ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 864 ลูกท้อเซียน
หลังจากถูกลู่หยางเตะไปหนึ่งที แล้วกลับเข้ามาในห้องของลู่หยา
งอีกครั้ง เมิ่งจิ่งโจวจึงมองเห็นใบหน้าของสาวทั้งสามอย่างชัดเจน ทำ
ให้เขาตกใจจนเหงื่อเย็นผุดทั่วร่าง
จิ่นไฉเหวยเขาไม่รู้จัก แต่เอ้าหลิงและเจียงเหลียนอี๋เขาเคยพบมา
ก่อน ลู่หยาง ไอ้เจ้านี่ ไปทำอะไรมา ถึงได้เชิญผู้ทรงพลังใหญ่สองคน
นี้มาที่บ้านของเรา
“ท่านผู้อาวุโสทั้งสามมาเยือนคฤหาสน์ตระกูลเมิ่งของข้า ขอ
อภัยที่ไม่ได้ออกไปต้อนรับแต่อ้นแต่ออก หวังว่าจะอภัยให้ด้วย” แม้ว่า
จะไม่รู้จักจิ่นไฉเหวย แต่จากพลังที่แผ่ออกมา ไม่ได้ด้อยไปกว่าเอ้า
หลิงและเจียงเหลียนอี๋เลย จึงต้องเป็นผู้อาวุโสแน่นอน
“เป็นเจ้าหนูตระกูลเมิ่งนี่เอง” เอ้าหลิงยังจดจำผู้บำเพ็ญตัวน้อยที่
เปิดทางใหม่ของขั้นทารกแรกกำเนิดได้อย่างแม่นยำ
เดิมทีนางคิดว่าผู้บำเพ็ญในยุคนี้นิยมสร้างทารกแรกกำเนิดสอง
ดวง แต่หลังจากที่นางออกจากสำนักเวิ่นเต๋าไปเที่ยวชมวงการ
บำเพ็ญเซียนปัจจุบัน จึงพบว่าเมิ่งจิ่งโจวเป็นกรณีพิเศษ
“เมิ่งจิ่งโจวคารวะท่านผู้อาวุโสเอ้าหลิง ท่านผู้อาวุโสเจียงเหลียน
อี๋ และท่านผู้อาวุโสน้อยท่านนี้”
ท่านผู้อาวุโสน้อยก็คือจิ่นไฉเหวยนั่นเอง
จิ่นไฉเหวยมีความประทับใจต่อตระกูลเมิ่งอยู่ไม่น้อย ตระกูลฉงฉี
ของพวกเขามักจะกู้เงินจากตระกูลเมิ่ง ช่วยให้ตระกูลฉงฉีผ่านพ้น
วิกฤตมาหลายครั้ง และสิ่งสำคัญที่สุดคือดอกเบี้ยก็ไม่สูง
“ข้าคือจิ่นไฉเหวยแห่งตระกูลฉงฉี หลับใหลมาตั้งแต่ยุคโบราณ
จวบจนบัดนี้”
เมิ่งจิ่งโจวสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ข้ารู้อยู่แล้วว่าคนที่สามารถ
คบหากับลู่หยางต้องมีที่มาไม่ธรรมดา นี่ก็โผล่ออกมาอีกหนึ่งสัตว์
เซียนยุคโบราณ
แถมยังเป็นตระกูลฉงฉีอีกด้วย
“เรื่องของพวกเราสามคนไม่จำเป็นต้องเปิดเผย โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่ง อย่าบอกตระกูลเมิ่งของพวกเจ้า” เอ้าหลิงกำชับ ไม่อยากสร้าง
ปัญหา
ทั้งสามคนสามารถหลบการค้นหาของกรมอาญาได้ ย่อม
สามารถหลบเมิ่งจิ่งโจวได้เช่นกัน
ที่ไม่ได้ซ่อนพลังไว้ ก็เพราะเห็นว่าเขาเป็นเพื่อนของลู่หยาง
ผ่านไปอีกสองวัน ตระกูลเมิ่งได้รับข่าวลับว่าฮ่องเต้ใกล้
สิ้นพระชนม์ ทรงตกอยู่ในภาวะเป็นตายเท่ากัน พระราชวังตั้งการคุ้ม
กันอย่างเข้มงวด ห้ามเข้าออก ตามคำอธิบายของบิดาเมิ่งจิ่งโจว
ข่าวลับนี้น่าจะเป็นความจริง
ลู่หยางไม่คิดว่าสภาพของฮ่องเต้จะแย่ถึงขนาดนี้ ทั้งที่เมื่อสองวัน
ก่อนตอนลาจากกัน เขายังมีจิตพลังวิญญาณเต็มเปี่ยม ในขณะที่ลู่
หยางกำลังกังวลและเตรียมที่จะปลุกเซียนอมตะ เพื่อดูว่านางจะมี
วิธีแก้ไขหรือไม่ ก็มีแขกที่ไม่คาดคิดมาเยือนคฤหาสน์ตระกูลเมิ่ง
“ศิษย์น้องหม่าน เจ้ามาได้อย่างไร?” ลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจวออก
มาต้อนรับพร้อมกัน พบหม่านกู่ที่ยืนเหม่อมองอยู่ที่ประตูใหญ่ พร้อม
กับห่อของบนหลัง
หม่านกู่ไม่เคยเห็นประตูที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้มาก่อน
“อย่ายืนอยู่หน้าประตูเลย เข้ามาๆ” ลู่หยางเชิญหม่านกู่เหมือน
เป็นเจ้าของบ้าน ผลักเมิ่งจิ่งโจวไปด้านข้าง
หม่านกู่มาคฤหาสน์ตระกูลเมิ่งเป็นครั้งแรก ยังรู้สึกเกรงใจอยู่บ้าง
เมื่อเห็นลู่หยาง หม่านกู่ก็นึกถึงเรื่องที่ได้ยินมาระหว่างทาง มองลู่
หยางด้วยความชื่นชม
“ท่านลู่ท่านเก่งมากเลย ข้าได้ยินว่าท่านแต่งกลอนสดที่หอบัว
บาน ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักแต่งกลอนอันดับหนึ่งของงาน
เทศกาลโคมไฟ!”
ในฐานะผู้บำเพ็ญแบบขงจื๊อ หม่านกู่ไม่คิดว่าความสามารถด้าน
การประพันธ์ของลู่หยางจะเหนือกว่าตนเองมากเช่นนี้ โดยเฉพาะ
หลังจากได้ฟังบทกวี “ชิงอวี้อัน·หยวนซี” เขายิ่งรู้สึกว่าลู่หยางเหมือน
เทพเซียน!
ลู่หยางยิ้มอย่างเก้อเขิน ไม่กล้าบอกว่าเป็นงานลอกเลียน และไม่
กล้าบอกว่าตอนนั้นเป็นเซียนอมตะที่ปลอมตัวเป็นเขาไปอวดโก้
เมิ่งโป่เทียนได้ยินว่าหม่านกู่มา จึงสั่งให้คนเตรียมอาหารเซียน
รับรองทันที
“ข้ากับหัวหน้าเผ่าของพวกเจ้าเป็นเพื่อนเก่ากัน ช่วงนี้เขา
สบายดีหรือ?” เมิ่งโป่เทียนหัวเราะร่า ไม่มีท่าทีถือตัวเป็นผู้อาวุโส
ถามถึงความเป็นอยู่ของหัวหน้าเผ่าม่าน
“หัวหน้าเผ่าสบายดี ครึ่งเดือนก่อนข้าเพิ่งพบท่าน” หม่านกู่ยิ้ม
อย่างซื่อๆ ยังไม่คุ้นเคยกับการต้อนรับอย่างอบอุ่นของเมิ่งโป่เทียน
“ศิษย์น้องหม่าน เจ้ากลับบ้านมาหรือ?”
“อืม เพิ่งกลับไปครั้งหนึ่ง ครึ่งเดือนก่อนเป็นวันบูชาบรรพบุรุษ
ของเผ่าม่านพวกเรา เดิมทีข้าไม่อยากกลับไปเท่าไหร่ แต่เผ่าของข้า
ยืนยันว่าข้าต้องเข้าร่วม”
เมิ่งจิ่งโจวพยักหน้าหลายครั้ง “เข้าใจได้ เข้าใจได้ เพราะเจ้าเป็น
เผ่าม่านยุคโบราณ คนอื่นจะไม่ไปก็ได้ แต่เจ้าต้องไป”
หม่านกู่ส่ายหน้า แสดงสีหน้าอายๆ ซึ่งไม่ค่อยเห็นบ่อยนัก “ไม่ใช่
เพราะเหตุผลนั้นหรอก ที่สำคัญคือทารกแรกกำเนิดของข้าเป็นทารก
แรกกำเนิดบรรพบุรุษใช่ไหม พวกเฒ่าในเผ่าตอนบูชาบรรพบุรุษก็
เลยจะให้ข้าขึ้นไปบนเวที เรียกทารกแรกกำเนิดออกมา ให้คนในเผ่า
บูชาข้า”
เมิ่งจิ่งโจว: “……”
เมิ่งจิ่งโจวลองนึกภาพหม่านกู่นั่งบนเวที ด้านล่างเป็นชาวเผ่า
ม่านนับหมื่นคนก้มศีรษะและร้องเพลงให้เขาพร้อมกัน ไม่ว่าใครก็
คงทนไม่ไหว
“ทารกแรกกำเนิดของเจ้าไม่ใช่สุ่มเรียกบรรพบุรุษหรือ?”
“เพราะอย่างนั้น พวกผู้เฒ่าจึงตัดสินใจสุ่มบูชา ถึงอย่างไรก็เป็น
บรรพบุรุษเหมือนกัน จะบูชาใครก็ไม่แตกต่างกัน”
ลู่หยางรู้สึกว่าสมกับเป็นเผ่าม่าน หลังจากไม่มีคำสาปของเซียน
อมตะ ความคิดก็ชัดเจนยืดหยุ่นขึ้นมาก นับเป็นเรื่องดี
“ขอถาม ลุงเมิ่ง ท่านรู้จักกับหัวหน้าเผ่าของพวกเรามากแค่ไหน
ขอรับ?”
“โอ้ หรือว่าเขาไม่เคยเล่าให้เจ้าฟัง ว่าเผ่าม่านของพวกเจ้ากับ
ตระกูลเมิ่งของพวกเรามีความสัมพันธ์มากว่าหนึ่งแสนปี เรียกได้ว่า
เป็นมิตรกันมาหลายชั่วอายุคนเลยทีเดียว”
“นานขนาดนั้นเลยหรือ?” หม่านกู่ตกใจ ทำไมหัวหน้าเผ่าไม่เคย
พูดถึงเรื่องนี้กับเขาเลย
“แน่นอนสิ นึกถึงตอนที่แย่งชิงใต้หล้ากัน บรรพบุรุษเผ่าม่านของ
พวกเจ้าติดตามตระกูลเจียง เป็นแม่ทัพใหญ่ของฮ่องเต้องค์แรกแห่ง
ราชวงศ์ต้าเซี่ยเจียงผิงอัน มักจะถูกตระกูลเมิ่งของพวกเราไล่ล่าจน
ต้องโกยหนีเสมอ!”
หม่านกู่: “……”
“แน่นอนว่าเรื่องพวกนี้เป็นประวัติศาสตร์เก่าแก่ ผ่านไปนานแล้ว
ตระกูลเมิ่งของพวกเราก็ไม่ใช่ตระกูลเมิ่งที่แย่งชิงใต้หล้าอีกต่อไป
ตอนนี้พวกเราแค่อยากหาเงินอย่างสุจริตเท่านั้น”
“อ้อใช่ ศิษย์น้องหม่าน มีอะไรอยู่ในห่อของเจ้า กลิ่นหอมจังเลย”
ลู่หยางสูดจมูก ห่อของของหม่านกู่ส่งกลิ่นหอมชื่นใจ หอมยิ่งกว่า
อาหารเซียนบนโต๊ะเสียอีก
“ข้าเองก็ไม่รู้ หลังจากบูชาบรรพบุรุษเสร็จ ข้ากลับไปที่สำนักเวิ่น
เต๋า ศิษย์พี่ใหญ่ก็มอบห่อนี้ให้ข้า ให้ข้านำไปส่งให้ท่านที่เมืองหลวง
บอกว่าท่านดูแล้วจะรู้เอง และกำชับว่าห้ามเปิดห่อนี้เด็ดขาด”
“พูดแล้วก็แปลก ตอนออกเดินทางในห่อยังไม่มีกลิ่น แต่พอใกล้
ถึงเมืองหลวงกลิ่นหอมก็แผ่ออกมา”
“เชิญ”
เมื่อได้ยินว่าเป็นคำสั่งของศิษย์พี่ใหญ่ ลู่หยางจึงรับห่อมา ไม่ได้
สนใจอาหารอีกต่อไป บอกลาบิดาเมิ่งและเมิ่งจิ่งโจว รีบกลับห้อง
อย่างเร่งรีบ
“ศิษย์พี่ลู่หยาง มีอะไรหรือ ทำไมรีบร้อนนัก?” ในห้อง กึ่งเซียน
ยุคโบราณทั้งสามกำลังศึกษาวิธีใช้รูปแบบของผลของการบำเพ็ญ
เป็นเค้าแบบระนาบ
“กลิ่นหอมนี้คุ้นเคยจัง” เจียงเหลียนอี๋เหลือบมองไปที่ห่อในมือ
ของลู่หยาง
ลู่หยางวางห่อบนเตียง เปิดห่อออก พบกล่องไม้คุ้นตา เปิดกล่อง
ไม้ เห็นลูกท้อสีชมพูอ่อนลูกใหญ่นอนนิ่งอยู่ในกล่อง
กลิ่นหอมอ่อนๆ ของลูกท้อลอยออกมาจากกล่อง
“ข้าว่าแล้วว่าทำไมคุ้นเคยนัก ที่แท้เป็นลูกท้อเซียนที่เกิดจาก
รากฐานฟ้าดิน!” เจียงเหลียนอี๋ยิ้ม จำแหล่งที่มาของลูกท้อได้
ลู่หยางจำได้ว่าก่อนมาเมืองหลวงเขาเคยเห็นลูกท้อนี้ ตอนนั้น
ลูกท้อเซียนยังไม่สุก มีสีเขียว ตอนนี้เห็นได้ชัดว่าสุกแล้ว
“ใช่ ลูกท้อเซียนที่เพิ่งสุกใหม่ๆ” เอ้าหลิงและจิ่นไฉเหวยก็จำได้
เช่นกัน
ทั้งสามคนเคยกินลูกท้อเซียนในยุคโบราณ โดยเฉพาะเอ้าหลิง
และเจียงเหลียนอี๋ที่กินเป็นประจำ
ลูกท้อเซียนเป็นสิ่งที่มีเพียงคนยุคโบราณเท่านั้นที่จะจำได้
ในช่วงปลายยุคโบราณ เซียนทั้งสี่และผู้อยู่เบื้องหลังทำศึกใหญ่
รากฐานฟ้าดินนั้นหลบเข้าไปในดินแดนลับดอกท้อ และไม่เคย
ออกมาอีกเลย
ด้วยเหตุนี้ คนหลังยุคโบราณจึงไม่รู้จักลูกท้อเซียน