ไท่หวง สูบกลืนสวรรค์ - ตอนที่ 165 สาส์นลงทัณฑ์
กระแสลมหมัดที่มองไม่เห็นฉีกเสื้อคลุมของทั้งสองคนออกเป็นชิ้น ๆ เศษผ้าปลิวว่อนไปทั่วท้องฟ้า
“เจ้าหนู รับความตายไปซะ!”
ร่างของไป๋จ้านพุ่งทะยานราวกับกระสุนปืนใหญ่ เท้ากระแทกพื้นจนเกิดเป็นหลุมลึกกว่าหนึ่งชุ่น ก้อนหินสีเขียวแตกกระจาย เศษหินกระเด็นออกไปรอบทิศทาง
“อ๊าก…”
เหล่าศิษย์รอบ ๆ กรีดร้องอย่างเจ็บปวด พวกเขาถูกเศษหินพุ่งเข้าใส่
พลังหมัดปลดปล่อยแรงทำลายล้างจนเกิดเสียงหวีดหวิว ร่างของไป๋จ้านพุ่งเข้าใส่ดุจเสือร้ายคำราม ปราณแท้ก่อตัวเป็นพลังงานประหลาดคล้ายกับวังวนหมุนอย่างบ้าคลั่ง
รวดเร็วราวกับสายฟ้า!
พลังหมัดนี้แข็งแกร่งกว่าตอนที่ต่อสู้กันที่ชั้นสามถึงสามเท่า ไป๋จ้านไม่ได้ปกปิดพลังแม้แต่น้อย พลังหมัดนี้… คือขั้นสูงสุดอย่างแท้จริง!
หลิวอู๋เสียไม่คิดหลบเลี่ยง ทั้งสองคนอยู่ห่างกันเพียงสิบหมี่ ร่างของไป๋จ้านปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาแล้ว
เขายกหมัดขวาขึ้นเตรียมปลดปล่อยวิชาดาบหมัดทรราช เพียงวิชาดาบอย่างเดียวคงไม่พอรับมือกับศัตรูแข็งแกร่งอย่างไป๋จ้าน
ก่อนที่วิชากระเรียนเริงระบำเก้าชั้นฟ้าจะเริ่มทำงาน พลังหมัดของไป๋จ้านผนึกพื้นที่เคลื่อนไหวของหลิวอู๋เสียเสียแล้ว
ทุกสายตาจับจ้องไปที่ร่างของหลิวอู๋เสียที่ลอยขึ้นจากพื้นราวกับสายลมอันแสนบริสุทธิ์ ก่อนที่เขาจะหายวับไปในชั่วพริบตา
เสียงหึ่งดังทั่วบริเวณ ความว่างเปล่าแตกกระจายเป็นเสี่ยง ไม่อาจทนต่อแรงกดดันจากพลังหมัดของทั้งสองคนได้ เสียงฟ้าร้องคำรามดังสนั่นทั่วสี่ทิศ
เหล่าศิษย์ที่กำลังชมการต่อสู้พากันเอามืออุดหูเอาไว้ เพราะไม่อาจทนต่อเสียงดังสนั่นได้
ในเสี้ยววินาที หมัดขนาดเท่าหม้อดินปะทะเข้ากันอย่างจัง เสียงปะทะสร้างคลื่นพลังอันน่าสะพรึงกลัวแผ่กระจายออกไป
“ตูม!”
เสียงดังราวกับแผ่นดินถล่ม เศษหินสีเขียวบนพื้นลอยขึ้น วังวนขนาดมหึมาผุดขึ้นบริเวณกึ่งกลางระหว่างทั้งสองคน
เศษหินที่ลอยขึ้นกลางอากาศถูกดูดเข้าไปในวังวน ก่อนที่จะถูกบดขยี้เป็นผุยผง แล้วสลายหายไปในอากาศ
มองเห็นเพียงพลังน่ากลัวตรงใจกลางวังวน ไม่อาจมองเห็นร่างของทั้งสองคนได้อีกต่อไป
ระลอกคลื่นพลังที่น่าหวาดหวั่นแผ่กระจายออกไปทุกทิศทุกทาง ถึงจะยืนอยู่ห่างออกไปร้อยหมี่ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ศิษย์หลายคนถูกพัดปลิว ร่างกระแทกพื้น ส่งเสียงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวด
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นภายในวังวน มีเพียงเสียงกระทบที่บีบคั้นหัวใจเป็นระยะ ๆ หมัดต่อหมัด กระแทกกระทั้น
บางครั้งได้ยินเสียงกระดูกแตกหัก ดังก้องจนน่าขนลุก
เวลาผ่านไปหนึ่งนาที วังวนก็แตกออกเป็นสี่ส่วน
ร่างสองร่างกระเด็นออกจากวังวน เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นไปทั่วท้องฟ้า
“โครม!”
เสียงกระแทกดังสนั่นไป๋จ้านกระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่ ต้นไม้ใหญ่ที่มีขนาดหนาเท่าถังน้ำแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ
ส่วนหลิวอู๋เสียลอยตัวกลางอากาศราวกับกระเรียนเซียน ก่อนจะพลิกตัวลงสู่พื้น เมื่อเท้าแตะพื้น เขาก็ก้าวถอยหลังไปสิบกว่าก้าว แต่ละก้าวล้วนทิ้งรอยเท้าลึกลงไปหลายนิ้ว
เสื้อผ้าของทั้งสองขาดวิ่น บนหน้าอกด้านซ้ายของหลิวอู๋เสียมีรอยหมัดประทับอยู่ ฉีกเสื้อผ้าของเขาขาดเผยให้เห็นผิวพรรณที่เรียบเนียนราวก้อนหยก
ไป๋จ้านก็ไม่ต่างกัน เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง เลือดสีแดงสดไหลซึมจากมุมปาก
หลิวอู๋เสียซัดหมัดทรราชแสนหนักหน่วงออกไป เมื่อถูกกระแทกเข้าก็ราวกับถูกฟ้าผ่า ร่างกายชาไปทั้งร่าง
ทั้งสองคนยืนนิ่ง ไม่มีใครเคลื่อนไหว จิตวิญญาณนักสู้ของไป๋จ้านยิ่งทวีคูณ จิตสังหารในดวงตาพลุ่งพล่านจนยากจะปกปิด
“เจ้าหนู เจ้าเป็นคนแรกที่รอดชีวิตจากการโจมตีของข้า เจ้าคู่ควรแก่การเป็นคู่ต่อสู้ของข้า”
ไป๋จ้านมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะกล่าวเช่นนี้ นับตั้งแต่เขามีชื่อเสียง ไม่เคยมีผู้ใดรับหมัดของเขาได้แม้แต่หมัดเดียว
ไป๋จ้านสูดหายใจเข้าลึก ๆ หนึ่งครั้ง อกที่กระเพื่อมขึ้นลงสงบลง เตรียมพร้อมโจมตีระลอกที่สอง นานมากแล้วที่ไม่ได้ต่อสู้ดุเดือดเช่นนี้
หลิวอู๋เสียสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อครู่เขาใช้พลังไปเจ็ดส่วนก็สามารถสู้กับไป๋จ้านได้อย่างสูสี หากต้องการฆ่าอีกฝ่าย คงต้องใช้พลังทั้งหมดสิบส่วน
ไป๋จ้านก้าวเข้ามาทีละก้าว เปลวไฟพวยพุ่งปกคลุมทั่วทั้งร่าง คลื่นพลังไร้สิ้นสุดแผ่ปกคลุมรัศมีหลายสิบหมี่
ตันเถียนไท่หวงสั่นไหว คล้ายกับกำลังกระตุ้นเตือน วันนี้ไม่สามารถจบลงด้วยดีได้ ก็ได้แต่ลงมือฆ่าเสีย
จิตสังหารแผ่กระจายไปทั่ว บรรยากาศโดยรอบช่างอึดอัด การไหลเวียนของอากาศช้าลงเรื่อย ๆ หลายคนเริ่มหายใจติดขัด
“ใครคือหลิวอู๋เสีย!”
เสียงตะโกนดังขึ้นจากระยะไกล ชายหนุ่มชุดสีม่วงคนหนึ่งเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว
เสียงตะโกนขัดจังหวะการต่อสู้ระหว่างทั้งสอง พวกเขาต่างหันไปมองชายหนุ่มชุดสีม่วง
“ข้าเอง!”
หลิวอู๋เสียมองไปที่ชายหนุ่มชุดสีม่วง หรือว่าจะมีคนอยากจะฆ่าเขาเพิ่ม?
“อาจารย์ใหญ่มีคำสั่ง เจ้าสังหารศิษย์ไปหกคน สมควรถูกไล่ออกจากสำนักศึกษา แต่เนื่องจากเจ้าทำผิดเป็นครั้งแรก สำนักศึกษาจึงตัดสินใจให้โอกาสเจ้ากลับตัวเป็นคนดี นี่คือสาส์นลงทัณฑ์ ภายในหนึ่งเดือน ขอเพียงเจ้าทำภารกิจที่อยู่ข้างในให้สำเร็จ เรื่องที่เจ้าสังหารศิษย์ สำนักศึกษาจะไม่ติดใจเอาความอีก แต่ถ้าหากเจ้าทำไม่สำเร็จ ภายในหนึ่งเดือนให้หลัง เจ้าจะถูกไล่ออกจากสำนักศึกษาจักรวรรดิ”
ชายหนุ่มชุดสีม่วงผู้นี้ได้รับคำสั่งจากอาจารย์ใหญ่ให้มาที่นี่ ในมือมีสาส์นลงทัณฑ์อยู่หนึ่งฉบับ
พูดจบ ชายหนุ่มชุดสีม่วงก็เดินเข้ามายื่นสาส์นลงทัณฑ์ในมือให้หลิวอู๋เสีย
หลิวอู๋เสียรับสาส์นลงทัณฑ์มาด้วยมือ ริมฝีปากเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ดูเหมือนว่าเขาจะคาดเดาผลลัพธ์นี้ไว้แล้ว
สำนักศึกษาคงต้องการหาทางลง
ฆ่าคนไปมากมายขนาดนี้ หากไม่มีบทลงโทษใด ๆ เลย จะให้ศิษย์คนอื่นคิดอย่างไร? หลายคนคงเลียนแบบเขา เข่นฆ่าอย่างสนุกสนาน
หลิวอู๋เสียเข้าใจความลำบากใจของอาจารย์ใหญ่ดี ขอเพียงไม่ขับไล่เขาออกจากสำนักศึกษา ภารกิจทั่วไปไม่อาจทำอะไรเขาได้ หลังจากทะลวงระดับพลังชำระวิญญาณแล้ว เขาเองก็อยากออกไปเดินเล่นข้างนอกพอดี
การติดอยู่ในสำนักศึกษาไม่เป็นผลดีต่อพัฒนาการของเขา
“ขอบคุณศิษย์พี่!”
เขาขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจ เขาเห็นชายหนุ่มชุดสีม่วงยืนอยู่ไกล ๆ แต่ไม่ได้ปรากฏตัวออกมา
อีกฝ่ายก้าวออกมาในตอนนี้นับว่าช่วยไกล่เกลี่ยความบาดหมางระหว่างเขากับไป๋จ้านโดยปริยาย
“ข้ามีนามว่ากงอ้าว ต่อไปเราคงมีโอกาสได้รู้จักกัน เจ้ามีเวลาเพียงหนึ่งเดือน รีบเก็บข้าวของแล้วไปทำภารกิจให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว”
กงอ้าวมองหลิวอู๋เสียแวบหนึ่ง ก่อนจะหันหลังกลับและจากไป
หลังจากกงอ้าวจากไป ทุกคนมองหลิวอู๋เสียด้วยความประหลาดใจ ไป๋จ้านเก็บซ่อนแรงผลักดันเอาไว้
หลิวอู๋เสียเปิดสาส์นลงทัณฑ์ออก บนนั้นเขียนภารกิจไว้สามภารกิจ กำหนดเวลาหนึ่งเดือน
เหล่าศิษย์ที่อยู่ใกล้ ๆ พากันเดินเข้ามาและเหลือบมองสาส์นลงทัณฑ์เล่มนั้น
“อะไรกัน? ให้ไปกำจัดพรรคมังกรแดง นี่มันสาส์นลงทัณฑ์หรือสาส์นสั่งตายกันแน่!”
เสียงอุทานดังมาจากด้านหลัง ภารกิจแรกคือการเดินทางไปยังเมืองซางเพื่อกำจัดพรรคมังกรแดง หลิวอู๋เสียไม่เคยรู้จักพรรคมังกรแดงมาก่อนเลย
“ภารกิจที่สอง สืบสวนคดีศิษย์สำนักศึกษาจักรวรรดิหายตัวไปที่เทือกเขาซีเหลียง ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ มีเวลาแค่เดือนเดียว ทำภารกิจเดียวได้ก็บุญแล้ว”
เหล่าศิษย์ที่อยู่ด้านหลังต่างพากันพูดไม่ออก
เดือนที่แล้วมีกลุ่มคนลึกลับปรากฏตัวขึ้นที่เทือกเขาซีเหลียง เป็นผลให้ศิษย์สำนักศึกษาจักรวรรดิหลายคนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย สืบสวนมานานก็ยังไม่พบเบาะแสใด ๆ
ทันใดนั้นหลิวอู๋เสียก็ปิดเก็บสาส์นลงทัณฑ์ พวกเขายังไม่เห็นภารกิจที่สาม แค่สองภารกิจแรกก็เพียงพอแล้วสำหรับหลิวอู๋เสีย ไม่รู้ว่าจะทำสำเร็จหรือไม่
เขาเก็บสาส์นลงทัณฑ์ไว้ในอกเสื้อ หันหลังกลับแล้วเดินออกไปข้างนอก ครั้งนี้ไป๋จ้านไม่ได้ขัดขวางเขา
“เจ้าหนู เรื่องบาดหมางระหว่างเรายังไม่จบสิ้น หวังว่าเจ้าจะรอดกลับมาได้”
ไป๋จ้านพูดขึ้น สายตาเต็มไปด้วยจิตสังหาร หลังจากการต่อสู้เมื่อครู่ เขาก็พบโอกาสในการพัฒนาฝีมืออีกครั้ง รีบก้าวเท้ามุ่งหน้าไปยังหอคอยทองคำชั้นที่สาม
ข่าวการลงโทษหลิวอู๋เสียแพร่กระจายออกไปราวกับพายุหมุน ข่าวกระจายไปทั่วทั้งสำนักศึกษาจักรวรรดิภายในไม่ถึงครึ่งชั่วยาม
หลังจากกลับมาถึงลานเรือน หลี่เซิงเซิงมาพร้อมกับศิษย์อีกแปดคน
“ศิษย์น้องหลิว เจ้าอย่าได้ไปเมืองซางเป็นอันขาด พวกพรรคมังกรแดงไม่ง่ายอย่างที่เห็นภายนอกหรอกนะ”
หลี่เซิงเซิงพูดขึ้นเป็นคนแรก เขาต้องการให้หลิวอู๋เสียล้มเลิกความคิดที่จะไปเมืองซาง ที่นั่นเต็มไปด้วยอันตราย
การสืบสวนคดีคนหายตัวไปในเทือกเขาซีเหลียงไม่ได้อันตรายมากนัก เพียงแค่รับผิดชอบในการสืบสวนก็พอแล้ว แต่การกวาดล้างพรรคมังกรแดงไม่ใช่เรื่องง่าย
“เล่าเรื่องพรรคมังกรแดงให้ข้าฟังหน่อยสิ”
หลิวอู๋เสียรับสาส์นลงทัณฑ์มาแล้ว หากเขาไม่ปฏิบัติคงถูกขับออกจากสำนักศึกษาจักรวรรดิ นั่นขัดกับเป้าหมายของเขา ช่องทางในการรับทรัพยากรในอนาคตก็จะแคบลง
และเขาไม่อยากอยู่ในสำนักศึกษาจักรวรรดิลอดไป การออกไปข้างนอกเท่านั้นจึงจะได้เห็นโลกภายนอก นี่เป็นโอกาสหนึ่ง
“พรรคมังกรแดงมีหัวหน้าพรรคอยู่สามคน ฝีมือสูงส่งยิ่งนัก ได้ยินมาว่าหัวหน้าพรรคใหญ่ทะลวงระดับพลังชำระไขกระดูกขั้นสองแล้ว พวกเขาทั้งสามคนเคยร่วมมือกันฆ่าผู้แข็งแกร่งระดับพลังชำระไขกระดูกขั้นสี่ สร้างชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วเมืองซาง พวกเขาก่อกรรมทำชั่วมากมาย ข่มขืนและปล้นสะดม ราชวงศ์ต้าเยี่ยนเคยส่งกองทัพไปปราบปราม แต่ทุกครั้งที่ลมพัดหญ้าไหว พวกเขาก็จะหนีเข้าไปในภูเขา ยากที่จะกำจัดให้สิ้นซากได้”
หลี่เซิงเซิงหยิบกระดาษปึกหนึ่งออกมา เขาเตรียมข้อมูลมาพร้อม มักจะรอบคอบเสมอ
“ศิษย์น้องหลิว พรรคมังกรแดงอาจได้รับการสนับสนุนอย่างลับ ๆ จากสำนักศึกษาเทียนมู่ หัวหน้าพรรคใหญ่เคยเป็นศิษย์ของสำนักศึกษาเทียนมู่”
จ้าวเฉิงก้าวไปข้างหน้าพลางกระซิบเบา ๆ เพื่อไม่ให้คนอื่นได้ยิน
ทุกครั้งที่ส่งกองทัพล้อมปราบศัตรู พรรคมังกรแดงรู้ล่วงหน้าเสมอ ต้องมีคนส่งข่าวให้พวกมันแน่นอน
หลิวอู๋เสียขมวดคิ้ว ถ้าเป็นสำนักศึกษาเทียนมู่ที่ให้การสนับสนุน เรื่องนี้คงจะยุ่งยากหน่อย การกำจัดพรรคมังกรแดงเท่ากับสร้างความไม่พอใจแก่สำนักศึกษาเทียนมู่
เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว หลิวอู๋เสียไม่มีที่ว่างให้ล่าถอย
“ขอบคุณน้ำใจของทุกคน”
หลิวอู๋เสียประสานมือคารวะ พวกเขารู้ดีแก่ใจ สาส์นลงทัณฑ์ออกประกาศไปแล้ว การปฏิเสธหมายถึงการออกจากสำนักศึกษาจักรวรรดิ
“ถ้าไม่ได้ผลจริง ๆ พวกเราไปหาอาจารย์ที่ปรึกษา ให้ท่านคุยกับอาจารย์ใหญ่ สาส์นลงทัณฑ์นี้มันไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย”
หวังหยงห่าวก้าวออกมา พวกเขาจะไปหาจินเจี้ยนเฟิงเพื่อยกเลิกสาส์นลงทัณฑ์นี้ด้วยกัน
คนอื่นพยักหน้าเห็นด้วย สาส์นลงทัณฑ์นี้แปลกเกินไป ปีก่อน ๆ ศิษย์ที่ถูกลงโทษ ส่วนใหญ่จะถูกส่งไปยังฝ่ายงานทั่วไป ทำงานเบ็ดเตล็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ
ส่วนโทษหนักสุดคือถูกส่งไปขัดห้องมืด หรือไม่ก็ถูกลงโทษด้วยการทำภารกิจ นี่เป็นครั้งแรกที่มีการลงโทษแบบนี้
ทันทีที่พูดจบ จินเจี้ยนเฟิงก็เดินเข้ามาจากข้างนอก ใบหน้าบ่งบอกถึงความโกรธ
“ศิษย์คารวะอาจารย์ที่ปรึกษา!”
ศิษย์ทั้งสิบคนโค้งตัว จินเจี้ยนเฟิงโบกมือบอกให้พวกเขาลุกขึ้น
“เจ้าหนู รอดกลับมาให้ได้!”
จินเจี้ยนเฟิงรู้ว่าพวกเขาต้องการจะพูดอะไร เขาเดินไปข้าง ๆ ตบไหล่หลิวอู๋เสียเบา ๆ พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“มีคนกดดันหรือ?”
หลิวอู๋เสียฉลาดเฉลียว ท่าทีของจินเจี้ยนเฟิงบอกเขาแล้วว่ามีคนกดดันอาจารย์ใหญ่ แต่จะเป็นใครนั้นเขายังไม่รู้
“ตอนนี้เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้มากนักหรอก สาส์นลงทัณฑ์นี้ไม่ใช่ความตั้งใจของอาจารย์ใหญ่ สิ่งที่เจ้าต้องทำคือพยายามรอดกลับมา”
หลังจากพูดจบ จินเจี้ยนเฟิงก็หันหลังกลับ หยิบน้ำเต้าที่เอวขึ้นมา ดื่มสุราอึกใหญ่หลายอึก
ลานเรือนตกอยู่ในความเงียบ อาจารย์ที่ปรึกษายังทำอะไรไม่ได้ อิทธิพลเบื้องหลังนั้นยิ่งใหญ่มากเกินไป ใครกันที่ฆ่าสังหารหลิวอู๋เสีย?
หลังจากส่งทุกคนกลับไปแล้ว หลิวอู๋เสียเดินกลับไปที่ห้องของเขาเพียงลำพัง สมองครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว ใครกันที่สามารถแทรกแซงเรื่องภายในของสำนักศึกษาจักรวรรดิได้ มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้ นั่นคือ… ราชวงศ์จักรวรรดิ
– โปรดติดตามตอนต่อไป –