าหนิงฟานจะชนะ?”
เมิ่งจิ่งโจวโบกมือ “ตระกูลเมิ่งของพวกเราแม้จะสมรู้ร่วมคิดกับ
ทางการ แต่ก็ไม่อาจทำเรื่องผิดกฎหมายได้”
วิชากระบี่ของหุ่นไม้เล็กชำนาญอย่างยิ่ง ซุนฉวนเซียนเคยเห็นผู้
ฝึกฝนกระบี่มามากมาย แต่ไม่เคยเห็นผู้ฝึกฝนกระบี่คนใดมีทักษะ
เช่นนี้มาก่อน
“มังกรน ้าแข็งออกทะเล!” ซุนฉวนเซียนตะโกนเสียงดัง สร้าง
มังกรน ้าแข็งสองตัว มังกรน ้าแข็งพ่นลมหายใจ พื้นดินกลายเป็น
น ้าแข็ง แม้แต่ใบไม้บนยอดไม้ก็ถูกปกคลุมด้วยน ้าแข็งเป็นชั้นบางๆ
หุ่นไม้เล็กยังคงส่งเสียงเฮ่ฮ่าฮ่าแกว่งดาบไม้เล็ก สร้างอาณาเขต
กระบี่อย่างตื้นๆ รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นลมหายใจมังกรหรือความเย็นจัด
ไม่สามารถทำอันตรายต่อมันได้!
“หนิงฟาน ไม่คิดว่าเจ้าจะซ่อนความสามารถนี้ไว้!” ความ
ประทับใจของซุนฉวนเซียนที่มีต่อหนิงฟานเปลี่ยนไป เขาเคยต่อสู้
กับหนิงฟานมาหลายครั้ง แต่หนิงฟานไม่เคยเปิดเผยตัวตนว่าเป็น
ช่างหุ่นกลมาก่อน กระทั่งบนเวทีประลอง ยังใช้รูปลักษณ์น่ารักของ
หุ่นกลหลอกล่อเขา ช่างมีเล่ห์เหลี่ยมลึกล ้าเหลือเกิน!
หนิงฟานก็ประหลาดใจเช่นกัน ไม่คิดว่าหุ่นไม้เล็กจะเก่งกาจถึง
เพียงนี้ ห้าแสนที่จ่ายไปคุ้มค่าจริงๆ
“ดูเหมือนคู่แข่งที่สำคัญที่สุดของข้าในการแข่งขันครั้งนี้คือเจ้า!
มีความสามารถเช่นนี้ แม้แต่ลู่หยางเจอเข้าคงต้องเผชิญการต่อสู้ที่
ยากลำบาก!”
การแข่งขันรอบสองดำเนินไปพร้อมกัน ซุนฉวนเซียนสังเกตเห็น
ว่าลู่หยางที่ถูกมัดอยู่บนเก้าอี้คอยจับตาดูทางนี้ตลอด แสดงว่าเขาก็
ให้ความสนใจกับวิชาหุ่นกลของหนิงฟานเช่นกัน!
ลู่หยางยึดถือหลักการที่ว่าได้เงินเท่าไหร่ ก็ให้บริการคุ้มค่า
เท่านั้น เมื่อหนิงฟานจ่ายห้าแสนหินวิเศษ ตนเองก็ต้องให้บริการที่
คุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายห้าแสน จึงควบคุมร่างแยกหุ่นไม้อย่างจริงจัง
“ฟัน!”
หุ่นไม้เล็กส่งเสียงแผ่วเบา ตัดหัวมังกรน ้าแข็งทั้งสองตัว จากนั้น
พุ่งเข้าชนซุนฉวนเซียนราวกับค้อนเล็กๆ ส่งเขากระเด็นออกนอก
พื้นที่การแข่งขัน
“หนิงฟานชนะ!”
“ชนะจริงเหรอ?” หนิงฟานดีใจจนยิ้มกว้าง
เขากำลังจะเก็บหุ่นไม้ ก็เห็นหุ่นไม้เล็กวิ่งเข้าไปในฝูงชน จนหา
ร่องรอยไม่พบ
บริการมูลค่าห้าแสนสิ้นสุดลงแค่นี้
อีกคู่หนึ่งในรอบสองก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ได้แก่อันหนานเอ่อร์
หลานสาวของแม่ทัพประจำเมืองหลวง กับลั่วอู่ซวงบุตรชายของ
เสนาบดีกรมทหาร
“ท่านอัน ไม่คิดว่าเราจะมาพบกันที่นี่” ลั่วอู่ซวงสวมเกราะ ถือ
หอกด้ามใหญ่ ดูราวกับแม่ทัพน้อยที่ฝ่าสนามรบมา สง่างามน่าเกรง
ขาม
“น่าเสียดายที่ครั้งนี้ข้าไม่อาจเกรงใจท่านได้อีก บิดาสั่งให้ข้า
ต้องเอาชนะลู่หยางให้ได้ เพื่อล้างความอัปยศที่เขาพ่ายแพ้ต่อท่าน
เต๋าปู้อวี่!”
อันหนานเอ่อร์มีสีหน้าเรียบเฉย กำไลหยกสองวงบนข้อมือนาง
ขยายใหญ่ขึ้น กลายเป็นห่วงหยกสองวงที่ส่งเสียงหึ่งๆ ในอากาศ
“บังเอิญจัง ท่านปู่ของข้าก็กำชับข้าว่า ต้องเรียกลู่หยางเป็นพี่
ใหญ่ให้ได้ การต่อสู้ครั้งนี้ข้าจำเป็นต้องชนะ!”
ลู่หยางที่เป็นรางวัลได้ยินคำพูดนี้ กำลังจะตะโกนว่า “ถ้าจะเรียก
พี่ใหญ่ก็ไม่จำเป็นต้องแข่งขัน” แต่เพียงแค่เห็นเมิ่งจิ่งโจวราวกับ
คาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่าลู่หยางจะพูดอะไร ก็รีบวิ่งมาอุดปากลู่หยาง
ด้วยผ้าเช็ดหน้า
ล้อเล่นเหรอ จะปล่อยให้เจ้าฉกทุกโอกาสดีๆ ไปหมดน่ะหรือ?
นี่เป็นการต่อสู้ที่ไม่เท่าเทียมกัน ลั่วอู่ซวงมีวิทยายุทธ์ขั้นแปลง
ร่างเซียนขั้นต้น ในขณะที่อันหนานเอ่อร์มีเพียงขั้นทารกแรกกำเนิด
ขั้นสูงสุด คนหนึ่งเป็นอัจฉริยะด้านการต่อสู้ที่ไร้คู่แข่ง อีกคนเป็นผู้มี
ลางบอกเหตุตั้งแต่กำเนิด หากระดับขั้นเท่ากัน ทั้งสองฝ่ายคงต่อสู้กัน
ได้อย่างสนุก แต่หากระดับขั้นห่างกันหนึ่งขั้น ก็ไม่มีอะไรให้ต่อสู้อีก
แล้ว
ทั้งสองมองตากันและกัน ราวกับต่างฝ่ายต่างตัดสินใจบางอย่าง
และพูดพร้อมกันว่า
“ท่านอัน ข้าเหนือกว่าท่านด้วยระดับขั้น ถึงแม้จะชนะ ท่านคงไม่
ยอมรับ ตอนนี้ข้าจะลดระดับขั้นลง ด้วยวิธีนี้ หากท่านแพ้ ก็จะยอมรับ
ด้วยใจอย่างแท้จริง” ขณะพูด ลั่วอู่ซวงประสานมือ จำกัดตัวเอง ลด
ระดับลงมาเป็นขั้นทารกแรกกำเนิดขั้นสูงสุด
“ท่านลั่ว อย่าคิดว่าข้าต ่ากว่าท่านหนึ่งระดับแล้วท่านจะชนะแน่
ที่จริงแล้ว ข้าผ่านเข้าสู่ขั้นแปลงร่างเซียนมานานแล้ว แต่ก่อนหน้านี้
เพียงแค่ผนึกวิทยายุทธ์ไว้เท่านั้น” อันหนานเอ่อร์ขีดที่หว่างคิ้ว พลัง
พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ชั่วพริบตาก็บรรลุถึงขั้นแปลงร่างเซียน
ลั่วอู่ซวง: “……”
อันหนานเอ่อร์: “……”
สถานที่นั้นตกอยู่ในความเงียบสงัดราวกับความตาย อันหนาน
เอ่อร์เป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน ทำลายสถานการณ์ชะงักงัน
“ท่านจะกลับไปสู่ขั้นแปลงร่างเซียนหรือไม่?”
ลั่วอู่ซวงเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “……ต้องใช้เวลาหนึ่งชั่ว
ยาม หรือว่าท่านจะผนึกวิทยายุทธ์อีกครั้ง?”
“หลังจากปลดผนึกวิทยายุทธ์แล้ว ต้องใช้เวลาสองชั่วยามจึงจะ
ผนึกใหม่ได้”
ทั้งสองฝ่ายตกอยู่ในความเงียบอันยาวนานอีกครั้ง พวกเขาไม่
อาจให้ทุกคนรอแห้งๆ ที่นี่เป็นเวลาหนึ่งชั่วยามได้
“ท่านลั่ว ขออภัยด้วย!” อันหนานเอ่อร์ตัดสินใจ แม้ว่าการใช้
ระดับขั้นที่เหนือกว่าข่มคนจะไม่ตรงกับความตั้งใจของนาง แต่ตอนนี้
มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น
“เฮ้ย รอก่อน……” ลั่วอู่ซวงไม่คิดว่าอันหนานเอ่อร์จะตัดสินใจ
เด็ดขาดเช่นนี้ เขายังไม่ทันได้ตอบสนอง ห่วงหยกสองวงด้านหลัง
ของอันหนานเอ่อร์ก็พุ่งเข้ามาโจมตี ส่งเขากระเด็นไปไกล
“อันหนานเอ่อร์ชนะ!”
อีกด้านหนึ่ง จงอี้บุตรชายของเลขาธิการกลางที่ทุกคนฝาก
ความหวังไว้ กำลังเผชิญกับคู่ต่อสู้ที่ยากลำบากอย่างยิ่ง
“นั่นใครกัน เก่งจังเลย ดูเหมือนจงอี้จะแพ้แล้ว”
“คงเป็นลูกนอกสมรสของตระกูลไหนสักแห่ง ซ่อนตัวไม่อยาก
พบผู้คน”
จงอี้ถูกคู่ต่อสู้โจมตีจนกระเด็น ถอยหลังหลายก้าวจึงทรงตัวได้
เขาหอบหายใจมองคู่ต่อสู้อย่างจริงจัง “ไม่คิดว่าในเมืองหลวงจะมี
ยอดฝีมือเช่นท่าน ซ่อนตัวลึกมาก ท่านคือผู้ใดกัน ทำไมข้าไม่เคย
พบท่านมาก่อน!”
คู่ต่อสู้ดูเหมือนเป็นชายหนุ่มวัยใกล้เคียงกับจงอี้ เมื่อได้ยิน
คำถามของจงอี้ สีหน้าของชายหนุ่มดูเหมือนจะกระอักกระอ่วน
อธิบายอย่างช้าๆ
“ที่จริงแล้ว ข้าเป็นเพียงผู้บำเพ็ญจากต่างถิ่น ได้ยินว่าป่าลั่ว
เทียนในเมืองหลวงมีชื่อเสียงมาก จึงแวะมาดู แล้วพวกท่านก็ปรากฏ
ตัว ผลักข้าเข้าไปในฝูงชน ข้าเห็นว่าเดินออกไปตอนนี้คงไม่
เหมาะสม จึงไม่กล้าเดินออกไป คนนามสกุลเมิ่งนั่นยังบังคับให้ข้าจับ
สลาก หลังจากจับแล้ว ข้าก็มึนๆ เริ่มต่อสู้ แล้วก็พบกับท่าน”
“ข้าอยู่ในขั้นรวมร่าง”
จงอี้: “……”
ท่านอยู่ในขั้นรวมร่างแล้ว ท่านยังมีหน้ามาต่อสู้กับพวกเราคน
หนุ่มกลุ่มนี้ได้อย่างไร มีความละอายใจบ้างหรือไม่?
ชายหนุ่มขั้นรวมร่างตบท้ายทอย หัวเราะฮ่าๆ “หากมีความ
ละอายใจ ก็คงบำเพ็ญไม่ถึงขั้นรวมร่างใช่ไหมล่ะ?”
จากนั้นก็จากไปอย่างสง่างาม โดยไม่ทิ้งแม้แต่ชื่อเอาไว้
“จงอี้ชนะ!”
จงอี้แข็งแกร่งอย่างน่าตกใจ เขาเอาชนะคู่ต่อสู้มาตลอดทาง และ
ในรอบชิงชนะเลิศก็ได้พบกับอันหนานเอ่อร์ หลังจากผ่านการต่อสู้
สามร้อยกระบวนท่า ในที่สุดก็เอาชนะอันหนานเอ่อร์ได้
“ขอแสดงความยินดีกับท่านจงอี้ที่ได้รับชัยชนะ” เมิ่งจิ่งโจวยิ้ม
และปรบมือ หลีกทางให้เห็นลู่หยางที่ถูกมัดอย่างแน่นหนาอยู่
ด้านหลัง
“ตอนนี้ไม่ว่าท่านจงอี้จะต้องการท้าทายลู่หยางหรือจะเป็นพี่น้อง
กับเขาก็ได้ทั้งนั้น”
ความจริงไม่จำเป็นต้องถาม เมิ่งจิ่งโจวมองออกว่าในแววตาของ
จงอี้มีไฟแห่งการต่อสู้ลุกโชน เขาต้องการท้าทายลู่หยางอย่าง
แน่นอน
แต่เพียงแค่ขั้นแปลงร่างเซียนขั้นต้นจะสามารถเอาชนะลู่หยางได้
หรือ?
จงอี้ไม่ได้ตอบโดยตรง แต่กล่าวด้วยน ้าเสียงหนักแน่น “บรรพ
บุรุษฟันฝ่าขวากหนาม สืบทอดต่อกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่า สร้างระบบ
การบำเพ็ญให้แก่อนุชนรุ่นหลัง ในช่วงปลายแคว้นต้าอวี๋ ตระกูลเจียง
ได้ก่อตั้งขึ้น นำกองทัพนับพันนับหมื่น สถาปนาราชวงศ์ต้าเซี่ย นี่
แสดงให้เห็นว่าบางเรื่องอาศัยเพียงคนเดียวไม่อาจทำสำเร็จได้ ความ
สามัคคีต่างหากคือพลัง”
จงอี้ชี้นิ้วไปที่ลู่หยาง กล่าวอย่างหนักแน่น “ข้าเลือกที่จะรุมลู่
หยาง!”