ไท่หวง สูบกลืนสวรรค์ - ตอนที่ 180 ค้างคาวโลหิต
ภายใต้แสงสว่างจากไข่มุกราตรี เขี้ยวอันแหลมคมคู่หนึ่งปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน
หลิวอู๋เสียพบเผ่าพันธุ์ลึกลับจากความทรงจำ ถูกเรียกว่าเผ่าพันธุ์ดูดเลือด พวกมันโปรดปรานการดูดเลือดมนุษย์ เป็นไปได้ไหมว่าเงาดำตรงหน้าคือเผ่าพันธุ์ดูดเลือด?
ดูไปก็ไม่เหมือน เผ่าพันธุ์ดูดเลือดทุกครั้งก่อนจะดูดเลือด พวกมันจะชำระร่างกายของตัวเองก่อนเสมอ ทุกครั้งก่อนที่จะดูดเลือด พวกมันจะต้องล้างเหยื่อให้สะอาดเป็นพิเศษ
เงาดำที่อยู่ตรงหน้าดูชั่วร้ายมาก น่าจะเป็นเพราะฝึกฝนวิชาดูดเลือด บุคลิกจึงเปลี่ยนไป
เขี้ยวอันแหลมคมค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้ลำคอที่ขาวผ่องของเฉินรั่วเยียน
เฉินรั่วเยียนหมดสติไปแล้วและไม่สามารถขัดขืนได้
“ผิวขาวเนียนแบบนี้! ถ้ากินแบบนี้จะน่าเสียดายไปหรือเปล่า”
เงาดำลังเลอยู่ครู่หนึ่งว่าจะกินเฉินรั่วเยียนดีหรือไม่ ความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะได้ลิ้มรสเลือด ทำให้เงาดำส่งเสียงคำรามแหลมเล็กออกมาเป็นระยะ
ร่างกายค่อย ๆ ก้มลง ในขณะที่เขี้ยวของมันอยู่ห่างจากลำคอของเฉินรั่วเยียนเพียงหนึ่งนิ้ว แสงสีขาวเย็นยะเยือกก็ฟาดฟันลงมาอย่างฉับพลัน
ฉวยโอกาสในขณะที่มันกำลังเผลอและโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว มันจะได้ตั้งรับไม่ทัน
หลิวอู๋เสียลงมือ ดาบเสียเหรินแปรเปลี่ยนเป็นพลังดาบรุนแรงฟาดฟันลงมาอย่างเกรี้ยวกราด มุ่งตรงไปยังเงาดำที่อยู่บนแท่นหิน
ในช่วงเวลาวิกฤติ เงาดำพลันถอยหลัง พลังดาบฉีกม่านออก แท่นหินปรากฏขึ้นตรงหน้าหลิวอู๋เสีย
บนแท่นหินมีศพที่แห้งเหี่ยววางเรียงรายอยู่หลายศพ เลือดในร่างกายถูกเงาดำดูดจนหมด กลายเป็นศพแห้งนอนอยู่บนนั้น
ถัดจากเฉินรั่วเยียนยังมีชายหนุ่มที่เพิ่งเสียชีวิตไม่นานนอนอยู่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความกลัวไม่รู้จบก่อนที่เขาจะเสียชีวิต บริเวณลำคอมีรูสองรู คงถูกเงาดำใช้เขี้ยวอันแหลมคมแทงและดูดเลือดในร่างกายจนหมด
ฉากอันน่าสะพรึงกลัวสั่นสะเทือนจิตใจของหลิวอู๋เสีย โลกนี้ช่างมีคนใจโหดเหี้ยมเช่นนี้ได้ เฉินรั่วเยียนไม่ได้กลัวเงาดำ แต่เป็นเพราะศพเหล่านี้บนแท่นหินต่างหาก
หลิวอู๋เสียพุ่งทะยานขึ้นไปบนแท่นหิน คมดาบเล็งไปที่เงาดำ เขามีโอกาสเพียงครั้งเดียว ห้ามพลาดเด็ดขาด
ดูเหมือนเงาดำจะไม่คาดคิดว่าจะมีคนหามันพบ มันรู้สึกถึงวิกฤติแห่งความตาย
“ตูม!”
มันคว้าก้อนหินขนาดยักษ์ขึ้นมาสกัดกั้นดาบเสียเหริน เสียงคำรามดังสนั่นหวั่นไหว โลกใต้พิภพสั่นสะเทือน
“บ้าเอ๊ย.. มีคนบุกรุกเข้ามาในถ้ำค้างคาวของข้า”
หลิวอู๋เสียลงสู่พื้นพร้อมกัน การฟันดาบครั้งเดียวยังไม่อาจสังหารเขาได้ เงาดำแข็งแกร่งเกินไป ระดับพลังชำระไขกระดูกขั้นหก
ดวงตาทั้งสี่ข้างสบประสานกัน หลิวอู๋เสียจึงเห็นใบหน้าของเงาดำได้อย่างชัดเจน ใบหน้าซีดขาว ไร้เลือด เขี้ยวแหลมคมสองซี่โผล่ออกมาจากมุมปาก ยังคงเปื้อนเลือดอยู่
“คนเหล่านั้นที่หายไปจากเทือกเขาซีเหลียง ล้วนถูกเจ้าจับตัวมาทั้งหมด”
หลิวอู๋เสียมั่นใจทันที คนที่หายไปจากเทือกเขาซีเหลียงล้วนเป็นฝีมือของคนผู้นี้ เขาน่าจะฝึกวิชากำลังภายในแปลกประหลาดบางอย่าง สามารถควบคุมค้างคาวได้
“ถูกต้องแล้ว คนที่เข้ามาล้วนถูกข้ากิน”
คนผู้นี้ถูกเรียกว่าค้างคาวโลหิต มีคนภายนอกรู้จักน้อยมาก ฝึกวิชากำลังภายในร้ายกาจซึ่งพัฒนามาจากค้างคาว
ปริศนาได้รับการไขกระจ่างแล้ว ค้างคาวโลหิตพบสถานที่แห่งนี้และนำค้างคาวมาแพร่พันธุ์ ณ ที่แห่งนี้ ผู้ฝึกตนและสัตว์อสูรที่เข้ามาล้วนถูกพวกมันกินจนหมดสิ้น
“เจ้าไม่ใช่คนของราชวงศ์ต้าเยี่ยน!”
หลิวอู๋เสียค้นหาความทรงจำทั้งหมด ไม่พบข้อมูลใด ๆ ค้างคาวโลหิตน่าจะเพิ่งมาถึงที่นี่ไม่นาน
“เจ้าหนูนี่ฉลาดจริง ๆ รู้ด้วยว่าข้าไม่ใช่คนของราชวงศ์ต้าเยี่ยน”
ค้างคาวโลหิตจ้องมองหลิวอู๋เสียด้วยดวงตาสีแดงก่ำ เด็กหนุ่มที่ดูธรรมดาตรงหน้า กลับทำให้รู้สึกกดดันอย่างประหลาด
หลายปีมานี้มันเดินทางไปหลายแห่ง เกือบถูกฆ่าตาย การกระทำที่โหดร้ายเช่นนี้ย่อมถูกกองกำลังต่าง ๆ ไล่ล่าอย่างแน่นอน
ทุกที่ที่มันผ่านไปล้วนมีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก ครึ่งปีก่อนมันเข้ามาในเขตแดนของราชวงศ์ต้าเยี่ยนเพื่อตั้งค่ายพักแรม ตอนแรกไม่กล้าฆ่าฟันอย่างบ้าคลั่ง แต่เดือนที่ผ่านมานี้กลับจับผู้ฝึกตนที่เข้ามาฝึกฝนทั้งหมด ดูดกลืนเลือดเนื้อและจิตวิญญาณของพวกเขาอย่างโหดเหี้ยม
“ตายซะ!”
เรื่องราวกระจ่างแล้ว สิ่งที่เรียกว่าคดีคนหาย ทั้งหมดล้วนเป็นฝีมือของค้างคาวโลหิตตนนี้
ดาบเสียเหรินฟาดฟันต่อเนื่อง ต้องรีบจบการต่อสู้
ข้างนอกยังมีผู้เฒ่าผอมแห้งอีกหนึ่งคน บวกกับค้างคาวอสูรอีกเป็นฝูง หากถูกขังอยู่ที่นี่ คนที่ต้องตายคือเขาแน่นอน
“เลือดเนื้อและจิตวิญญาณในร่างกายของเจ้าหนูนี่ช่างเข้มข้น ขอเพียงกลืนกินเจ้า ศาสตร์มารโลหิตของข้าคงก้าวหน้าอย่างยิ่ง การทะลวงระดับพลังแก่นวิสุทธิ์… คงอีกไม่นานเกินรอ”
ค้างคาวโลหิตไม่ตอบโต้ ในมือปรากฏขลุ่ยหยกแปลกประหลาดเลาหนึ่ง นำมาแนบที่ริมฝีปาก อักขระเสียงแปลกประหลาดดังออกมาเป็นสาย
“ไม่ดีแน่!”
หลิวอู๋เสียร้องลั่นในใจมันกำลังเรียกค้างคาวอสูรเหล่านั้นให้มาที่นี่
เพียงแค่อาศัยอักขระเสียงก็ควบคุมค้างคาวอสูรได้ คนผู้นี้ช่างไม่ธรรมดา รู้จักแม้กระทั่งวิชาควบคุมอสูร
ไม่ต้องให้ค้างคาวโลหิตลงมือเอง ค้างคาวอสูรจำนวนนับไม่ถ้วนก็สามารถฆ่าหลิวอู๋เสียได้
สถานที่แห่งนี้คับแคบ แม้แต่โอกาสหลบหนียังไม่มี มีทางเดียวคือต้องฆ่าค้างคาวโลหิตตนนี้ เมื่อค้างคาวอสูรเหล่านี้เสียเจ้านายไป พวกมันจะหนีกระจัดกระจายไปเอง
ร่างกายเคลื่อนไหวปรากฏขึ้นที่ประตูทางเข้าวัง หลิวอู๋เสียหยิบธงค่ายกลออกมาหลายผืน เพื่อป้องกันไม่ให้ค้างคาวอสูรบินเข้ามา
ธงค่ายกลสิบผืนปักลงบนพื้นดิน ก่อตัวเป็นค่ายกลป้องกันชั้นหนึ่ง
ชั่วพริบตา ค้างคาวอสูรนับพันตัวก็ปรากฏตัวขึ้นนอกประตู พวกมันพุ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง แต่ก็ถูกค่ายกลขวางกั้นไว้ข้างนอก
หลิวอู๋เสียพึมพำกับตัวเองว่าเกือบไปแล้ว หากช้ากว่านี้อีกนิดเดียว ผลลัพธ์คงเกินกว่าจะคาดเดา
ค้างคาวอสูรร้ายบุกโจมตีอย่างไม่เกรงกลัวความตาย พวกมันพุ่งเข้าใส่ครั้งแล้วครั้งเล่า ซากศพกองทับถมกันหนาแน่นบนพื้น หากเป็นแบบนี้ต่อไป ค่ายกลต้องพังทลายอย่างแน่นอน
“ข้าประเมินเจ้าต่ำไป จริง ๆ แล้วเจ้ารู้จักการใช้ค่ายกลด้วย”
ค้างคาวโลหิตเก็บขลุ่ย ค้างคาวอสูรนับไม่ถ้วนหลั่งไหลมาจากทุกทิศทุกทาง รวมถึงผู้เฒ่าผอมแห้งก็ถูกขังไว้ด้านนอกค่ายกล
หลิวอู๋เสียไม่พูดพร่ำทำเพลง ดาบเสียเหรินฟาดฟันลงมา วิชาดาบเลือดรุ้งทั้งเจ็ดกระบวนท่าฟันลงมาไม่หยุดยั้ง ปิดกั้นเส้นทางหลบหนีทั้งหมดของค้างคาวโลหิต
ที่แปลกคือค้างคาวโลหิตกลับหลบเลี่ยงต่อเนื่อง ไม่ต้องการเผชิญหน้ากับหลิวอู๋เสียตรง ๆ หลิวอู๋เสียจึงรู้สึกแปลกใจมาก
หลิวอู๋เสียใช้ม่านตาภูตมองทะลุผ่านค้างคาวโลหิต “ที่แท้เจ้ากำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการบ่มเพาะพลัง ไม่กล้าใช้ปราณแท้”
นี่เป็นโอกาสที่ดี ค้างคาวโลหิตหมกมุ่นอยู่กับขั้นตอนบ่มเพาะพลัง ไม่สามารถใช้ปราณแท้ได้ ศาสตร์มารโลหิตนั้นแปลกประหลาดมาก เมื่อฝึกฝนแล้วจะหยุดไม่ได้ ต้องดูดซับเลือดเพียงพอจึงจะหยุดได้
“ฮึ่ม แม้ข้าจะใช้ปราณแท้ไม่ได้ ข้าก็ฆ่าเจ้าได้”
ค้างคาวโลหิตโกรธจัด มันเป็นถึงระดับพลังชำระไขกระดูกขั้นหก กลับถูกหลิวอู๋เสียบีบให้หนีหัวซุกหัวซุน
พลังงานสีเลือดที่แปลกประหลาดแผ่กระจายไปทั่วทั้งวังใต้ดิน ไม่ใช่ปราณแท้ แต่คล้ายกับปราณแท้ น่าจะเป็นพลังปราณโลหิต
เสื้อคลุมสีดำบนร่างของค้างคาวโลหิตเปิดออกกะทันหัน ส่งเสียงร้องจี๊ดคล้ายกับค้างคาวบินอยู่กลางอากาศ อ้าเขี้ยวแหลมคมออกมา ใบหน้าดูน่าเกลียดน่ากลัว
ที่น่ากลัวที่สุดคือมือทั้งสองข้างของเขา เล็บยาวถึงครึ่งเชียะ คล้ายกับอาวุธแหลมคม กรีดลงเบา ๆ บนผนังหินก็ปรากฏร่องรอยลึก
ความแข็งแกร่งไม่ด้อยไปกว่าอาวุธ หากถูกตะปบลงบนร่างกาย คนคนธรรมดาคงแหลกเป็นชิ้น ๆ แน่นอน
หลิวอู๋เสียไม่กล้าประมาท ด้านนอกมีค้างคาวอสูรนับแสนตัว พวกมันกำลังกัดแทะค่ายกลป้องกันอย่างสุดกำลัง คาดว่าจะต้านทานได้อีกไม่เกินหนึ่งก้านธูป
กล่าวคือหลิวอู๋เสียต้องฆ่าค้างคาวโลหิตให้ได้ภายในหนึ่งก้านธูป จึงจะล่าถอยได้อย่างปลอดภัย วิชากระเรียนเริงระบำเก้าชั้นฟ้าถูกใช้ออก ปราณอันบริสุทธิ์ไหลเวียนจนแปรเปลี่ยนเป็นปีกสีขาวบริสุทธิ์สองข้าง ดำสนิทข้าง ขาวบริสุทธิ์ข้าง ดุจดังเทวทูตกำลังต่อสู้กับอสูรร้าย
ดาบเสียเหรินฟาดฟันออกไป หลิวอู๋เสียใช้ม่านตาภูตมองหาจุดอ่อนบนร่างของค้างคาวโลหิต มีโอกาสน้อยมากที่จะชนะระดับพลังชำระไขกระดูกขั้นหก
หากพลาดพลั้ง หลิวอู๋เสียคงต้องจบชีวิตลงที่นี่ ค้างคาวโลหิตไม่อาจใช้พลังทั้งหมดได้ นี่คือโอกาสของหลิวอู๋เสีย
“ชิ้ง!”
ค้างคาวโลหิตใช้มือทั้งสองข้างฉีกคมดาบอันน่าสะพรึง เล็บของมันแข็งแกร่งยิ่งกว่าถุงมือวายุอัสนีของเฉียนคุนเสียอีก
ประกายไฟแลบแปลบปลาบ ร่างของทั้งสองกระเด็นออกไปพร้อมกัน หลิวอู๋เสียรู้สึกได้ว่าตันเถียนไท่หวงกำลังสั่นสะเทือนรุนแรง พลังปราณโลหิตนี้แปลกประหลาดยิ่งนัก
มันส่งผลต่อการใช้ปราณแท้ของเขา นี่คงเป็นเหตุผลที่ค้างคาวโลหิตเอาละวาดมาได้นานหลายปี โดยไม่เคยพบกับคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ
แม้แต่ผู้ฝึกตนระดับพลังชำระไขกระดูกขั้นสูงสุดก็ไม่อาจสังหารมันได้
นี่คือข้อดีของการฝึกฝนวิชามารปีศาจ เมื่อสำเร็จ พลังยุทธ์จะเหนือกว่าจอมยุทธ์ทั่วไปมากนัก
แต่การฝึกฝนวิชามารปีศาจก็มีข้อเสียมากมาย ไม่เป็นที่ยอมรับจากผู้คน ต้องอาศัยการกินคนเพื่อเพิ่มพูนพลัง คนและเทพล้วนเกลียดชังวิธีการเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องกำจัด
ปราณแท้ไท่หวงไหลทะลักเข้าสู่ร่างของค้างคาวโลหิต พลังทำลายล้างรุนแรงทำให้สีหน้าของมันเปลี่ยนไป เส้นเลือดสีเขียวปูดโปนบนใบหน้า ทำให้ใบหน้าดูน่าเกลียดยิ่งขึ้น
“เจ้าหนู ข้าประมาทเจ้าไปจริง ๆ”
ค้างคาวโลหิตสร้างประทับมือ อักขระลึกลับมากมายปรากฏบนอากาศ อักขระเหล่านั้นค่อย ๆ รวมตัวกันเป็นกระแสเลือดคล้ายกับตราประทับสีเลือด พลังทวีคูณขึ้นเรื่อย ๆ
หลิวอู๋เสียขมวดคิ้ว พลังของค้างคาวโลหิตนั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าที่เขาคาดคิดไว้ หากไม่ใช่เพราะบังเอิญเข้ามาในขณะที่มันกำลังฝึกฝน เมื่อมันฟื้นคืนพลังทั้งหมด ผลที่ตามมาคงจะเกินจินตนาการ เขาต้องถูกมันตบตายแน่ ๆ
เก็บดาบเสียเหริน สองมือประสานเข้าด้วยกัน นี่ไม่ใช้วิชายุทธ์ แต่เป็นตราพลังป้องกัน
ตราบใดที่ยังไม่บรรลุระดับพลังชำระไขกระดูก หลิวอู๋เสียไม่สามารถใช้วิธีมากมายนัก ตราพลังนี้สามารถดึงพลังแห่งฟ้าดินโดยรอบได้
ตราพลังของหลิวอู๋เสียลึกลับมาก ค้างคาวโลหิตพลันมีสีหน้าเปลี่ยนไปมา ในวัยเพียงเท่านี้กลับรู้สิ่งต่าง ๆ มากมายเช่นนี้
การสร้างค่ายกลในเวลาเพียงชั่วหายใจ แม้แต่ปรมาจารย์ค่ายกลก็ไม่อาจทำได้
ตราประทับสีเลือดส่งเสียงคำรามกึกก้อง ปกคลุมทั่วทั้งวังใต้ดิน เวลาผ่านไปทีละน้อย ค่ายกลป้องกันที่ประตูทางเข้าก็เริ่มปรากฏรอยร้าวมากมาย
หลิวอู๋เสียไม่รีบร้อน ตราพลังที่เกือบโปร่งใสห่อหุ้มร่างกายไว้ ผลกระทบของพลังปราณโลหิตลดน้อยลง
ทันใดนั้น!
หมัดทรราชเล็งไปที่ค้างคาวโลหิต ปราณแท้ไท่หวงอันน่าสะพรึงกลัวทำลายตราประทับสีเลือดจนแตกเป็นเสี่ยง ๆ
“พลังอะไรกัน น่ากลัวขนาดนี้”
ค้างคาวโลหิตเริ่มตื่นตระหนก ช่วงเวลาที่หลิวอู๋เสียปล่อยหมัดทรราชออกมา มันหวาดผวาไปทั้งตัว ร่างกายสั่นเทิ้ม ราวกับถูกสัตว์เทพโบราณจ้องมอง
เพียงแค่หมัดทรราช คงไม่ง่ายนักที่จะสังหารค้างคาวโลหิต ม่านตาภูตเล็งดวงตาของค้างคาวโลหิต เตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีจิตวิญญาณ
ไม่ได้ใช้พลังจิตต่อสู้มานานแล้ว ชีวิตและความตายใกล้เข้ามา หลิวอู๋เสียไม่มีเวลามากพอที่จะคิดมาก
“ค้างคาวโลหิต เจ้าก่อกรรมทำชั่วมามาก วันนี้คือวันตายของเจ้า!”
ดวงตาทั้งสองข้างปลดปล่อยพลังงานประหลาด แทรกซึมเข้าไปในดวงตาของค้างคาวโลหิต
“อ๊าาาาา!”
ค้างคาวโลหิตถูกโจมตีจนตั้งตัวไม่ทัน ไม่คาดคิดมาก่อนว่าหลิวอู๋เสียจะสามารถใช้พลังจิตโจมตีได้
มันรู้สึกราวกับว่าทะเลวิญญาณถูกไฟแผดเผา ปวดร้าวทรมานจนต้องเอามือกุมศีรษะไว้ ส่งเสียงคำรามต่ำออกมา
ชั่วพริบตานั้น หมัดทรราชก็ถูกปล่อยออกมา
คลื่นพลังมหาศาลสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น โต๊ะหินและเก้าอี้หินบนพื้นดินแหลกเป็นผุยผง
– โปรดติดตามตอนต่อไป –