ไท่หวง สูบกลืนสวรรค์ - ตอนที่ 159 ศัตรูรอบทิศ
บรรเลงทำนองจบลง!
ผู้คนมากมายยังคงตกอยู่ในภวังค์แห่งทำนองอันไพเราะ
เซวียหลันลุกขึ้นยืนพลางโค้งคำนับไปรอบ ๆ ขอบคุณทุกเสียงปรบมือที่มอบให้เมื่อครู่
ทันใดนั้น!
เขามองไปที่หลิวอู๋เสีย ภายในแววตาเผยให้เห็นถึงความท้าทายรุนแรง
“หลิวอู๋เสีย ถึงตาเจ้าแล้ว!”
น้ำเสียงแสนเย็นชา เขาบรรเลงทำนองจบแล้ว ต่อไปก็ถึงตาหลิวอู๋เสียแสดงฝีมือ
หากไม่สามารถทำให้ผู้คนในที่นี้เกิดความรู้สึกสะเทือนใจได้ เขาจะเป็นฝ่ายชนะหลิวอู๋เสียในการประลองพิณครั้งนี้
“ผู้ใดมีพิณบ้าง ขอข้ายืมใช้หน่อย!”
บนตัวหลิวอู๋เสียไม่มีพิณ สายตากวาดมองไปยังเหล่าศิษย์โดยรอบ ตั้งใจจะขอยืมจาก
“ฮ่าฮ่าฮ่า…”
เหล่าศิษย์ตระกูลเซวียพากันหัวเราะ บนตัวไม่มีพิณ แล้วจะเข้าใจวิถีพิณได้เช่นไร? หลิวอู๋เสียแพ้การประลองครั้งนี้แน่นอน
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังมาจากทั่วทุกสารทิศ
“หลิวอู๋เสีย หากไม่เข้าใจในอักขระเสียงก็อย่าฝืนเลย มิฉะนั้นจะทำให้หูของพวกเราแปดเปื้อนเปล่า ๆ”
หลิวคั่วจากชั้นเรียนระดับอัจฉริยะยืนขึ้น สีหน้าเยาะเย้ย เขากับไป๋ฉยงมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดา ไป๋ฉยงตายไปแล้ว เขารู้สึกเกลียดชังหลิวอู๋เสียอย่างรุนแรง
“รีบยอมแพ้ซะ!”
เหล่าศิษย์ห้องหกพากันลุกขึ้นยืน เสียงดังก้องกังวาน น้ำเสียงเย็นชาเสียดแทงราวกับกระดูก เสียงเยาะเย้ยดังไปทั่วทุกสารทิศ
เมื่อเทียบกับการประลองไม่กี่ครั้งก่อนหน้านี้ เสียงเยาะเย้ยลดน้อยลงไปมาก
“คุณชายหลิว บนตัวข้ามีพิณอยู่ หากคุณชายไม่รังเกียจ ข้าจะให้เจ้ายืมใช้ก่อน”
เสียงที่คุ้นเคยดังมาจากด้านหลัง หญิงสาวชุดสีม่วงราวกับผีเสื้อเดินผ่านฝูงชนมาหยุดอยู่ตรงหน้าหลิวอู๋เสีย
“ขอบคุณแม่นางเหยียน!”
หญิงสาวผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น เหยียนหรูอวี้ผู้แทนปรมาจารย์หลอมโอสถหญิงแห่งเมืองอู๋ ครั้งที่แล้วในงานชุมนุมโอสถที่เมืองฉาน ทั้งสองฝ่ายต่างก็ไม่ใช่คนแปลกหน้าต่อกัน
เหยียนหรูอวี้มีความรู้เรื่องพิณอยู่บ้าง ไม่ได้เชี่ยวชาญมากนัก ถือเป็นงานอดิเรก ชอบพกพิณติดตัวไว้เสมอ
“เจ้าอย่าทำให้ข้าผิดหวังล่ะ!”
เหยียนหรูอวี้ที่มักจะเย็นชาต่อคนนอก แต่กลับปฏิบัติตัวอีกแบบหนึ่งต่อหลิวอู๋เสีย มีลักยิ้มเล็ก ๆ บนใบหน้า
การยืนหยัดเคียงข้างหลิวอู๋เสียก็ไม่ต่างอะไรกับการเป็นศัตรูกับตระกูลเซวียอย่างเปิดเผย ในที่แห่งนี้มีคนมากมายที่เป็นเจ้าของพิณ แต่มีเพียงเหยียนหรูอวี้เท่านั้นที่กล้าก้าวออกมา
ห้าตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง ได้แก่ ตระกูลเซวีย ตระกูลหลี่ ตระกูลเหยียน ตระกูลไป๋และตระกูลฉิน ตระกูลเหยียนมีตำแหน่งไม่ด้อยไปกว่าตระกูลเซวียเลย
หากปราศจากพิณ แม้หลิวอู๋เสียจะมีความสามารถมากเพียงใดก็ไร้ประโยชน์ พ่ายแพ้ในการประลองครั้งนี้อยู่ดี
คนของตระกูลเซวียกัดฟันกรอด ไม่คิดว่าเหยียนหรูอวี้จะยืนหยัดเคียงข้างหลิวอู๋เสีย
“ไม่ทำให้แม่นางเหยียนที่ให้ยืมพิณผิดหวังแน่นอน!”
หลิวอู๋เสียไม่ได้จากไปไหน ยังคงยืนอยู่บนเวทีประลองที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง นั่งลงบนก้อนหินสีเขียว แล้ววางพิณไว้บนตัก
พิณยังคงส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยออกมา เหยียนหรูอวี้พกพิณตัวนี้ติดตัวไว้ตลอดเวลา ภายในมีถุงหอมบรรจุไว้
“พิณดี!”
หลังจากเหยียนหรูอวี้จากไป หลิวอู๋เสียก็ลูบคลำพิณเบา ๆ ชื่นชมออกมาสองคำ
ตัวพิณทำจากไม้ดอกสาลี่เหล็กหายาก สายพิณทำจากเอ็นงูเหลือมร้อยปี มีความเหนียวแน่นเป็นพิเศษ เสียงที่บรรเลงใสกังวานยาวนาน สามารถเพิ่มพลังการแทรกซึมของอักขระเสียงได้
ในทางกลับกัน พิณของเซวียหลันกลับด้อยกว่า
แน่นอน
สุดท้ายแล้ว การตัดสินแพ้ชนะก็ขึ้นอยู่กับฝีมือการบรรเลงพิณ ไม่ใช่ระดับพิณของใครสูงกว่ากัน
ยิ่งระดับพิณสูงเท่าไหร่ อักขระเสียงที่บรรเลงออกมาก็จะยิ่งไพเราะ แม่นยำและทรงพลังมากขึ้นเท่านั้น
“หลิวอู๋เสีย ยังยืนโง่อยู่อีก ทำไมไม่รีบบรรเลง!”
ทุกคนต่างเริ่มที่จะรู้สึกเบื่อหน่ายเมื่อไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ เป็นเวลานาน
“รีบบรรเลงได้แล้ว อย่าทำให้พวกเราเสียเวลา”
โดยเฉพาะคนของตระกูลเซวีย พวกเราเร่งเร้า พยายามรบกวนจิตใจของหลิวอู๋เสีย
จั่วหง เหยียนหรูอวี้และคนอื่น ๆ ล้วนเป็นสหายร่วมชั้นเรียน พวกเขานั่งรวมกันในตอนนี้ ทุกคนต่างมีสีหน้าที่คาดหวัง
“ภาพเหตุการณ์ในวันนี้ทำให้ข้านึกถึงทำนองหนึ่ง ทำนอง ‘ศัตรูรอบทิศ’ ขอมอบทำนองนี้ให้กับทุกคน”
หลิวอู๋เสียวางมือทั้งสองข้างลงบนพิณ ทุกทิศต่างเงียบสงัด
ตระกูลเซวียได้วางแผนสถานการณ์เช่นนี้อย่างแยบยล วางกับดักนับไม่ถ้วน รอให้หลิวอู๋เสียติดกับดัก นี่ไม่ใช่ศัตรูรอบทิศแล้วจะเป็นอะไร
“ศัตรูรอบทิศ? ช่างเหมาะจริง ๆ เวทีประลองเปรียบเสมือนสนามรบ ศัตรูล้อมรอบทุกทิศ แต่ยังคงสงบนิ่ง ไม่หวั่นไหว จิตใจและสมาธิแน่วแน่ สมควรแก่การเรียนรู้”
จั่วหงลุกขึ้นยืนปรบมือ เสียงพิณยังไม่ทันบรรเลง เขาก็ส่งเสียงปรบมือให้ก่อนแล้ว
คนที่เคยเยาะเย้ยหลิวอู๋เสียก็เลือกที่จะปิดปากเงียบ พวกเขาหาเหตุผลที่จะโต้แย้งไม่ได้ ด้วยคนเพียงคนเดียวกล้าท้าทายตระกูลเซวียทั้งตระกูล ใครบ้างจะทำได้? พวกเขามีคุณสมบัติอะไรที่จะหัวเราะเยาะงั้นรึ?
“พี่หลิว ข้าสนับสนุนท่าน”
ขวงเฮ่อลุกขึ้นยืน เขาเป็นหนี้บุญคุณหลิวอู๋เสีย เช่นเดียวกับจั่วหง เขาลุกขึ้นยืนเพื่อสนับสนุนหลิวอู๋เสีย
มีผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่สนับสนุนหลิวอู๋เสีย เพียงคำว่า ‘ศัตรูรอบทิศ’ ก็สามารถเอาชนะใจคนมากมายได้
เผชิญหน้ากับการรุกรานและกลอุบายต่าง ๆ ของตระกูลเซวีย หลิวอู๋เสียยังคงยืนหยัดอยู่ที่นี่ เขาจึงได้รับความเคารพจากผู้คนมากมาย
เสียงปรบมือกินเวลานานหนึ่งนาที ก่อนจะค่อย ๆ เงียบลง อักขระเสียงตัวแรกดังออกมาจากพิณในมือของหลิวอู๋เสีย
“ตึง!”
ราวกับเสียงม้าศึกเหล็กกล้า ทันทีที่เสียงนั้นดังขึ้น หัวใจของทุกคนก็กระตุกอย่างกะทันหัน
“เสียงพิณช่างทรงพลังยิ่งนัก”
ผู้คนพากันกลั้นหายใจราวกับไม่อยากพลาดสิ่งใดไป เซวียหลันยังไม่ทันได้ลงจากเวทีประลอง สายตาก็จับจ้องไปที่หลิวอู๋เสียอย่างเงียบ ๆ
อักขระเสียงแต่ละตัวลอยละล่องออกมา ทำนองเริ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ผู้คนหัวใจเต้นเร็วขึ้น ราวกับเลือดร้อนพลุ่งพล่านอยู่ในอก
“สายลมพัดหวีดหวิวในยามค่ำคืน”
“แสงดาวนับหมื่นพร่างพราว ดวงจันทร์ลอยเด่นบนฟากฟ้า”
หลิวอู๋เสียก็เริ่มเปล่งเสียงออกมา
มันฟังดูเหมือนบทสวด ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยพลังน่าสะพรึงกลัว ราวกับมีพลังเวทในทุกถ้อยคำที่ขับขาน เสียงดังก้องไปทั่วท้องฟ้ายามราตรี
สายลมพัดหวีดหวิวในยามค่ำคืน แสงดาวนับหมื่นพร่างพราว ดวงจันทร์ลอยเด่นบนฟากฟ้า บรรยากาศช่างเข้ากับสถานการณ์ในตอนนี้ ผู้คนต่างตกอยู่ในภวังค์โดยไม่รู้ตัว
“ข้าอยากร้องไห้ ข้าอยากร้องไห้เหลือเกิน!”
บางคนทนฟังเสียงพิณของหลิวอู๋เสียไม่ไหว อยากจะร้องไห้ออกมาดัง ๆ
ชีวิตผู้ใดบ้างไม่เคยพบเจอกับความทุกข์ยาก ลำบากแสนเข็ญหรือถูกเหยียดหยาม หลิวอู๋เสียถ่ายทอดทำนองออกมาทั้งหมด
เสียงพิณได้นำพาพวกเขาไปสู่โลกอีกใบ โลกที่พวกเขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน เสียงพิณดังกังวาน อักขระเสียงอันไพเราะเสนาะหูสั่นสะเทือนจิตใจและวิญญาณของพวกเขา
“เสียงพิณเร่งเร้า ดังเสียงกองทัพเหล็ก”
“เสียงกลองศึกกึกก้อง”
เมื่อสองท่อนนี้ดังขึ้น ผู้คนรู้สึกอารมณ์เปลี่ยนไปอีกครั้ง ราวกับมีเพลิงลุกโชนอยู่ในอก หากไม่ระเบิดออกมา คงจะมอดไหม้เป็นจุณ
เสียงพิณดังขึ้นเรื่อย ๆ ดังก้องไปทั่วทั้งสำนักศึกษา
ฟ่านเจินนั่งอยู่บนเบาะรองนั่ง เสียงพิณอันไพเราะได้ลอยข้ามภูเขาหลายลูกเข้ามาในหู ปลุกเขาออกจากสมาธิ
“ผู้ใดกำลังดีดพิณอยู่?”
บรรดาปรมาจารย์รุ่นเก่าต่างพากันตื่นขึ้น ทำนองเดียวกลับสร้างความปั่นป่วนได้มากมายขนาดนี้
ไป๋หลี่ชิงที่กำลังนั่งพักผ่อนอยู่ในห้องถูกเสียงพิณขัดจังหวะ สายตาจ้องมองไปยังลานฝึกยุทธ์
ร่างสีดำทะยานออกมาจากถ้ำทีละคน ปรากฏตัวขึ้นตามมุมมืดของลานฝึกยุทธ์ พวกเขามองไปยังเด็กหนุ่มตรงกลางเวทีอย่างเงียบงัน ทุกอักขระเสียง ทุกจังหวะ ทุกคำ… เหมือนกับกระบี่แหลมคมที่แทงทะลุหัวใจของพวกเขา
“เด็กคนนี้เอง”
ไป๋หลี่ชิงหรี่ตาลง เขารู้เรื่องที่หลิวอู๋เสียเข้าร่วมสำนักศึกษาจักรวรรดิมานานแล้ว
เมื่อฟ่านเจินมองไปที่หลิวอู๋เสีย รอยยิ้มประหลาดก็ปรากฏขึ้นที่มุมปาก
“สิบทิศล้อมไว้ ขังอู๋เสียจนสิ้น”
“วีรบุรุษกู้บัลลังก์ พ่ายแพ้ในศึกครั้งสุดท้าย”
น้ำเสียงของหลิวอู๋เสียเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย ความแค้นพยาบาทที่ไม่มีที่สิ้นสุดแผ่กระจายไปยังก้นบึ้งหัวใจ ทุกคนรู้สึกถึงความโกรธในใจของหลิวอู๋เสีย
ถูกตระกูลเซวียยั่วยุ ถูกผู้คนการเยาะเย้ย ฉากต่าง ๆ ผุดขึ้นมาในใจ เหมือนเปลวเพลิงแห่งความเกลียดชังลุกไหม้อยู่ในใจ
ขณะนั้น!
พวกเขายืนอยู่เคียงข้างหลิวอู๋เสีย ถูกเสียงพิณพาเข้าสู่โลกภายในของหลิวอู๋เสีย
หญิงสาวหลายคนสะอื้นเบา ๆ พวกนางเห็นใจหลิวอู๋เสียและเกลียดชังตระกูลเซวียมากขึ้นไปอีก
กระทั่งศิษย์ที่เป็นกลางก็เลือกสนับสนุนหลิวอู๋เสีย พวกเขาถูกเสียงพิณที่ไพเราะสะกดไว้จนหมดสิ้น
สวีหลิงเสวี่ยยกมือปิดปาก มองไปที่หลิวอู๋เสียอย่างไม่เชื่อ ทำไมนางไม่เคยได้ยินเขาบรรเลงทำนองที่ไพเราะเช่นนี้มาก่อน
ทำนองนี้เพียงพอที่จะช่วยให้เขามีชื่อเสียงทั่วทั้งเมืองชางหลัน
“เรือจอดเทียบท่า ไม่ยอมข้ามฝั่ง ชาวประมงถอนใจ”
“เกิดเป็นวีรบุรุษ ตายเป็นวิญญาณผู้กล้า”
“ศัตรูรอบทิศ!”
เสียงพิณไพเราะราวกับเสียงนกร้องไห้ สื่อถึงความโศกเศร้า ความสิ้นหวังต่อโลก ความอยุติธรรมของสวรรค์ บรรเลงออกมาอย่างสุดซึ้ง
เสียงร้องไห้ดังขึ้นเรื่อย ๆ น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว
เสียงพิณของเซวียหลันทำได้เพียงแค่กระตุ้นอารมณ์
แต่เสียงพิณของหลิวอู๋เสียควบคุมจิตใจของผู้คน พวกเขาดื่มด่ำอยู่กับมันจนยากที่จะถอนตัว
อาจเป็นเพราะสวรรค์รับรู้ถึงความโกรธแค้นในใจของหลิวอู๋เสีย เกล็ดหิมะโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า ทุกผู้คนต่างตกอยู่ในภวังค์
“คร่ำครวญถึงวีรบุรุษในช่วงเวลาลำเค็ญ”
“โศกเศร้าที่ในโลกนี้มีสหายน้อยนัก”
“ศัตรูรอบทิศซุ่มโจมตีทุกทาง”
“ความงามอันน่าตกตะลึงปรากฏขึ้นในโลก”
“ศัตรูรอบทิศ”
ความรู้สึกโดดเดี่ยวแผ่ซ่านไปทั่วท้องฟ้า ทุกคนต่างได้ยินทำนองที่แสนเปลี่ยวเหงาจากเสียงพิณ
ไม่มีใครเข้าใจโลกภายในใจของหลิวอู๋เสีย ความเหงาในใจ ความเจ็บปวดที่รวมตัวกันกลายเป็นสายน้ำอุ่นไหลเข้าสู่หน้าอกของพวกเขา น้ำตาไหลรินนองใบหน้า
คร่ำครวญถึงวีรบุรุษในช่วงเวลาลำเค็ญ โศกเศร้าที่ในโลกนี้มีสหายน้อยนัก
สวีหลิงเสวี่ยไม่อาจควบคุมดวงตาของตัวเองได้อีกต่อไป น้ำตาไหลรินลงมาจากหางตาอย่างไม่รู้ตัว
“ทำไมเจ้าไม่บอกข้า”
นางกำหมัดแน่น นางไม่รู้เรื่องเหล่านี้เลย ไม่คิดว่าเขาจะต้องทนทุกข์ทรมานเช่นนี้
กลับชาติมาเกิดในมหาทวีปเจินอู่ หลิวอู๋เสียมีหลายสิ่งที่อยากจะบอกกับคนอื่น แต่ก็ไม่รู้ว่าจะบอกกับใคร หากพูดเรื่องราวของตัวเองออกไป เขาคงถูกมองว่าเป็นคนบ้าหรือไม่ก็สมองผิดปกติ
“ทำนองเศร้าอะไรเช่นนี้ ทำนองครอบงำอะไรเช่นนี้!”
ฟ่านเจินพูดอย่างลับ ๆ สองความรู้สึกที่ขัดแย้งกัน
เสียงทำนองปลดปล่อยความโกรธในใจออกมา ทรงพลังอย่างยิ่ง
“ทะเลทรายกว้างใหญ่ไพศาลสามพันลี้”
“เมื่อดวงอาทิตย์ส่องแสง พื้นดินลุกไหม้”
“โลกทั้งใบมึนงง พบเจอวิมานหยก”
“หวนคิดถึงช่วงเวลาที่ผ่านมา เมื่อบ้านเมืองสงบสุขและรุ่งเรืองดั่งทองคำ”
หลิวอู๋เสียหวนคิดถึงวิมานหยกที่เขาเคยอาศัยอยู่ เคยควบคุมดวงดาว เหยียบย่ำท้องฟ้า ยิ่งใหญ่เกินบรรยาย แต่ในวันนี้กลับถูกสุนัขรังแก
ทุกถ้อยคำ ทุกตัวอักขระเสียง ดังก้องกัมปนาท แม้จะตกอยู่ในความอับจน ก็ไม่ยอมแพ้ ใช้กำปั้นฉีกท้องฟ้าออกเป็นโลกใบใหม่
“ความฝันสลาย สะพานไม้ลุกไหม้”
“คร่ำครวญถึงความทุกข์ทรมานของคนที่เหลือ”
“ผืนทรายสีเหลืองอันไร้ที่สิ้นสุด”
“เหล่าทหารผู้พ่ายแพ้ถูกทอดทิ้งนานแล้ว”
จิตใจของหลิวอู๋เสียแปรเปลี่ยนไปอีกครั้ง เขานึกถึงสงครามแห่งสวรรค์ นึกถึงผู้แข็งแกร่งนับไม่ถ้วนที่จู่โจมเขา จนกระทั่งเสียชีวิตที่ผาตัดวิญญาณ
เงียบสงัด!
ความเงียบราวกับความตายแผ่ปกคลุมไปทั่ว มีเพียงเสียงพิณของหลิวอู๋เสียที่ดังก้องอยู่
“สายลมแรงพัดพาทรายฟุ้งกระจายทั่วท้องฟ้า”
“ได้ยินเสียงทำนองสงคราม ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าที่แตกตื่น”
“เรื่องราวยิ่งใหญ่ผ่านพ้นไปแล้ว น้ำในแม่น้ำเหือดแห้ง”
“เมื่อถูกฝังไว้ ใครเล่าจะเสียใจกับกระดูกที่ไร้ค่า”
เสียงพิณดังขึ้นและหายไปเป็นช่วง ๆ บางครั้งก็ขาด ๆ หาย ๆ จักรพรรดิเซียนผู้ยิ่งใหญ่ สิ้นชีพในสนามรบ สถานการณ์พลิกผัน น้ำในแม่น้ำเหือดแห้ง เมื่อถูกฝังไว้ ใครเล่าจะเสียใจกับกระดูกที่ไร้ค่า
หลิวอู๋เสียจมดิ่งอยู่ในโลกของตัวเอง ลืมไปว่ากำลังต่อสู้ ลืมไปว่ากำลังประลอง ลืมไปว่าตัวเองอยู่ที่ไหน ก็แค่ต้องการระบายความรู้สึกในขณะนี้
“ภูเขาและแม่น้ำงดงาม น้ำใสสะอาด”
“บุรุษย่อมมีความทะเยอทะยาน จิตใจไม่เคยสิ้นหวัง”
“เมื่อคิดถึงการเวียนว่ายตายเกิดทั้งสิบแปดภพภูมิ”
“พูดคุยแล้วหัวเราะ? เป็นเพียงความสุขชั่วคราว”
“เสียงทำนองสงครามสิ้นสุดลง? เสียงม้าศึกร้องดังขึ้น”
“เหล่าทหารติดตามนายของตนไปจนสิ้นชีวิต”
“ละทิ้งร่างกาย เหลือไว้เพียงความภาคภูมิใจ”
เมื่ออักขระเสียงสุดท้ายหลุดออกมา เสียงพิณก็หยุดลงกะทันหัน ลมหายใจขุ่นมัวพวยพุ่งออกมาจากอกของหลิวอู๋เสีย
ความลับที่เก็บซ่อนในใจถูกปลดปล่อยผ่านเสียงพิณ
– โปรดติดตามตอนต่อไป –