ไท่หวง สูบกลืนสวรรค์ - ตอนที่ 160 การต่อสู้ครั้งสุดท้าย
จิตใจเปิดกว้าง ใช้เสียงพิณระบายความโกรธในใจ
ความคิดปลอดโปร่ง หลิวอู๋เสียรู้สึกว่าจิตวิญญาณของเขาชัดเจนขึ้นมาก พร้อมที่จะก้าวเข้าสู่ระดับพลังชำระวิญญาณได้ทุกเมื่อ
ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะยกระดับพลังยุทธ์ รอให้เรื่องทุกอย่างจบสิ้น ปิดด่านฝึกฝนสักสองสามวันและค่อยทะลวงสู่ระดับพลังชำระวิญญาณในคราวเดียว
ผู้คนยังคงดื่มด่ำกับอักขระเสียงอย่างสุดซึ้ง ไม่อาจถอนตัวได้ พวกเขาครุ่นคิดถึงอักขระเสียงอย่างถี่ถ้วน
ยิ่งคิดก็ยิ่งตกตะลึง ทุกอักขระเสียง ทุกจังหวะ… ล้วนเสมือนกับงานแกะสลักหยกชั้นเลิศ
เสียงพิณของเซวียหลันทำได้เพียงแค่ปลุกเร้าอารมณ์
ทว่าเสียงพิณของหลิวอู๋เสียกลับสั่นสะเทือนจิตวิญญาณและจิตใจอย่างลึกซึ้ง ทั้งสองคนอยู่คนละระดับ
“จบแล้วหรือ?”
ทุกคนค่อย ๆ ลืมตาขึ้น พวกเขาไม่ต้องการหลุดออกจากภวังค์แห่งทำนอง
ต่างคนต่างมองหน้ากัน ทุกคนมีน้ำตานองหน้า ไม่รู้ตัวเลยว่าร้องไห้เมื่อไร
ทั่วทั้งบริเวณตกอยู่ในความเงียบสงัด ไร้ซึ่งเสียงพูดใด ๆ
“แปะ แปะ แปะ…”
เดิมทีมีเพียงเสียงปรบมือจากคนคนเดียว จากนั้นเสียงปรบมือก็ตามมาเป็นกลุ่ม กระทั่งเสียงปรบมือกึกก้องทั่วฟ้าดิน
“ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมนัก นี่เป็นทำนองที่ดีที่สุดที่ข้าเคยฟังมาตลอดชีวิต”
ชายร่างกำยำผู้หนึ่งลุกขึ้นยืนพลางปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม เขาปรบมือแรงจนฝ่ามือแดงช้ำ แต่เขาไม่รู้สึกเจ็บปวดเลย
นี่เป็นวิธีเดียวที่จะแสดงอารมณ์ภายในออกมา
เหยียนหรูอวี้ลุกขึ้นยืน น้ำตาไหลออกมาจากหางตา แต่กลับมีรอยยิ้มบนใบหน้า
“ทักษะพิณของน้องหลิวบรรลุถึงขั้นที่เทพยดาต้องตะลึง”
จั่วหงมีสีหน้าขมขื่น นับตั้งแต่ที่เขารู้จักกับหลิวอู๋เสีย เขาก็ต้องพบเจอกับความพ่ายแพ้ต่อหน้าหลิวอู๋เสียอยู่เสมอ
ใครเหนือกว่าใคร เพียงแค่ฟังจากเสียงปรบมือก็ทราบคำตอบดีอยู่แล้ว
เซวียหลันสีหน้ามืดมน บางช่วงเขาก็ตกอยู่ในภวังค์แห่งทำนองเช่นกัน เขาถูกเสียงพิณของหลิวอู๋เสียดึงดูดอย่างลึกซึ้ง
เหตุผลบอกเขาว่าอย่าหลงระเริงไปกับความมึนเมา เขาต้องฆ่าหลิวอู๋เสีย
ในพื้นที่ของตระกูลเซวีย ไม่มีใครพูดคำพูดใดออกมา แต่ละคนเต็มไปด้วยกลิ่นอายสังหาร ทักษะพิณของหลิวอู๋เสียเปรียบเสมือนฝ่ามือที่ตบเข้าพวกเขารุนแรง
กลอุบายมากมายเช่นนี้ช่างดูน่าขันสิ้นดี
“เซวียหลัน เจ้าแพ้แล้ว ไฉนยังไม่ปลิดชีพตัวเองอีก!”
เหล่าศิษย์ห้องเจ็ดต่างพากันลุกขึ้นยืน ประณามเซวียหลันเป็นเสียงเดียวกัน การประลองระหว่างคนทั้งสอง ใครแพ้ผู้นั้นย่อมต้องตาย
ทุกคนเพิ่งนึกขึ้นได้ พวกเขายังมีการเดิมพันเป็นตายรออยู่ สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่เซวียหลัน รอดูว่าเขาจะเลือกเช่นไร
เซวียหลันมีสีหน้าโหดเหี้ยม เขาไม่ยอมรับความพ่ายแพ้เช่นนี้เป็นอันขาด
“หลิวอู๋เสีย ข้าจะฆ่าเจ้า!”
เซวียหลันคำรามลั่นด้วยความเดือดดาล นิ้วมือทั้งสองข้างบรรเลงพิณ เสียงพิณแปรเปลี่ยนเป็นกระบี่แหลมคม พุ่งตรงไปยังหลิวอู๋เสีย
ฆ่าด้วยเสียงพิณ!
ยอดฝีมือพิณที่แท้จริง เสียงพิณทุกเสียงที่บรรเลงล้วนเป็นอาวุธฆ่า ถึงเซวียหลันจะไม่ใช่ยอดฝีมือพิณ เขาก็สามารถใช้เสียงพิณในการฆ่าคนได้
ใครจะคิด เซวียหลันไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ และเลือกที่จะลงมือก่อน
คนทั้งสองนั่งอยู่บนเวทีประลองสองแห่ง ห่างกันกว่าร้อยหมี่ เสียงพิณที่ลอยอยู่ในอากาศค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นรูปร่างต่าง ๆ สุดท้ายก็กลายเป็นลูกธนูนับไม่ถ้วน
ลูกธนูเหล่านี้ห่อหุ้มหลิวอู๋เสียเอาไว้ หมายจะฆ่าเขาให้ตาย
รวดเร็วราวสายฟ้าแลบ เซวียหลันยังคงบรรเลงพิณต่อไป เขาฝึกฝนทำนองฆ่าฟันบทนี้มาเป็นเวลานาน บัดนี้ในที่สุดก็ได้ใช้งานจริงเสียที
“หูของข้า!”
เสียงพิณแหลมบาดหู พุ่งตรงไปยังทุกทิศทุกทาง หลายคนต้องเอามืออุดหูเอาไว้ ผู้ที่อยู่ในระดับพลังกำเนิดฟ้าทนไม่ไหว เลือดไหลออกจากรูหู
ลูกธนูนับไม่ถ้วนพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
บางส่วนกลายเป็นเสือวิ่งอยู่บนพื้นดิน บางส่วนกลายเป็นสัตว์ร้ายคำรามกึกก้อง
ลมพายุพัดกระหน่ำ สัตว์ร้ายคำรามอย่างเกรี้ยวกราด ก่อเกิดเป็นภาพที่แปลกประหลาด หลิวอู๋เสียอยู่ใจกลางพายุ ไม่มีที่ว่างให้หลบหลีก เซวียหลันผนึกเวทีประลองทั้งเวทีเอาไว้แล้ว หลิวอู๋เสียต้องตายแน่
“นี่มันทำนองพิฆาต!”
เสียงอุทานดังมาจากเขตพื้นที่อักษรลึกล้ำ ทำนองพิฆาตถูกสั่งห้ามนานแล้ว มันจะส่งผลต่อจิตใจของบุคคล ทำให้เกิดความดุร้ายและกระหายเลือดมากขึ้น
เซวียหลันยอมเปิดเผยความลับเรื่องฝึกฝนทำนองพิฆาตของตน เพียงเพื่อที่จะฆ่าหลิวอู๋เสีย
ระยะทางร้อยหมี่ พริบตาเดียวก็มาถึง!
ลูกธนูปรากฏขึ้นในระยะสามหมี่ห่างจากหลิวอู๋เสีย หากไม่ตอบสนอง เขาจะถูกลูกธนูที่แปรเปลี่ยนจากอักขระเสียงฆ่าตาย
สวีหลิงเสวี่ยหัวใจเต้นแรง นางอยากจะพุ่งตัวเข้าช่วยเหลือ
พวกจั่วหงไม่พอใจมากขึ้น ตระกูลเซวียในวันนี้ทำให้พวกเขาสูญเสียศรัทธาโดยสิ้นเชิง
“น่ารังเกียจ ไร้ยางอายสิ้นดี!”
พวกหลี่เซิงเซิงต่างสาปแช่ง พวกเขาไม่เคยพบเห็นคนที่ไร้ยางอายเช่นนี้มาก่อน
แพ้แล้วไม่ยอมรับ ดันคิดทำร้ายผู้อื่น มีเพียงตระกูลเซวียเท่านั้นที่ทำเรื่องแบบนี้ได้
เสือร้ายอ้าปากกว้างและพุ่งเข้ากัดหัวของหลิวอู๋เสีย
“ชิ้ง!”
ในเสี้ยววินาที อักขระเสียงที่คมชัดก็ดังขึ้น หลิวอู๋เสียใช้นิ้วชี้ข้างขวาดีดสายพิณเบา ๆ
การบรรเลงพิณไม่ได้หมายความว่าสามารถใช้เสียงพิณฆ่าคน นี่เป็นคนละเรื่องกัน
เหยียนหรูอวี้เชี่ยวชาญด้านบรรเลงพิณ แต่นางไม่อาจใช้อักขระเสียงฆ่าคนได้
ปราณแท้ถ่ายเทเข้าไปในพิณผ่านอักขระเสียง กฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินก่อตัวขึ้น แปรเปลี่ยนเป็นรูปร่างต่าง ๆ การควบคุมปราณแท้นั้นเข้มงวดอย่างยิ่ง
ทุกคนต่างลงความเห็นว่าหลิวอู๋เสียตกอยู่ในอันตราย
เซวียหลันบรรเลงพิณมาสิบกว่าปี จึงเข้าใจการใช้เสียงพิณคร่าชีวิตคน ถึงหลิวอู๋เสียฝึกฝนมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ก็ยังไล่ตามไม่ทัน และเขายังเคยเป็นคนไร้ค่ามาก่อน
ทำนองพิฆาตเป็นทำนองต้องห้าม นอกจากผู้ที่อยู่ในระดับพลังชำระวิญญาณขั้นสูงแล้ว ก็ไม่มีใครแก้ไขอักขระเสียงเหล่านี้ได้
หลิวอู๋เสียเป็นเพียงระดับพลังกำเนิดฟ้า วิธีเดียวที่ทำได้คือใช้เสียงพิณในการแก้ไขสถานการณ์
ขณะที่เสียงพิณดังขึ้น เสียงฮืออาก็ดังขึ้นรอบทิศ
ลูกธนูที่พุ่งเข้ามาหยุดลง พวกมันลอยอยู่รอบ ๆ ตัวหลิวอู๋เสีย ห่างจากร่างกายเพียงหนึ่งเชียะ
ลูกธนูหยุดนิ่ง แม้แต่เสือที่กำลังวิ่งอยู่ก็หยุดนิ่งอยู่กลางอากาศ ราวกับถูกมนต์วิเศษสะกด
อักขระเสียงตัวเดียวหยุดการโจมตีของเซวียหลันในทันที เป็นไปได้อย่างไร?
“เป็นไปไม่ได้!”
เซวียหลันแทบบ้า สองมือดีดพิณอย่างบ้าระห่ำ อักขระเสียงจำนวนมากกลายเป็นอาวุธพิฆาตปกคลุมทั่วทั้งท้องฟ้าและผืนดิน
มันเกือบจะเติมเต็มพื้นที่ทั้งหมด หนาแน่นจนกลายเป็นห่าฝนธนูบดบังดวงอาทิตย์
“ฮึ่ม!”
หลิวอู๋เสียแค่นเสียงเยาะเย้ย นิ้วชี้ขยับอีกครั้ง ลูกธนูที่ลอยอยู่ในอากาศหันกลับไปยังทิศทางของเซวียหลัน
เซวียหลันหวาดกลัวจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง ทำไมถึงเป็นแบบนี้? ทำไมลูกธนูถึงหันมาทางตัวเองได้?
สายพิณถูกดีดลง อักขระเสียงที่ลอยอยู่ในอากาศระเบิดออกตามทิศทางเวทีประลองที่เซวียหลันนั่งอยู่
“ทำไมถึงเป็นแบบนี้ เพียงอักขระเสียงเดียวก็แก้ไขทำนองพิฆาตได้”
นอกจากเซวียหลันแล้ว ยังมีคนอีกมากมายในสำนักศึกษาจักรวรรดิที่ฝึกฝนทักษะพิณ พวกเขาคิดหาวิธีต่าง ๆ นานาเพื่อแก้ไขทำนองนี้ แต่ก็ไม่พบเบาะแสใด ๆ
หลิวอู๋เสียเพียงดีดพิณครั้งเดียวก็แก้ไขการโจมตีทั้งหมดได้
ยังสามารถใช้อักขระเสียงของฝ่ายตรงข้ามโต้กลับได้อีก นี่เป็นไปได้อย่างไร? มันเกินความเข้าใจของพวกเขา
แม้แต่อาจารย์ที่ปรึกษาระดับพลังชำระไขกระดูกก็ยังไม่เข้าใจ ทักษะพิณของหลิวอู๋เสียสูงส่งกว่าเซวียหลันมากเกินไป
คงมีแต่ผู้เชี่ยวชาญของสำนักศึกษาเท่านั้นที่จะเทียบเคียงกับเขาได้
ลูกธนูพุ่งเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ส่งเสียงแหวกอากาศดังสนั่น ท่ามกลางสายตาของผู้คนนับไม่ถ้วน ลูกธนูเหล่านี้พุ่งทะลุร่างของเซวียหลัน
ร่างของเขาถูกยิงจนพรุนราวกับตะแกรง ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล เลือดสีแดงฉานไหลนองพื้น แม้กระทั่งก่อนตาย ดวงตาของเขายังคงเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ
ทำไมเขาถึงต้องมาตายด้วยอักขระเสียงของตัวเอง?
การประลองที่ดูเหมือนสิ้นหวังกลับทำให้ทุกคนที่เฝ้ามองใจสั่น
การประลองสิ้นสุดลงแล้ว หลิวอู๋เสียไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ เขาฆ่าเซวียหลันได้สำเร็จ
เขาเก็บพิณลง แล้วหันไปมองตระกูลเซวีย อยากรู้ว่าพวกเขายังมีกลอุบายอะไรซ่อนอยู่
“เซวียรุ่ย เจ้ายังไม่ออกมาอีกหรือ?”
ครั้งนี้ถึงคราวที่หลิวอู๋เสียเป็นฝ่ายริเริ่มบ้าง เขาไม่ต้องการเสียเวลาต่อปากต่อคำกับพวกเขาอีกต่อไป จึงท้าทายออกไปตรง ๆ
“เขาต้องการทำอะไรท้าทายเซวียรุ่ยหรือ? เซวียรุ่ยอยู่ในระดับพลังชำระวิญญาณขั้นห้าเชียวนะ”
เสียงอุทานดังขึ้นจากฝูงชน พวกเขาคิดว่าหลิวอู๋เสียไม่รู้จักประมาณตน เขาควรจะหยุดเมื่อได้เปรียบ ตระกูลเซวียวันนี้สูญเสียอย่างหนัก
การยั่วยุในเวลานี้เท่ากับตกหลุมพรางของตระกูลเซวีย
“หลิวอู๋เสีย วันนี้คือวันตายของเจ้า”
เซวียรุ่ยไม่รอให้หลิวอู๋เสียพูดจบ เขากระโดดลงบนเวทีประลอง ยืนอยู่ตรงข้ามหลิวอู๋เสีย
จิตสังหารที่น่าสะพรึงกลัวก่อตัวขึ้นปกคลุมร่างของหลิวอู๋เสีย
“แค่ขยะอย่างเจ้า ก็อยากจะฆ่าข้า?”
หลิวอู๋เสียหัวเราะเยาะเย้ย ดาบสั้นปรากฏขึ้นในมือของเขา ไม่จำเป็นต้องใช้หมัดทรราชกับขยะแบบนี้
คงมีแต่หลิวอู๋เสียที่กล้าด่าทอผู้ที่อยู่ในระดับพลังชำระวิญญาณขั้นห้าว่าเป็นขยะ
ที่แปลกก็คือครั้งนี้ไม่มีใครในห้องหกกล้าเยาะเย้ยเขา
บางทีอาจเป็นเพราะอิทธิพลจากอักขระเสียง หลายคนจึงเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อหลิวอู๋เสียไปมาก
“ใครเป็นขยะ เดี๋ยวก็รู้”
เซวียรุ่ยชักกระบี่ยาวออกมา เขาให้เซวียผิ่นจือยืมอาวุธลึกล้ำไปแล้ว เขาจึงทำได้เพียงใช้แค่เพียงอาวุธวิญญาณธรรมดาเท่านั้น
เซวียรุ่ยเป็นฝ่ายลงมือก่อน เสียงโห่ร้องดังขึ้นจากรอบ ๆ ผู้ที่อยู่ในระดับพลังชำระวิญญาณขั้นห้ากลับใช้วิธีลอบโจมตี
“ตระกูลเซวีย พวกเจ้ายังมีหน้ามาพูดอีกหรือ?”
หลี่เซิงเซิงตวาดลั่น ตระกูลเซวียช่างไร้ยางอายเสียจริง
เสียงนั้นถูกกลืนหายไปด้วยคลื่นอากาศที่กดขี่ กระบี่แสงนับพันนับหมื่นปกคลุมทั่วลานฝึกยุทธ์ หลิวอู๋เสียถูกปิดล้อมอยู่ภายใน
“ระดับพลังชำระวิญญาณขั้นห้าลงมือด้วยตัวเอง หลิวอู๋เสียจะรอดไปได้อย่างไร?”
ทุกสายตาจับจ้องไปที่ลานฝึกยุทธ์ด้วยความคาดหวัง การต่อสู้นี้น่าจะเป็นไพ่ตายสุดท้ายของตระกูลเซวียแล้ว หากเซวียรุ่ยตาย ตระกูลเซวียคงไม่กล้าส่งใครออกสู้เป็นแน่
หลิวอู๋เสียไม่กล้าประมาท อัจฉริยะจากสำนักศึกษาจักรวรรดิไม่อาจเทียบกับพวกไร้ค่าเช่นว่านหรงเจ๋อจากเมืองชางหลันได้ พวกเขามีความสามารถท้าทายข้ามระดับ
ดาบสั้นถูกชักออกมา แปรเปลี่ยนเป็นรัศมีดาบอันน่าสะพรึงกลัว ฉีกกระชากม่านกระบี่ออกเป็นชั้น ๆ หลิวอู๋เสียใช้เพลงเท้าเจ็ดดารา ปลายดาบฟาดฟันลงมาอย่างดุดัน
“พลังเปี่ยมล้น!”
ราวกับดวงอาทิตย์ร้อนแรงที่สาดส่องทั่วท้องฟ้า พลังที่น่าตื่นตะลึงกวาดเอาหินบนพื้นพุ่งเข้าใส่เซวียรุ่ยอย่างบ้าคลั่ง
เซวียรุ่ยตกตะลึง หลิวอู๋เสียแข็งแกร่งถึงขั้นนี้หรือ?
กระบี่ยาวในมือพลันเปลี่ยนทิศทาง ราวกับอสรพิษปรากฏขึ้นด้านหลังหลิวอู๋เสียอย่างกะทันหัน กลายเป็นกระบี่ที่ยากจะป้องกัน
“นั่นมันวิชากระบี่อสรพิษวิญญาณ!”
มีคนจำวิชากระบี่ชุดนี้ได้ ไม่ด้อยไปกว่าวิชากระบี่ขุนเขานทีแม้แต่น้อย เซวียรุ่ยแข็งแกร่งมาก ร่างของเขาบิดเบี้ยวราวกับอสรพิษวิญญาณ
“ชิ้ง ชิ้ง…”
เสียงอาวุธกระทบกันดังขึ้นพร้อมสะเก็ดไฟ เสียงดังสนั่นหวั่นไหว ร่างของทั้งสองกระเด็นออกจากกัน การปะทะกันครั้งแรกถือว่าเสมอกัน
หลิวอู๋เสียซ่อนพลังเอาไว้ถึงเจ็ดส่วน มีคนอยู่มากมายเช่นนี้ แน่นอนว่าเขาจะไม่เปิดเผยพลังทั้งหมดออกมา
“หากเจ้ามีฝีมือเพียงเท่านี้ เจ้าก็ตายได้แล้ว!”
อสรพิษวิญญาณออกจากถ้ำ กระบี่ยาวในมือเซวียรุ่ยแปรเปลี่ยนเป็นอสรพิษวิญญาณนับไม่ถ้วน ลอยวนอยู่กลางอากาศ ภาพที่เห็นทำเอาขนหัวลุก
“จริงหรือ!”
หลิวอู๋เสียหัวเราะเยาะเบา ๆ ระดับพลังค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจนถึงระดับพลังกำเนิดฟ้าขั้นสูง แรงผลักดันกระแทกอสรพิษวิญญาณทั้งหมดออกไป
– โปรดติดตามตอนต่อไป –