ใครปล่อยไอ้หมอนี่มาบำเพ็ญเซียนวะ! - บทที่ 899 เจ้าเป็นธิดาตระกูลใด?
มีเด็กน้อยคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างลู่หยาง พอได้ยินเช่นนั้นก็เผย
รอยยิ้มสนใจใคร่รู้ “มีคดีฆาตกรรมหรือ ข้าเคยไขคดียากๆ หลายครั้ง
ในบ้านเกิดของข้า ไม่รู้ว่าคราวนี้จะแก้ได้หรือไม่”
ลู่หยางพิจารณาแล้วว่าปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ห้องโดยสารนี้มีฮวง
จุ้ยไม่ดี แต่เป็นเพราะเรือเหาะทั้งลำมีฮวงจุ้ยไม่ดีต่างหาก เขาจึง
ตัดสินใจลงเรือชั่วคราวแล้วบินตรงไปหอกระบี่ ปล่อยให้ตั๋วเรือช่วง
หลังสูญเปล่าไป
แต่ระหว่างเดินทางกลับเกิดเหตุไม่คาดฝันหลายครั้ง อาทิ
บังเอิญเจอดินแดนลับที่เปิดครั้งหนึ่งในพันปี พบธิดาใหญ่ตระกูล
ใหญ่ที่ไม่พอใจการคลุมถุงชนของวงศ์ตระกูล ดึงลู่หยางมาเป็นเกราะ
กำบัง เรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ทำให้การเดินทางที่ควรใช้เวลาเพียงครึ่ง
เดือนกลายเป็นหนึ่งเดือนเต็มกว่าจะถึงหอกระบี่ แต่เวลาพอดี
พอเหมาะ
สัมผัสได้ถึงความชื้นอันหนาแน่นของแคว้นซู่ ลู่หยางอดรำพึง
ไม่ได้ “โชคดีที่ออกเดินทางล่วงหน้า ไม่เช่นนั้นคงไปไม่ทันพิธี
ประลองกระบี่เสียแล้ว”
“…เป็นไปได้หรือไม่ว่าหากเจ้าออกเดินทางช้ากว่านี้หนึ่งวัน ก็จะ
ไม่เจอเรื่องพวกนี้?” เซียนอมตะอดถามไม่ได้
“มีเหตุผล อีกร้อยปีเมื่อหอกระบี่จัดพิธีประลองกระบี่อีกครั้ง ข้าจะ
ออกเดินทางช้ากว่าเดิมหนึ่งวัน”
ลู่หยางทำสิ่งต่างๆ อย่างรอบคอบ รู้ดีว่าการทดลองต้องควบคุม
ตัวแปร แต่ละการทดลองควรเปลี่ยนแปลงเพียงหนึ่งเงื่อนไขเท่านั้น
พิธีประลองกระบี่เป็นพิธีใหญ่ระดับดินแดนเซียน ผู้บำเพ็ญ
มากมายจากนอกแคว้นต้าเซี่ยต่างมาร่วมงาน ทางการแคว้นซู่ให้
ความสำคัญกับพิธีนี้อย่างมาก หากสามารถใช้โอกาสนี้ชักชวนให้ผู้
ฝึกกระบี่บางคนอยู่ในแคว้นซู่ ก็จะเป็นผลงานทางการเมืองที่ดีเยี่ยม
นับตั้งแต่รถเหาะเป็นที่นิยม ผู้ฝึกกระบี่หลายคนเปลี่ยนจากการ
ควบคุมกระบี่บินไปเป็นการควบคุมรถกระบี่บินแทน หลังจากเข้าสู่
แคว้นซู่ ลู่หยางเห็นรถเหาะหลายคันบินตามเขา
ผู้ฝึกกระบี่หลายคนมองค้างเป็นระยะ แม้บินผ่านไปแล้วก็ยังต้อง
หันกลับมามองลู่หยางอีกสองครั้ง
เพราะพวกเขายังไม่เคยเห็นคนควบคุมสระล้างกระบี่บินมาก่อน
เป็นเรื่องแปลกใหม่มาก
ลู่หยางไม่สนใจกิริยาไร้มารยาทของผู้ฝึกกระบี่เหล่านี้ ลิขสิทธิ์
รถเหาะอยู่ในมือเขา เท่ากับว่าผู้ฝึกกระบี่เหล่านี้ล้วนจ่ายลิ่นซือให้เขา
มาแล้ว ถือเป็นลูกค้า
ลู่หยางเป็นคนมีท่าทีดีต่อลูกค้าเสมอ เห็นได้จากตอนที่เปิดร้าน
เนื้อย่าง
“ไปกินหม้อไฟกัน”
เมื่อถึงจุดหมายแล้ว ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเดินทางอีก ควรตั้งสติ
ให้มั่นเพื่อดื่มด ่ากับอาหารท้องถิ่น ไม่เช่นนั้นมาแคว้นซู่เปล่า
ประโยชน์น่ะสิ
นี่เป็นนิสัยที่ลู่หยางเรียนรู้มาจากศิษย์พี่ใหญ่
แคว้นซู่เต็มไปด้วยร้านหม้อไฟ แต่ละร้านต่างอวดอ้างว่าเป็นต้น
ตำรับแท้ รสชาติเยี่ยมยอด เป็นร้านเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงในท้องถิ่น
ในถนนสายหม้อไฟ ร้านเนื้อย่าง ‘มาอีกครั้ง’ ยืนหยัดอย่างมั่นคง
เป็นหลักฐานยืนยันว่าสูตรของเผ่าม่านผสมกับไฟสามรสและไฟ
บริสุทธิ์หยางอร่อยเพียงใด จนสามารถฝ่าฟันในพื้นที่นี้ได้
เครื่องในวัว เนื้อวัวเหลือง ปลาเอ้อร์ เลือดเป็ด เต้าหู้แห้ง…
วัตถุดิบบรรจุในถ้วยเล็กๆ วางเต็มโต๊ะ ลู่หยางใส่เข้าไปในหม้อเก้า
ช่องตามความชอบ กลิ่นหอมเผ็ดโชยกระจาย
“สวัสดี ข้าเห็นท่านสั่งอาหารมากมาย คงกินไม่หมด ข้าขอกิน
บ้างได้ไหม?” หญิงสาวในชุดลำลองคนหนึ่งยืนอยู่หน้าโต๊ะลู่หยาง
น ้าเสียงลังเลไม่แน่ใจ มองหม้อไฟเดือดปุดๆ ตาละห้อย
ลู่หยางเงยหน้ามอง เห็นว่าคนที่พูดกับตนเป็นหญิงสาวที่งดงาม
อย่างยิ่ง รูปโฉมไม่ด้อยไปกว่าน้องเถาแม้แต่น้อย ทั้งยังมีรูปร่าง
เพียบพร้อม เว้าโค้งตรงที่ควรเว้า นูนตรงที่ควรนูน เพียงแต่มีปัญหา
อยู่ตรงที่ตนไม่รู้จักนาง
ลู่หยางเดิมทีคิดจะบอกว่าเขาเป็นผู้บำเพ็ญ กินได้หมดมาก
ขนาดนี้ แต่เมื่อเห็นสีหน้าน่าสงสารของหญิงสาว จิตใจอ่อนลง
คำพูดถึงปากก็เปลี่ยนไป
“งั้นก็นั่งลงกินเถิด”
ลู่หยางโบกมือเรียกเซี่ยวเอ้อ “เจ้าของร้าน เพิ่มตะเกียบอีกคู่
น ้าจิ้มอีกชามด้วย!”
ลู่หยางรำพึง โชคดีที่เมิ่งเฒ่าไม่ได้มาด้วย ไม่งั้นความโชคดีคง
เปลี่ยนไปแล้ว
“ขอบคุณ ขอบคุณมาก”
หญิงงามกล่าวขอบคุณซ ้าๆ
“เจ้าเป็นธิดาตระกูลใด ออกจากบ้านมาลืมพกเงินหรือ?” ลู่หยา
งถามพลางยิ้ม ถึงแม้หญิงสาวจะดูไร้เงิน แต่เสื้อผ้าที่สวมใส่มีมูลค่า
ไม่น้อย ต้องเป็นคนที่มีฐานะร ่ารวยแน่นอน คาดว่าเป็นธิดาตระกูล
ไหนสักแห่งที่แอบหนีออกมา แล้วลืมพกเงินติดตัว
ลู่หยางไม่ใช่ครั้งแรกที่พบคนประเภทนี้ ก่อนหน้านี้บนเรือเหาะ
เขาเคยพบธิดาตระกูลปลอมตัวเป็นขอทาน ใบหน้าเปรอะเปื้อนดิน
แอบลอบขึ้นเรือเหาะ ถูกคนของสมาคมการค้าค้นพบ มีชายหนุ่มใจ
ดีช่วยธิดาตระกูลจ่ายค่าโดยสาร
หญิงสาวเห็นลู่หยางเข้าใจผิด รีบอธิบายอย่างร้อนรน “ลืมพก
เงิน? ไม่ใช่ๆ ข้าแค่ลืมไปว่าโลกภายนอกยังต้องใช้เงิน ที่บ้านของ
พวกเราไม่ต้องใช้เงินกัน”
“ดูเหมือนครอบครัวคุ้มครองเจ้าได้ดี ปกติไม่ต้องใช้เงินเลยสินะ”
ลู่หยางพูดเล่นไปตามเรื่อง
“กินได้แล้ว”
หญิงสาวพอได้ยินว่ากินได้แล้ว ก็เลียนแบบท่าทางของลู่หยาง
คีบเนื้อวัวเหลืองที่เต็มไปด้วยเม็ดพริกได้อย่างคล่องแคล่ว จุ่มใน
น ้าจิ้ม แล้วใส่เข้าปาก เผยสีหน้าเปี่ยมสุข
ลู่หยางเห็นภาพนั้นอดขำไม่ได้ “ไม่ถึงขนาดนั้นมั้ง ไม่เคยกินมา
ก่อนหรือ?”
เขายอมรับว่าหม้อไฟแคว้นซู่อร่อย แต่ไม่ถึงกับต้องแสดงสีหน้า
เกินจริงขนาดนั้น
หญิงสาวถูกลู่หยางล้อเล่นจนแก้มแดงระเรื่อ ยิ้มอย่างเขินอาย
“จริงๆ นะ ไม่เคยกินของแบบนี้มาก่อน”
“ข้าออกมาก็เพื่อกินของแบบนี้นี่แหละ อร่อยจริงๆ”
หญิงสาวชอบกินหม้อไฟจริงๆ สีหน้าที่แสดงออกทำให้ลู่หยางอด
สงสัยไม่ได้ว่าพวกเขากำลังกินของคนละอย่างกันหรือไม่ ผู้คนที่ผ่าน
ไปมาเห็นหญิงงามกินอย่างมีความสุขเช่นนี้ ดูแล้วสบายตาสบายใจ
อดไม่ได้ที่จะเดินเข้ามาในร้านนี้ ทำให้ร้านหม้อไฟที่คนแน่นอยู่แล้ว
ยิ่งแน่นขึ้นไปอีก
ทั้งสองกินอย่างรวดเร็วดุจพายุพัดผ่าน สุดท้ายปิดท้ายด้วยถ้วย
เต้าฮวยเย็นสองถ้วย กินจนอิ่มหนำสำราญ
“เซี่ยวเอ้อ คิดเงินด้วย แล้วก็เอาน ้าซุปหม้อไฟมาอีกสองก้อน”
“น ้าซุปหม้อไฟก้อนคืออะไร กินได้ด้วยหรือ?” หญิงสาวถาม
อย่างสงสัย
ลู่หยางส่ายหน้าพลางยิ้ม: “กินเฉยๆไม่ได้ ข้าซื้อสองก้อนเพื่อเอา
กลับไปให้ศิษย์พี่ใหญ่ของข้าลองชิม”
ศิษย์พี่ใหญ่มีนิสัยชอบชิมอาหารพิเศษทุกครั้งที่ไปถึงสถานที่
แปลกใหม่ หากเงื่อนไขเอื้ออำนวย ก็จะนำกลับไปด้วย
“ข้าต้องไปหอกระบี่แล้ว คุณหนูจะทำอย่างไรต่อ?”
ลู่หยางรู้สึกไม่สบายใจที่จะปล่อยหญิงสาวไว้ ไม่รู้ว่าครอบครัว
ของนางปกป้องนางอย่างไร และนางหนีออกมาได้อย่างไร ดูเหมือน
จะไร้เดียงสา ไม่รู้เรื่องทั่วไปแม้แต่น้อย ทั้งยังงดงามเช่นนี้ หากทิ้งนาง
ไว้คนเดียว ถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ลู่หยางคงทนไม่ได้
หญิงสาวครุ่นคิด นางรู้ว่าตนเองรู้เรื่องโลกภายนอกน้อยนัก ลู่
หยางดูเหมือนเป็นคนดี และนางก็ไม่มีธุระด่วนอะไร ไม่เสียหายที่จะ
ติดตามเขาไป พอดีได้เรียนรู้ความรู้เกี่ยวกับโลกภายนอกด้วย
“ข้าขอติดตามท่านได้ไหม?” หญิงสาวถามอย่างลองเชิง
“ได้ก็ได้ แต่หลังจากพิธีประลองกระบี่เสร็จแล้ว ข้าต้องส่งเจ้า
กลับบ้าน”
ลู่หยางไม่อาจปล่อยให้หญิงสาวติดตามตนไปตลอด
ในพื้นที่จิตวิญญาณของเขามีเครื่องประดับโง่ๆ ห้อยอยู่แล้วหนึ่ง
ชิ้น ไม่อาจเพิ่มอีกชิ้นได้
“ถ้าเช่นนั้นก็ขอบคุณท่านผู้บำเพ็ญมาก”
หญิงสาวกล่าวอย่างจริงจัง
“อ้อ คุยกันตั้งนานยังไม่รู้เลยว่าเจ้าชื่ออะไร ควรเรียกเจ้าว่า
อย่างไร ข้าชื่อลู่หยาง”
ลู่หยางแนะนำตัวเองก่อน ทุกวันนี้ชื่อของเขามีชื่อเสียงมาก ไม่มี
ผู้บำเพ็ญคนไหนไม่รู้จักเขา
หญิงสาวไม่ได้แสดงปฏิกิริยาตกใจหรือสะเทือนใจอย่างที่ลู่หยา
งคาดหวัง ราวกับไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน ยิ้มหวานแล้วแนะนำตัว
“ที่แท้เป็นท่านผู้บำเพ็ญลู่หยาง ข้าชื่อหยุนเหม่ยเหม่ย”
“ที่แท้เป็นคุณหนูหยุน… เดี๋ยวก่อน เจ้าบอกว่าเจ้าชื่ออะไรนะ?”