ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 863 ลู่หยาง เจ้านี่มัน มีวาสนารักใคร่...
“พ่อจะเลือกปลอมตัวเป็นสามัญชนต่อ หรือจะกลับมาเป็นฮ่องเต้
ดี?” เจียงชุนถาม
ฮ่องเต้นึกถึงประสบการณ์ในหลายวันที่ผ่านมา ไม่ก็ถูกลู่หยาง
ตะโกนว่าจะประหารทั้งตระกูลเก้าชั่วโคตร ไม่ก็ถูกลากไปก่อกบฏ
เขารู้สึกว่าเป็นฮ่องเต้จะมั่นคงกว่า
“กลับดีกว่า กระดูกชราๆ ของข้าทนการวุ่นวายไม่ไหวแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจียงชุนก็ดีใจ รีบเช็ดบัลลังก์ฮ่องเต้อย่างเป็น
พิธี แล้วเชิญพระบิดาขึ้นนั่ง
หลังจากกลับคืนสู่รูปลักษณ์เดิม กำลังกายของฮ่องเต้ก็ดูเหมือน
จะลดลงตามไปด้วย แม้แต่การเดินก็ทำให้หอบแฮ่กๆ
แม้แต่นั่งบนเก้าอี้ เขาก็ไม่สามารถนั่งตัวตรงได้ ต้องพิงพนัก
เก้าอี้เท่านั้น
“พระบิดา ท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหม” เจียงชุนตกใจอย่างมาก เมื่อ
เขาจับแขนพระบิดา รู้สึกได้ว่าแขนของพระบิดาแห้งเหี่ยวราวกับ
กระดูกของคนตาย ไร้ซึ่งพลังชีวิต ราวกับฮ่องเต้ที่กำลังหยอกล้อกับ
เขาเมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตา
ฮ่องเต้หายใจติดขัดสองสามครั้ง โบกมือเบาๆ ยิ้มอย่างฝืดเฝื่อน
“ไม่เป็นไร แค่ไม่ได้เคลื่อนไหวมานาน ร่างกายทนไม่ไหวเท่านั้น”
แม้ปากฮ่องเต้จะบอกว่าไม่เป็นไร แต่สีหน้ากลับซีดขาวอย่าง
รุนแรง เบ้าตาลึกโหล มีสภาพเหมือนคนใกล้ตาย ทำให้องค์ชายใหญ่
ปวดใจ
เขามีอายุขัยเหลือน้อยอยู่แล้ว และเพื่อความสนุกในหลายวันที่
ผ่านมา จึงบีบคั้นพลังชีวิตของตัวเองอย่างหนัก สภาพจึงแย่ลงไปอีก
“ชุน ข้าใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว ชีวิตนี้ข้าขอบอกว่าได้ทำตาม
หน้าที่ต่อบรรพบุรุษ ทำดีต่อประชาชน ทำดีต่อประเทศชาติ แต่เพราะ
ข้ามีกำลังจำกัด ไม่ได้ฝึกอบรมพวกเจ้าหลายคนอย่างดี จึงทำให้
น้องชายของเจ้าพวกนั้นมีความคิดอุบาทว์ หากมอบแคว้นต้าเซี่ยให้
พวกมันดูแล แม้จะมีบรรพบุรุษคอยปกป้อง ข้าก็ยังอดห่วงไม่ได้……”
เจียงชุนได้ยินความหมายซ่อนเร้นของพระบิดา จึงพูดอย่างจน
ใจ “ไม่ใช่นะท่านพ่อ ท่านเล่นอย่างนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว จะเล่นซ ้าอีก
ครั้งทำไม?”
น ้าเสียงของฮ่องเต้ทันใดนั้นก็สูงขึ้นหลายระดับ ทั้งร่างดูมี
ชีวิตชีวาขึ้นมาทันที “เฮ้ย! ไอ้เด็กนี่ทำไมดื้อดึงนัก เป็นฮ่องเต้ยังทำ
ให้เจ้าลำบากอีกหรือ?”
“พอแล้วพอแล้ว ไปให้พ้น” ฮ่องเต้โบกมืออย่างรำคาญ ราวกับ
ไล่แมลงวัน ไล่องค์ชายใหญ่ออกไป
“พ่ะย่ะค่ะ”
หลังจากองค์ชายใหญ่และเซียนอมตะออกจากต้าหมิงเตี้ยนแล้ว
ฮ่องเต้ก็กลับสู่สภาพที่ซูบซีดอีกครั้ง แห้งเหี่ยวราวกับต้นไม้ที่เหี่ยว
แห้ง เปลวไฟแห่งชีวิตรางเลือน
เขาพิงบัลลังก์ที่นั่งมาครึ่งชีวิต มองร่างของเจียงชุนที่ค่อยๆ ห่าง
ออกไป เผยรอยยิ้มขมขื่นอย่างจนใจ เสียงอ่อนแรงไร้เรี่ยวแรง
“ชุน ร่างกายของพ่อใกล้จะไปไม่ไหวแล้วจริงๆ……”
“แต่หลายวันนี้พ่อสนุกมากจริงๆ ขอบใจเจ้าด้วย ลู่หยาง……”
……
สวีซิน ขันทีหลี่ และองครักษ์ในวังต่างมองลู่หยางและองค์ชาย
ใหญ่ที่เดินออกมาจากต้าหมิงเตี้ยนด้วยความตกตะลึง
คนที่เข้าไปคือลู่หยางและเซี่ยเทียน แต่คนที่ออกมาคือลู่หยาง
และองค์ชายใหญ่ ฐานะของเซี่ยเทียนจึงชัดเจนอย่างยิ่ง
ลู่หยางและองค์ชายใหญ่ถูกกล่าวหาว่าก่อกบฏ แต่กลับออกมา
อย่างปลอดภัย ฝ่าบาทใจดีต่อองค์ชายใหญ่ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?!
ในพื้นที่จิตวิญญาณ เซียนอมตะหาวหวอดใหญ่
“เล่นเหนื่อยแล้ว ง่วงนอน อยากนอนแล้ว เจ้าหนูหยาง ข้าคืนร่าง
นี้ให้เจ้าละ”
“อา อา?”
ลู่หยางยังไม่ทันตั้งตัว ก็เห็นเซียนอมตะที่สวมฉลองพระองค์ล้ม
ตัวลงนอน ขดตัว หลับอย่างสงบ ส่วนเขาก็ได้กลับมาควบคุมร่างกาย
อีกครั้งหลังจากห่างหายไปนาน
“สหายลู่หยาง มีอะไรหรือ?” เจียงชุนเห็นลู่หยางอึ้งไปชั่วขณะ
“ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร”
“ถ้าอย่างนั้นก็ลาก่อน” เจียงชุนประสานมือกล่าวลาลู่หยาง
“พบกันใหม่”
ลู่หยางได้ร่างกายกลับคืนมา วิญญาณของเขาได้ต่อสู้กับทารก
อมตะในพื้นที่จิตวิญญาณ ทำให้มีการพัฒนาอย่างมหาศาล ปกติ
แล้วควรจะรู้สึกถึงความไม่สอดคล้องกันระหว่างวิญญาณและร่างกาย
บ้าง แต่ลู่หยางกลับรู้สึกว่าวิญญาณและร่างกายของเขาสอดคล้อง
กันอย่างสมบูรณ์แบบ
นั่นหมายความว่าเซียนอมตะคอยช่วยลู่หยางฝึกฝนร่างกาย
ตลอดเวลา และเพิ่มความแข็งแกร่งให้สอดคล้องกับการเติบโตของ
วิญญาณอีกด้วย
“เซียนน้อยยังคงไว้ใจได้เสมอ”
พลังโดยรวมพัฒนาไปอีกขั้น ลู่หยางรู้สึกสบายใจอย่างยิ่ง เขา
กลับไปที่คฤหาสน์ตระกูลเมิ่ง เปิดประตูห้อง ก็เห็นเอ้าหลิงทั้งสามคน
มองมาที่เขาพร้อมกัน ดวงตาของพวกนางเปล่งประกายสีเขียว ราว
กับมองเห็นเหยื่อ
ลู่หยางนึกขึ้นได้ทันใด ในห้องของเขายังมีกึ่งเซียนยุคโบราณ
สามคนอาศัยอยู่!
เซียนน้อย ขอให้เจ้ากลับมาควบคุมร่างของข้าอีกเถอะ
สถานการณ์แบบนี้ข้ารับมือไม่ไหวจริงๆ
“ศิษย์พี่กลับมาแล้วหรือ?” เอ้าหลิงและเจียงเหลียนอี๋ทันทีที่
สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงในบุคลิกของลู่หยาง ดูเหมือนเซียน
อมตะพี่สาวจะคืนร่างกายให้ศิษย์พี่ลู่หยางอีกแล้ว
“กลับมาเร็วจังนะ” จิ่นไฉเหวยมองลู่หยางด้วยความประหลาดใจ
ทั้งสามคนเพิ่งปรึกษากันว่าควรให้ลู่หยางเข้าร่วมฝ่ายไหนดี เพื่อจะ
ได้รับสิทธิ์ทางการทูต
พูดให้ถูกต้องคือ เอ้าหลิงกับเจียงเหลียนอี๋ปรึกษากัน ส่วนนาง
เป็นเพียงผู้ฟัง
และถ้าจะพูดให้ถูกต้องยิ่งขึ้น คือเอ้าหลิงกับเจียงเหลียนอี๋
เกือบจะต่อสู้กันแล้ว
ตอนนี้ดูเหมือนไม่ต้องต่อสู้แล้ว ลู่หยางกลับมาอย่างปลอดภัย
แสดงว่าไม่มีปัญหาอะไร
“แล้วเซี่ยเทียนล่ะ?”
จิ่นไฉเหวยสงสัย ทำไมกลับมาเพียงคนเดียว
ลู่หยางจึงต้องอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง โดยเน้นว่าเซี่ยเทียน
ก็คือฮ่องเต้ และที่พวกเขาไปพระราชวังไม่ใช่ไปขโมยบัลลังก์ฮ่องเต้
แต่เป็นการช่วยขนของ
“ที่แท้ก็เป็นฮ่องเต้นี่เอง ข้าว่าแล้วว่าทำไมถึงมีผู้บำเพ็ญขั้นข้าม
พิบัติหลายคนแอบตามเขาอยู่ตลอด นั่นก็อธิบายได้แล้ว” เจียง
เหลียนอี๋พยักหน้า ไม่รู้สึกประหลาดใจกับฐานะของเซี่ยเทียน
เอ้าหลิงและจิ่นไฉเหวยไม่สามารถรับรู้ถึงพลังของผู้บำเพ็ญขั้น
ข้ามพิบัติที่แอบอยู่ได้ มีเพียงเจียงเหลียนอี๋เท่านั้นที่สัมผัสได้ เพราะ
ผลของการบำเพ็ญเป็นเค้าผู้แข็งแกร่งรังแกผู้อ่อนแอของนาง
สามารถรับรู้ถึงสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอกว่าตนเองได้
ในเวลาเดียวกัน เมิ่งจิ่งโจวได้ออกจากการเข้าภวังค์ระยะสั้น การ
เข้าภวังค์เพียงเจ็ดวัน กลับทำให้เขาได้รับประโยชน์มากมาย
“อะไรนะ ไอ้ลู่หยางกล่าวโทษองค์ชายสี่ว่าก่อกบฏหรือ?” เมิ่ง
จิ่งโจวออกจากภวังค์แล้วสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันที่
ผ่านมา และได้ยินข่าวใหญ่เป็นอันดับแรก
เมิ่งจิ่งโจวรู้สึกเสียดายอย่างยิ่ง ไม่รู้ว่าทำไมตอนนั้นถึงได้อยาก
เข้าภวังค์ ทำให้พลาดเรื่องใหญ่เช่นนี้
“องค์ชายห้าก็ถูกยึดทรัพย์ด้วยหรือ?”
เมิ่งจิ่งโจวฟังแล้วอดขำไม่ได้ แม้จะไม่มีหลักฐาน แต่
สัญชาตญาณของเมิ่งจิ่งโจวบอกว่า เรื่องขององค์ชายห้าก็น่าจะ
เกี่ยวข้องกับลู่หยางเช่นกัน
“บัลลังก์ฮ่องเต้ถูกลู่หยางขโมยไป และยังประกาศว่าจะก่อกบฏ
อีกหรือ?”
แม้ว่าเรื่องลู่หยางขโมยบัลลังก์ฮ่องเต้จะเป็นความลับ แต่กรม
อาญาไปจับคนที่คฤหาสน์ตระกูลเมิ่ง การรักษาความลับก็ไม่อาจ
ปิดบังตระกูลเมิ่งได้
เมิ่งจิ่งโจวได้ยินข่าวนี้แล้วงุนงงไปชั่วขณะ เขาเข้าภวังค์ไปเจ็ด
วันหรือเจ็ดปีกันแน่ ทำไมถึงเกิดเรื่องมากมายเช่นนี้ ไอ้ลู่หยางนี่กล้า
จริงๆ
“อะไรนะ เจ้าบอกว่าตระกูลของเรายังไม่ทันได้ใช้เส้นสาย ลู่หยา
งก็กลับมาอย่างปลอดภัยแล้วหรือ?”
หลังจากได้ยินข่าวมากมายเกี่ยวกับลู่หยาง เมิ่งจิ่งโจวอดไม่ไหว
ต้องไปหาลู่หยาง
ลู่หยางพักอยู่ห้องติดกับเขา เขาเปิดประตูห้องของลู่หยาง
หัวเราะร่าเริงพูดว่า “ลู่หยางเอ๋ย ได้ยินว่าเจ้าอยากก่อกบฏหรือ?”
จากนั้นเขาก็ตกตะลึงเมื่อเห็นลู่หยางมีวาสนารักใคร่ล้นฟ้า ถูก
หญิงงามระดับโลกสามคน สองคนตัวโตหนึ่งคนตัวเล็กล้อมรอบอยู่
เมิ่งจิ่งโจวกำลังจะอิจฉา แต่เพิ่งออกจากภวังค์ สมองยังไม่แจ่มใส
พอเห็นภาพนี้ เลือดก็สูบฉีดแล่นขึ้นศีรษะ ทำให้ตื่นตัวขึ้นอย่าง
รวดเร็ว และนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ลู่หยางถูกเซียนอมตะยึดครองร่างอยู่
ในใจจึงรู้สึกสมดุลขึ้นมาก
“อย่าพูดส่งเดชสิ ไม่มีเรื่องอย่างนั้นหรอก เป็นแค่ข่าวลือ” ลู่หยา
งรีบปฏิเสธ
เมิ่งจิ่งโจวรู้ทันทีว่า จากน ้าเสียงนี้ต้องเป็นลู่หยางแน่ๆ!
“ลู่หยาง เจ้านี่มัน มีวาสนารักใคร่……”
ลู่หยางรีบเตะเมิ่งจิ่งโจวกระเด็นออกไปทันที เพื่อขัดจังหวะคำพูด
ที่เหลือของเขา
หากให้เซียนเฉียนหลินได้ยินเข้าจะทำอย่างไร