ไท่หวง สูบกลืนสวรรค์ - ตอนที่ 131 ฝ่ามือเดียวปลิวกระเด็น
หลิวอู๋เสียใช้เวลาสิบวันในถ้ำเพลิงตะวัน ผลที่ได้เกินความคาดหมายของเขา
เป้าหมายที่ตั้งไว้คือทะลวงผ่านระดับพลังกำเนิดฟ้าขั้นเจ็ด ทว่ามิเพียงทะลวงผ่านสู่ระดับพลังกำเนิดฟ้าขั้นแปดเท่านั้น ยังได้รับสมบัติล้ำค่าอย่างไข่มุกวิญญาณเหมันต์ แล้วยังเข้าใจพลังของธาตุน้ำแข็งอีกด้วย
หลิวอู๋เสียดีดนิ้วเบา ๆ แสงสีขาวเยือกเย็นแผ่ออกมาจากนิ้วชี้ พุ่งไปที่ผนังถ้ำห่างออกไปห้าเมตร ปรากฏรูเล็ก ๆ ขนาดเท่ากับนิ้วชี้ ลึกประมาณสามเมตรกว่า ๆ
“พลังน้ำแข็งนี่ช่างน่ากลัวจริง ๆ ถ้าสิ่งนี้พุ่งเข้าใส่ร่างกาย คงจะทะลุเป็นรูแน่ ๆ”
หลิวอู๋เสียตกใจอย่างลับ ๆ แม้จะเทียบกับพลังดาบไม่ได้ แต่ถ้าหากใช้โจมตีศัตรูอย่างฉับพลัน ก็ยังทำให้คู่ต่อสู้ตั้งรับไม่ทัน
น่าเสียดายที่เขาไม่มีวิธีที่ดีในการใช้ประโยชน์จากพลังของธาตุน้ำแข็งในตอนนี้ ในความทรงจำของเขาไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการใช้พลังน้ำแข็งเลย พลังงานประเภทนี้หายากเกินไป
อาศัยความรู้ในสมอง เขาจึงเข้าใจวิธีการใช้พลังของน้ำแข็งได้อย่างรวดเร็ว และพัฒนาวิชายุทธ์ระดับสูงขึ้นไปอีก
“ได้เวลาออกไปแล้ว!”
หลังจากจมอยู่สิบวัน พลังวิญญาณก็หนาแน่น ร่างกายของเขาราวกับอาชาป่าหลายพันตัวกำลังคำรามอย่างบ้าคลั่ง
ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก พลังวิญญาณรอบ ๆ เริ่มถล่มลงมา ถูกเขากลืนกินจนหมดสิ้น
วิธีการกลืนกินแบบนี้ทำให้หลิวอู๋เสียได้แต่ยิ้มขมขื่น พยายามควบคุมตัวเองเอาไว้บ้าง เพื่อไม่ให้ถูกจับไปเป็นตัวอย่างในการทดลอง
ฝ่ามือบดขยี้ลงไป ก้อนหินขนาดใหญ่ที่ขวางทางอยู่ข้างหน้าแตกกระจายเป็นเสี่ยง เขาเดินทางกลับตามเส้นทางเดิม กลับไปยังทางเดินมืดมิดด้านนอก
หลิวอู๋เสียเพิ่งจะโผล่ศีรษะออกมา ทันใดนั้นก็มีศีรษะใหญ่อีกศีรษะหนึ่งโผล่เข้ามา ทั้งสองคนเกือบจะชนกัน ดวงตาทั้งสี่ข้างห่างกันเพียงไม่กี่นิ้ว
“อ๊า!” ด้านนอกมีเสียงร้องตกใจดังขึ้น!
“อ๊ะ!” หลิวอู๋เสียร้องออกมาเบา ๆ
ร่างของทั้งสองต่างถอยหลังไปก้าวใหญ่ ก่อนจะหยุดยืนประจันหน้ากัน
“เจ้าเข้าไปอยู่ในนั้นได้อย่างไร!”
ผู้อาวุโสกู่ชี้หน้าหลิวอู๋เสียด้วยความโกรธจนพูดไม่ออก ไม่แปลกใจเลยที่พวกเขาตามหาเขามาหลายวันแต่ก็ไม่พบร่องรอย ที่แท้ก็แอบมาฝึกฝนอยู่ในนี้เอง
“มีปัญหาอะไรหรือขอรับ?”
ทางสำนักศึกษาไม่ได้ห้ามไม่ให้ศิษย์เข้ามาฝึกฝนในนี้ นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของถ้ำเพลิงตะวันเช่นกัน
ผู้อาวุโสกู่ถึงกับพูดไม่ออก การไม่สามารถเข้าไปในช่องทางมืดมิดนี้ได้กลายเป็นเรื่องที่รู้กันโดยทั่วไป ทุกคนเห็นป้ายเขียนไว้ว่าห้ามเข้าก็ต่างพากันหลีกเลี่ยง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งไอเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากภายใน ยับยั้งผู้คนจำนวนมากไว้ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีโซ่ตรวนคล้องอยู่ แม้ว่าจะมีใครเสี่ยงเข้าไปก็ไม่สามารถเข้าไปได้!
แล้วเขาเข้าไปได้อย่างไร?
หลายวันที่ผ่านมา ผู้อาวุโสกู่วนเวียนอยู่บริเวณใกล้เคียงเพื่อสืบหาสาเหตุ เมื่อครู่นี้เกิดอยากรู้อยากเห็นจึงยื่นศีรษะเข้าไปดูในช่องทาง
เนื่องจากภายในมืดสนิท ทันใดนั้นก็มีศีรษะโผล่ออกมา ทำให้เขาตกใจแทบสิ้นสติ ถึงกับร้องเสียงหลงออกมาด้วยความตกใจ
หลิวอู๋เสียก็กำลังจะเปิดโซ่ตรวนเพื่อเดินออกมา แต่กลับมีศีรษะขนาดใหญ่โผล่เข้ามา จึงร้องอุทานออกมาเบา ๆ
“ไอ้หนู เจ้ากล้าบุกรุกพื้นที่ต้องห้าม เจ้าตายแน่ ข้าจะกำจัดเจ้าเสียเดี๋ยวนี้!”
ช่องทางมืดมิดนี้ได้กลายเป็นพื้นที่ต้องห้ามไปแล้ว ถึงผู้อาวุโสกู่จะฆ่าหลิวอู๋เสียก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
หลิวอู๋เสียไม่ได้สนใจเสียงตะโกนของผู้อาวุโสกู่ เขาหยิบมีดแกะสลักออกมาแงะบนแม่กุญแจเหล็กสองสามครั้ง แกนกุญแจก็เปิดออก เขาเดินออกมาจากข้างใน แล้วนำโซ่ตรวนแขวนไว้ที่เดิม
ทุกอย่างดูเป็นธรรมชาติ คล่องแคล่ว ราวกับว่าโซ่ตรวนเส้นนี้เป็นฝีมือของเขาเอง
“เจ้า… เจ้าสะเดาะกุญแจได้!”
ตอนแรกผู้อาวุโสกู่คิดว่าหลิวอู๋เสียมีกุญแจจึงเข้าไปภายในได้ ไม่คาดคิดว่าเขาจะเข้าใจลายวิญญาณบนแม่กุญแจเหล็ก ดวงตายิ่งฉายแววจิตสังหารออกมา
พรสวรรค์ทางวรยุทธ์ช่างร้ายกาจ แล้วยังเชี่ยวชาญในเทคนิคลายวิญญาณอีก เด็กคนนี้ปล่อยไว้ไม่ได้!
หลังจากก้าวออกมา หลิวอู๋เสียก็ยืนสบตากับผู้อาวุโสกู่อยู่บนทางเดิน
“ข้ารู้ว่าท่านถูกคนของตระกูลเซวียซื้อตัวมา นี่เป็นเรื่องบาดหมางระหว่างข้ากับตระกูลเซวีย ขอเตือนว่าอย่ายุ่งเรื่องของคนอื่น”
หลิวอู๋เสียไม่ต้องการให้คนอื่นรู้เรื่องที่เขาเข้าไปในทางเดินอันมืดมิด จึงพูดกับผู้อาวุโสกู่อย่างเย็นชา หวังว่าตาเฒ่านี่จะรู้จักยับยั้งชั่งใจและไม่เข้าไปยุ่งกับเรื่องนี้
“เรื่องที่ข้าจะทำ เจ้าเป็นใครถึงมายุ่งได้ เจ้าบุกรุกพื้นที่ต้องห้าม ก็จงยอมรับความตายเสียเถอะ!”
ผู้อาวุโสกู่นัยน์ตาเต็มไปด้วยจิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัว หลิวอู๋เสียทำให้เขาถูกเซวียรุ่ยตำหนิอย่างหนัก ความโกรธในใจยังไม่มีที่ระบายออกมา
มีเพียงการฆ่าหลิวอู๋เสีย จุดอ่อนที่เขาตกอยู่ในมือของตระกูลเซวียจึงจะหายไปอย่างสิ้นเชิง
“แน่ใจหรือว่าจะขวางทางข้า?”
ผู้อาวุโสกู่ขวางทางออกไว้ ไม่ยอมให้เขาจากไป
“เลิกพูดไร้สาระ แล้วรับความตายเสียเถอะ!”
หลังจากพูดจบ ผู้อาวุโสกู่ก็ฟาดฝ่ามือใส่หลิวอู๋เสีย
สิบวันที่แล้วหลิวอู๋เสียฉวยโอกาสในขณะที่เขาเผลอเข้าไปในถ้ำเพลิงตะวัน ครั้งนี้เขาจะไม่ให้โอกาสนั้นอีก
การลงมือครั้งนี้รุนแรงราวกับสายฟ้าฟาด พลังกดดันอันน่าสะพรึงกลัวก่อตัวเป็นคลื่นพลังงานขนาดใหญ่ เนื่องจากทางเดินกว้างเพียงสามเมตรกว่า หลิวอู๋เสียจึงมีพื้นที่หลบหลีกน้อยมาก
เว้นแต่จะถอยหลัง ซึ่งจะทำให้เขาเข้าไปในส่วนลึกของถ้ำเพลิงตะวันและติดอยู่ข้างในเช่นกัน
“แค่ขยะอย่างเจ้า ยังกล้ามาขวางทางข้า!”
หลิวอู๋เสียโกรธมาก เขาให้โอกาสตาเฒ่านี่แล้ว แต่กลับอาศัยความได้เปรียบที่เป็นระดับพลังชำระไขกระดูกขั้นหนึ่งคิดจะฆ่าเขา มันช่างน่าขันสิ้นดี
แทนที่จะถอยกลับ หลิวอู๋เสียพุ่งไปข้างหน้าราวกับเงาที่หายวับไปกับตา ผู้คนแทบไม่ทันได้กะพริบตา เขาก็ปรากฏตัวต่อหน้าผู้อาวุโสกู่เสียแล้ว
ผู้อาวุโสกู่ถึงกับตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว เด็กหนุ่มผู้นี้ช่างแปลกประหลาดนัก เมื่อเทียบกับสิบวันก่อน เขามีพลังเพิ่มขึ้นหลายร้อยเท่า
ไม่ทันที่เขาจะได้ตอบโต้ มือใหญ่ของหลิวอู๋เสียก็ฟาดลงบนแก้มด้านซ้ายของเขาอย่างแรง
“เพี๊ยะ!”
ร่างของผู้อาวุโสกู่ลอยละลิ่วกระแทกกับหน้าผาทางด้านขวา ก้อนหินใหญ่ขนาดเท่าตัวคนร่วงหล่นลงมา เขาไม่ทันหลบจึงถูกก้อนหินทับเข้าอย่างจัง
“พรวด!”
เลือดสดพุ่งกระฉูดออกมาจากปาก เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นเร็วมาก ผู้อาวุโสกู่ถูกหลิวอู๋เสียเล่นงานจนตั้งตัวไม่ทัน ใครจะคาดคิดว่าในเวลาเพียงสิบวัน เด็กหนุ่มจะเปลี่ยนแปลงไปมากมายขนาดนี้
หลังจากที่หลิวอู๋เสียทะลวงระดับพลังกำเนิดฟ้าขั้นแปด เพลงเท้าเจ็ดดาราของเขาก็ไปถึงระดับที่เหลือเชื่อ
แม้แต่ผู้ที่อยู่ในระดับพลังชำระไขกระดูกขั้นสามก็ไม่อาจมองเห็นร่องรอยของฝีเท้าของหลิวอู๋เสียได้
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้อาวุโสกู่เป็นเพียงแค่ผู้ฝึกตนระดับพลังชำระไขกระดูกขั้นหนึ่งเท่านั้น เขาจึงถูกตบปลิวไปด้วยฝ่ามือเดียวอย่างง่ายดาย
หลิวอู๋เสียไม่ได้ฆ่าเขา การฆ่าผู้อาวุโสเป็นความผิดร้ายแรง เพียงแค่ลงโทษเล็กน้อยก็เพียงพอแล้ว
ผู้อาวุโสกู่ถูกก้อนหินกดทับ ขณะกำลังจะลุกขึ้นยืน หลิวอู๋เสียก็กระโดดลงมาเหยียบบนก้อนหิน ร่างของเขาจึงล้มลงไปอีกครั้ง เลือดพุ่งออกมาจากปากจำนวนมาก
ใบหน้าเริ่มซีดเซียวราวกับใกล้จะตาย ก้อนหินใหญ่ขนาดเท่าตัวคนมีน้ำหนักนับพันจิน แม้จะไม่สามารถกดทับระดับพลังชำระไขกระดูกจนตายได้ แต่มันก็ไม่ใช่รสชาติที่ดีนัก
“ไอ้สารเลว เจ้าตายแน่ ข้าจะฆ่าเจ้า!”
ผู้อาวุโสกู่ยังคงตะโกนไม่หยุด ทำได้เพียงถูกทับอยู่ข้างล่างโดยไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ หลิวอู๋เสียยืนอยู่บนก้อนหิน พลังอันน่าสะพรึงกลัวถูกส่งผ่านจากก้อนหินไปยังร่างของอีกฝ่าย ทำให้ทั่วร่างสั่นสะเทือน อวัยวะภายในแทบจะเคลื่อนออกจากตำแหน่ง
ทันใดนั้น!
หลิวอู๋เสียสบตากับผู้อาวุโสกู่ พลังปราณที่น่าอึดอัดแทรกซึมเข้าไปในทะเลวิญญาณของผู้อาวุโสกู่
“วันนี้ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า ขอเพียงเจ้าสำนึกผิดชอบชั่วดี หากมีครั้งต่อไป อย่าหาว่าข้าโหดเหี้ยมไร้ความปรานี!”
พลังจิตโจมตีดุจดั่งสัตว์ร้ายคำรามกึกก้องภายในทะเลวิญญาณของผู้อาวุโสกู่ โดยไม่รู้ตัว หว่างขาพลันร้อนผ่าวขึ้น พร้อมกับกลิ่นเหม็นฉุนโชยออกมา เขาปล่อยปัสสาวะและอุจจาระออกมาด้วยความหวาดกลัว
แววตาของหลิวอู๋เสียช่างน่าสะพรึงกลัวนัก ศีรษะกะโหลกจำนวนนับไม่ถ้วนลอยอยู่ตรงหน้าเขา หากเพลี่ยงพล้ำแม้เพียงนิดเดียว จะต้องถูกกลืนกินจนไม่เหลือแม้แต่ซากกระดูก
นี่คือความน่ากลัวของม่านตาภูต ทำลายล้างจิตวิญญาณต่อสู้ของผู้อาวุโสกู่ลงได้อย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่นี้ต่อไป เขาจะกลายเป็นเพียงคนไร้ค่า
ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือเขากลัวว่าจะได้พบกับหลิวอู๋เสียอีก จิตใจแตกสลาย นี่คืออำนาจของพลังจิต มันสามารถทำลายจิตใจของคนคนหนึ่งได้
ด้วยพลังจิตในตอนนี้ของหลิวอู๋เสีย เขาสามารถทำลายทะเลวิญญาณของผู้อาวุโสกู่ได้อย่างง่ายดาย ทำให้เขากลายเป็นเพียงคนโง่เง่า
ภูเขาศพและทะเลเลือดที่แท้จริง ซากศพลอยฟ่องอยู่ตรงหน้าผู้อาวุโสกู่ ทำให้เขาร้องออกมาด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะหมดสติไป
“ขยะ!”
หลิวอู๋เสียกระโดดลงมาจากก้อนหินพร้อมกับพูดออกมาด้วยความดูถูก ไม่คิดว่าใช้พลังจิตเพียงสามส่วน ผู้อาวุโสกู่ก็หวาดกลัวจนเป็นแบบนี้
หลังจากจัดการกับตัวปัญหาอย่างผู้อาวุโสกู่แล้ว หลิวอู๋เสียก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก อย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องกังวลว่าผู้อาวุโสกู่จะมาหาเรื่องเขาอีก
เรื่องที่เข้าไปในช่องทางมืดมิด เขาจะไม่บอกใครอย่างแน่นอน
เพียงแค่พูดถึงเรื่องนี้ ก็จะทำให้ผู้คนได้รู้ว่าเขาถูกความกลัวจนอุจจาระปัสสาวะราด ผู้อาวุโสเช่นเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน อีกอย่างที่นี่ก็ไม่มีอะไรเสียหาย
ที่สำคัญที่สุดคือเขาไม่อยากเจอหลิวอู๋เสียอีกต่อไป เพียงแค่เงาของบุคคลผู้นั้นปรากฏขึ้นในใจ เขาก็จะตัวสั่นโดยไม่รู้ตัว ภาพของภูเขาศพและทะเลเลือดจะปรากฏขึ้นในใจอีกครั้ง
เดินตามทางเดินไป ครู่หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นในห้องโถงใหญ่
ส่วนที่ได้รับความเสียหายได้รับการซ่อมแซมจนกลับคืนสู่สภาพเดิมแล้ว
ในขณะที่ปรากฏตัวขึ้น สายตาก็กวาดมองไปรอบ ๆ ริมฝีปากเผยรอยยิ้มเย็นชาออกมา
พลังยุทธ์ถูกควบคุมให้อยู่ที่ระดับพลังกำเนิดฟ้าขั้นห้า ดูเหมือนว่าจะไม่ต่างจากตอนที่เข้าไป หลิวอู๋เสียจงใจซ่อนมันเอาไว้ หากเรื่องที่เขาทะลวงผ่านขอบเขตพลังสามขั้นติดต่อกันภายในสิบวันแพร่กระจายออกไป มันจะต้องทำให้เกิดความตื่นตระหนกอย่างแน่นอน ตัวเขาไม่อยากก่อปัญหาที่ไม่จำเป็น
“ออกมากันเถอะ”
หลิวอู๋เสียกวาดสายตามองไปรอบ ๆ แล้ว แล้วพูดด้วยน้ำเสียงไร้ซึ่งความรู้สึก ทำให้คนที่ซ่อนตัวอยู่ในที่มืดต่างพากันออกมา
“ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว…”
ร่างเงากว่าสิบร่างพุ่งออกมาจากทุกทิศทุกทาง ล้อมรอบเขาไว้ เพื่อไม่ให้เขาหนีไป
“หลิวอู๋เสีย เจ้าฆ่าคนในตระกูลของข้า ข้าจะกินเนื้อเจ้าทั้งเป็น”
ว่านจั๋วหรานมีใบหน้าที่โหดเหี้ยม เมื่อเจ็ดวันก่อน เขาได้รับข่าวตระกูลล่มสลาย ทำให้เขาโกรธแค้นหลิวอู๋เสียจนแทบกัดฟันแตก
ไม่คิดเลย ถึงพวกเขาจะมีตระกูลเซวียให้ความช่วยเหลือ แต่ตระกูลสวีก็ยังสามารถพลิกสถานการณ์กลับมาได้ ตระกูลว่านและตระกูลเถียนถูกทำลายล้างอย่างสิ้นเชิง มีเพียงศิษย์ที่ฝึกฝนอยู่ในสำนักศึกษาจักรวรรดิเช่นพวกเขาเท่านั้นที่รอดพ้นจากภัยพิบัติมาได้
“ปีศาจร้าย เจ้ากล้าฆ่าล้างตระกูลของข้า”
เถียนอี้ก้าวออกมา เช่นเดียวกับว่านจั๋วหราน พวกเขาทั้งสองคนล้วนเป็นศิษย์ของสำนักศึกษาจักรวรรดิ พวกเขาเข้าร่วมสำนักศึกษาจักรวรรดิเมื่อหนึ่งปีก่อน
ตระกูลถูกทำลาย พวกเขาสูญเสียผู้สนับสนุนในสำนักศึกษา นับจากนี้ไปจะเป็นเรื่องยากยิ่งขึ้น ทุกอย่างเป็นความผิดของหลิวอู๋เสีย
ส่วนร่างเงาอื่นล้วนมีทั้งศิษย์ของตระกูลว่าน ศิษย์ของตระกูลเถียนและยังมีเงาของตระกูลเซวีย น่าจะเป็นเซวียผิ่นจือที่ส่งพวกเขามา
ตระกูลเซวียได้สืบสวนเรื่องราวของหลิวอู๋เสียในเมืองชางหลันมาเป็นอย่างดีแล้ว เซวียผิ่นจือรู้เรื่องเหล่านี้ทั้งหมด เขาจึงรีบติดต่อศิษย์ของตระกูลว่านและตระกูลเถียนเพื่อร่วมมือกันทันที
อาศัยมือของพวกเขากำจัดหลิวอู๋เสียสินะ? ตระกูลเซวียคิดแผนได้แยบยลยิ่งนัก
ไม่ต้องเปลืองกำลังพลของตัวเองก็สามารถฆ่าหลิวอู๋เสียได้
“พวกเจ้ารอข้าอยู่นานแล้วสินะ!”
หลิวอู๋เสียยกยิ้มมุมปาก
– โปรดติดตามตอนต่อไป –