ไท่หวง สูบกลืนสวรรค์ - ตอนที่ 233 ยั่วยวนยิ่งนัก
คนทั้งสองมัวแต่คุยกัน ไม่รู้ว่าไป๋หลี่ชิงปรากฏตัวขึ้นตั้งแต่เมื่อใด
ใบหน้าไร้อารมณ์ราวกับคนตาย ดวงตาทั้งสองข้างเปรียบเสมือนกระบี่แหลมคมสองเล่มพุ่งตรงไปยังหลิวอู๋เสีย
“อาจารย์!”
สวีหลิงเสวี่ยรีบก้าวไปข้างหน้าและค้อมคำนับ เพื่อไม่ให้อาจารย์โกรธ
“เจ้ายังมีหน้ามาเรียกข้าว่าอาจารย์อีกหรือ? จำได้หรือไม่ว่าข้าเคยบอกเจ้าอย่างไร ผู้ชายไม่มีใครดีสักคน”
ไป๋หลี่ชิงโกรธมาก ไม่ว่าหลิวอู๋เสียจะทำเรื่องใหญ่โตระดับใด พลังยุทธ์จะสูงส่งเพียงใด นางก็ไม่ชอบ แถมยังรังเกียจอีกด้วย
“เป็นข้าที่มาหานาง ไม่เกี่ยวอะไรกับนาง!”
หลิวอู๋เสียเผยสีหน้าไม่พอใจ หากไม่เห็นแก่หน้าของสวีหลิงเสวี่ย เขาคงตบนางไปแล้วหนึ่งฉาด
แม้แต่ฉินลี่ก็ยังตายด้วยน้ำมือของเขา ไยต้องแยแสที่จะฆ่ารองอาจารย์ใหญ่อีกคนด้วยเล่า?
เป็นเรื่องง่ายที่จะฆ่าไป๋หลี่ชิง แต่สวีหลิงเสวี่ยคงไม่มีวันให้อภัยเขาไปชั่วชีวิต
ไป๋หลี่ชิงคืออาจารย์ของสวีหลิงเสวี่ย เรื่องนี้ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
“หากข้าไม่อนุญาต เจ้าจงอย่าได้เหยียบย่างเข้ามาที่นี่อีก มิเช่นนั้น อย่าหาว่าข้าไม่เตือน”
ไป๋หลี่ชิงสีหน้ามืดมน ฝูเฉิน 1 ในมือของนางพลันตั้งตรง เจตจำนงสังหารแผ่ซ่าน
นางคงถูกบางสิ่งกระตุ้นถึงได้เปลี่ยนไปเป็นเช่นนี้ การตัดขาดอารมณ์ทั้งเจ็ดเพียงอย่างเดียว คงไม่ทำให้เย็นชาเช่นนี้หรอก
“น่าขันนัก ที่ที่ข้าต้องการจะไป ไม่มีใครขัดขวางได้!”
หลิวอู๋เสียหัวเราะเยาะเย้ย เขาไม่ลงมือ ไม่ได้หมายความว่าเขากลัวไป๋หลี่ชิง
หอใหญ่ตระกูลสวี!
ยายแก่ตรงหน้านี้แหละที่ฉีกสัญญาแต่งงานระหว่างเขากับสวีหลิงเสวี่ยต่อหน้าต่อตา เกือบจะตายด้วยฝ่ามือของเขาแล้วเชียว
หลิวอู๋เสียจะไม่มีวันลืมหนี้แค้นนี้ เพียงแต่เวลายังไม่เหมาะสม จึงยังไม่มีโอกาสแก้แค้น
ดุเดือดมาก!
หลิวอู๋เสียไม่เคยลดตัวลงไปทะเลาะกับสตรี ยกเว้นไป๋หลี่ชิงผู้นี้ นางไม่ใช่สตรี แต่เป็นแม่มดชราต่างหาก
“เจ้าคิดว่าฆ่าฉินลี่แล้วจะไม่มีใครในใต้หล้าเอาชนะเจ้าได้รึ วันนี้ข้าจะสั่งสอนเจ้าเอง”
ไป๋หลี่ชิงโกรธ โกรธมาก นางพุ่งตรงไปยังหลิวอู๋เสียด้วยความเร็วราวสายฟ้า
ถ้าเขาตบหน้านางต่อหน้าธารกำนัล สวีหลิงเสวี่ยคงอับอายขายหน้ายิ่งนัก
หลิวอู๋เสียจึงรอคอยให้แม่มดชราลงมือก่อน เขาจะมีโอกาสได้เหยียดหยามนางอย่างสาสม
“ซู่!”
หลิวอู๋เสียกำลังจะลงมือ ทว่าสวีหลิงเสวี่ยกลับปรากฏกายต่อหน้าเขา นางกางแขนทั้งสองข้างออก ขัดขวางไม่ให้ไป๋หลี่ชิงทำร้ายหลิวอู๋เสีย
“หลบไป!”
ไป๋หลี่ชิงโกรธจัด ยกฝูเฉินในมือขึ้นกลางอากาศ พร้อมที่จะฟาดลงไปทุกเมื่อ
“เจ้าไปเร็ว ข้าจะขวางอาจารย์เอง!”
สวีหลิงเสวี่ยบอกให้หลิวอู๋เสียรีบไป ถึงแม้เขาจะฆ่าฉินลี่ได้ แต่มันก็แค่บังเอิญเท่านั้น
หลิวอู๋เสียโกรธจนกัดฟันกรอด พลังอันบ้าคลั่งกำลังก่อตัวขึ้น นอกจากยอดฝีมือระดับพลังแก่นวิสุทธิ์แล้ว ไม่มีใครเป็นคู่มือเขาได้อีก หากเขาใช้พลังทั้งหมด เพียงฝ่ามือเดียวก็ฆ่าไป๋หลี่ชิงได้
“เจ้าไปเร็ว!”
สวีหลิงเสวี่ยตะโกนเสียงดังลั่น ใบหน้าแดงก่ำ ใช้ร่างกายของตัวเองปกป้องหลิวอู๋เสีย
“ยายแก่ วันนี้ข้าจำไว้แล้ว ข้าไม่ฆ่าเจ้าก็เห็นแก่หน้าหลิงเสวี่ย คิดว่าข้าไม่มีวิธีฆ่าเจ้ารึไง”
หลิวอู๋เสียพูดออกมาทีละคำ หากลงมือจัดการกับยายแก่ สวีหลิงเสวี่ยต้องเสียใจอย่างแน่นอน
เขาไม่อยากเห็นสวีหลิงเสวี่ยเสียใจ ยอมทนทุกข์ทรมานเองเสียดีกว่า
หัวใจของสวีหลิงเสวี่ยเหมือนถูกของมีคมแทงเมื่อมองแผ่นหลังหลิวอู๋เสีย รู้สึกเจ็บปวดอย่างมาก
ถูกด่าทอว่ายายแก่ครั้งแล้วครั้งเล่า ไป๋หลี่ชิงโกรธจัด กำลังจะก้าวเท้าไล่ตามหลิวอู๋เสีย แต่ถูกสวีหลิงเสวี่ยกอดเอาไว้
“อาจารย์ ปล่อยเขาไปเถอะ!”
ครึ่งปีมานี้ นางไม่เคยขัดคำสั่งอาจารย์ ทว่าวันนี้… นางกลับขัดคำสั่งอาจารย์ครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อหลิวอู๋เสีย
“ดี ดีมาก เจ้าลืมคำพูดของอาจารย์แล้วหรือ?”
ไป๋หลี่ชิงหัวเราะลั่นราวกับเสียงร้องไห้ในยามค่ำคืน ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ
“ศิษย์ไม่กล้า!”
สวีหลิงเสวี่ยก้มหน้าเหมือนเด็กที่ทำผิด ยืนนิ่งอยู่ข้าง ๆ
“เขามีดีอะไรกันแน่ สร้างความเดือดร้อนไปทั่ว รุกรานผู้คนมากมายขนาดนี้ คงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน อย่าโทษว่าอาจารย์ใจร้าย อาจารย์หวังดีกับเจ้า อยากให้ตัดใจเสียแต่เนิ่น ๆ”
ไป๋หลี่ชิงเสียงอ่อนลง พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง บอกให้สวีหลิงเสวี่ยรีบตัดใจจากหลิวอู๋เสียเสีย
ครึ่งปีมานี้ หลิวอู๋เสียฆ่าผู้คนไปมากมายและสร้างศัตรูไว้มากเพียงใด ไป๋หลี่ชิงย่อมรู้ดีแก่ใจ
เขาย่อมต้องตายด้วยน้ำมือของศัตรูในไม่ช้าหรือเร็ว นางไม่อยากให้สวีหลิงเสวี่ยต้องมาเสียอนาคตเพราะความรัก
“เขาก็แค่ถูกบังคับ!”
สวีหลิงเสวี่ยพูดเสียงเบา จนได้ยินเพียงลำพัง
หลิวอู๋เสียไม่ได้กลับไปยังถ้ำฝึกตน แต่กลับมุ่งหน้าไปยังเขตอักษรดินด้วยอารมณ์ขุ่นมัว
“เจ้าอ้วนน้อย ไปดื่มกับข้า!”
เขาคว้าตัวซงหลิงออกมาจากห้องเรียน แล้วลากออกไปจากสำนักศึกษาจักรวรรดิ
ผู้คนต่างพากันงุนงง ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น
เมืองหลวง!
ยังคงเป็นโรงเตี๊ยมชั้นเลิศ หลิวอู๋เสียมาที่นี่เป็นครั้งที่สอง ครั้งก่อนจางซู่ลี่ชวนมา แต่สุดท้ายก็จากกันไปไม่ค่อยดีนัก
“พี่ใหญ่ ท่านเป็นอะไรไป?”
สหายแท้ที่สามารถพูดคุยได้ทุกเรื่อง มีเพียงซงหลิงเท่านั้น
“ดื่ม!”
เขาหยิบจอกสุราขึ้นมาดื่มรวดเดียวจนหมด
ซงหลิงไม่ถามอะไรอีก หลิวอู๋เสียดื่มไปจอกหนึ่ง เขาก็ดื่มตามไปจอกหนึ่ง
ไม่มีใครพูดสิ่งใด เพียงชั่วเวลาไม่นาน พวกเขาก็ดื่มสุราชั้นเลิศไปแล้วกว่าสิบกา หากเป็นคนทั่วไปคงทนไม่ไหว แต่หลิวอู๋เสียในตอนนี้ไม่ขาดแคลนทรัพยากร หินวิญญาณในร่างกายมีมากเหลือเฟือ
“พี่ใหญ่ ใครรังแกท่าน!”
ซงหลิงพับแขนเสื้อขึ้น ท่าทางพร้อมที่จะออกหน้าแทนหลิวอู๋เสีย แม้ว่าความแข็งแกร่งจะไม่มากนัก แต่ก็มีเลือดนักสู้
หลิวอู๋เสียเงยหน้าขึ้นกำลังจะพูดขึ้น แต่สายตากลับมองไปยังบันไดทางขึ้น
ทั้งสองคนไม่ได้เลือกห้องส่วนตัว เลือกนั่งตามสบายในห้องโถงที่มีผู้คนเดินผ่านไปมา
จากบันไดทางขึ้น ชายวัยกลางคนรูปร่างธรรมดาเดินเข้ามา หลิวอู๋เสียเห็นเขาแวบแรก กลิ่นสุราในร่างกายก็หายไปในทันที
เมื่อพบกับยอดฝีมือมากมาย หลิวอู๋เสียรู้สึกได้ถึงศัตรูที่น่าเกรงขาม
บุคคลผู้นี้ไม่ได้มีพลังยุทธ์สูงส่งอะไร เมื่อครู่ที่ปรากฏตัว หลิวอู๋เสียรู้สึกว่าขนทั่วร่างตั้งชัน ราวกับถูกดวงตางูพิษจ้องมอง รู้สึกไม่เป็นสุขเอาเสียเลย
ในมือถือพัดขนนก แต่งกายด้วยชุดนักปราชญ์วัยกลางคน มุมปากมีรอยยิ้มจาง ๆ เดินฝ่าฝูงชนมายืนอยู่ตรงหน้าหลิวอู๋เสีย
วินาทีที่บุคคลผู้นี้ปรากฏตัว มิเพียงแต่หลิวอู๋เสียจะรู้สึกไม่ดี ซงหลิงก็รู้สึกเหมือนถูกเข็มทิ่มแทงไปทั่วร่างกาย รู้สึกแย่จนทนไม่ไหว นั่งอยู่ตรงนั้นอย่างกระสับกระส่าย
“ซงหลิง เจ้าลงไปรอข้าที่ชั้นล่าง!”
หลิวอู๋เสียพูดขึ้น ซงหลิงเหมือนได้รับการอภัยโทษ รีบวิ่งออกไปโดยเร็ว ไม่อยากอยู่ที่นี่แม้แต่วินาทีเดียว ชายวัยกลางคนเหมือนงูพิษลื่นไหลกำลังเลื้อยพันรอบคอ
เมื่อซงหลิงจากไป ชายวัยกลางคนนั่งลงตรงที่นั่งของซงหลิง หยิบกาสุราขึ้นรินให้หลิวอู๋เสียโดยไม่รังเกียจ หยิบถ้วยที่ซงหลิงใช้ดื่มขึ้นมา “ขอดื่มให้คุณชายหลิว”
ชายวัยกลางคนดื่มสุรารวดเดียว แล้วยกก้นจอกขึ้น ไม่มีสุราเหลืออยู่แม้แต่หยดเดียว
“อ๋องยงเสียนส่งเจ้ามาสินะ!”
หลิวอู๋เสียดื่มสุราหมดจอก แล้วยกก้นจอกขึ้น มาแล้วไม่ดื่มนับว่าเสียมารยาท
“ได้ยินมานานแล้วว่าคุณชายหลิวมีสติปัญญาเป็นเลิศ วันนี้ได้พบเห็น ข้า ขวงหนี นับถือยิ่ง” ชายวัยกลางคนหัวเราะเบา ๆ แล้วโค้งคำนับให้หลิวอู๋เสีย “ขอแนะนำตัว ข้ามีนามว่าขวงหนี คนอื่นมักเรียกข้าว่ากุนซือขวง”
แม้จะคาดเดาไว้แล้วว่าอ๋องยงเสียนจะต้องส่งคนมาหาตน แต่ไม่คิดว่าจะส่งขุนพลคนสำคัญมาด้วยตัวเอง
จักรพรรดิจะจัดงานเลี้ยงขอบคุณในอีกสามวัน เขาต้องการดึงตัวหลิวอู๋เสียให้ได้ภายในสามวันนี้เท่านั้น
เดิมทีตั้งใจว่าจะรอให้หลิวอู๋เสียเข้าวังก่อน ค่อยพูดคุยกันสักหน่อย
พอรู้ว่าหลิวอู๋เสียกำลังดื่มสุราอยู่ที่นี่ กุนซือขวงจึงรีบมาในทันที
“อ๋องยงเสียนช่างให้เกียรติข้ายิ่งนัก ถึงกับส่งกุนซือมาเกลี้ยกล่อมด้วยตัวเอง ข้ารู้สึกยินดียิ่ง”
หลิวอู๋เสียยังคงแสร้งทำเป็นเล่นไปตามน้ำ
สายตาของกุนซือขวงเผยให้เห็นถึงความชื่นชม หากไม่ได้เห็นกับตา คงคิดว่าหลิวอู๋เสียคือผู้เฒ่าอายุเจ็ดแปดสิบปีเป็นแน่
การกระทำรัดกุมรอบคอบ คำพูดคำจาช่างลื่นไหล ไม่เปิดช่องโหว่ให้ฝ่ายตรงข้ามได้เลย
“ที่จริงแล้ว อ๋องยงเสียนตั้งใจจะมาพบด้วยตัวเอง แต่ช่วงนี้ราชกิจรัดตัว ไม่สามารถปลีกตัวได้ จึงมอบหมายให้ข้ามาแทน”
ขวงหนีรินสุราให้หลิวอู๋เสียต่อ ทั้งสองคนดูเหมือนสหายเก่าที่สนิทสนม ไม่มีความเป็นศัตรูกันเลยแม้แต่น้อย
“พวกเราต่างก็เป็นคนฉลาด ไม่ต้องอ้อมค้อม พูดตรงประเด็นเถอะ ข้ายังมีธุระต้องไปทำ”
ซงหลิงยังคงรออยู่ด้านล่าง เขาเองก็ไม่อยากให้ซงหลิงรอนานเกินไป
ในใจของหลิวอู๋เสีย บางครั้งพี่น้องก็สำคัญกว่าสิ่งอื่นใด
“ดี ข้าชอบทำธุระกับคนตรงไปตรงมา”
ขวงหนีวางพัดขนนกในมือลงและตบโต๊ะเบา ๆ ก่อนมาเขาเตรียมคำพูดมากมาย คาดไม่ถึงว่าจะไม่ได้ใช้แม้แต่คำเดียว
หลิวอู๋เสียรู้ว่าเขาต้องการจะพูดอะไร คำพูดที่เลื่อนลอยเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องพูดออกมา เขาเองก็ไม่อยากฟังคำเยินยอมากนัก
“ข้าสงสัยจริง ๆ ว่าอ๋องยงเสียนจะมอบผลประโยชน์อะไรให้ข้า”
หลิวอู๋เสียยกยิ้มมุมปาก พลางจ้องมองไปที่ขวงหนี
หากต้องการซื้อใจเขา อ๋องยงเสียนต้องยอมลงทุนอย่างหนัก เพราะเขาเคยช่วยชีวิตจักรพรรดิไว้ หลิวอู๋เสียเพียงแค่เอ่ยปาก จักรพรรดิก็จะยอมทุกอย่างให้เขา
“ของธรรมดาสามัญ คิดว่าคุณชายหลิวคงไม่สนใจ ขอเพียงคุณชายหลิวไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องระหว่างพวกเรากับราชวงศ์ ยินดีที่จะแนะนำคุณชายหลิวเข้าสู่สำนักชิงหง เป็นศิษย์ของสำนักชิงหง นับแต่นั้นไปก็จะยิ่งใหญ่เกรียงไกร”
ก่อนมา ขวงหนีได้สืบมาแล้วว่าหลิวอู๋เสียไม่ได้มีความต้องการอำนาจทางโลกมากนัก สิ่งที่เขาต้องการคือการฝึกฝนตัวเองเท่านั้น
ผู้ฝึกตนมากมายล้วนปรารถนาที่จะเข้าสู่พิภพบำเพ็ญเพียร แต่ไร้ซึ่งผู้ใดแนะนำ โอกาสอันหาได้ยากยิ่งเช่นนี้กลับปรากฏขึ้นต่อหน้าหลิวอู๋เสีย
“ช่างยั่วยวนใจยิ่งนัก!”
ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันช่างเย้ายวนใจ หากเป็นคนทั่วไปเกรงว่าคงจะไม่ปฏิเสธ
ได้เข้าสู่พิภพบำเพ็ญเพียร ได้สัมผัสกับวิชากำลังภายในที่ลึกซึ้ง ได้เข้าใจในวิถีแห่งเซียน แสวงหาเส้นทางแห่งความอมตะ… นี่คือสิ่งที่ผู้คนมากมายใฝ่ฝัน
โอกาสอยู่ตรงหน้าแล้ว ขึ้นอยู่กับว่าหลิวอู๋เสียจะคว้ามันไว้ได้หรือไม่
“โอกาสเช่นนี้หาได้ยากยิ่ง หากพลาดไปแล้วจะไม่มีวันได้พบเจออีก ด้วยพรสวรรค์ของคุณชายหลิว การต้องติดอยู่ในโลกมนุษย์ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก หวังว่าคุณชายหลิวจะพิจารณาให้ดี”
ขวงหนีไม่รีบร้อน เขาเติมสุราให้หลิวอู๋เสียต่อไป ดวงตาเหลือบมองหลิวอู๋เสียอย่างรวดเร็ว
ใบหน้าของหลิวอู๋เสียไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ สงบนิ่งนั้นช่างน่ากลัว
การเข้าสู่พิภพบำเพ็ญเพียรเพื่อตัวเอง… นี่คือจิตสำนึกของการเป็นมนุษย์
แค่ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับราชวงศ์ต้าเยี่ยน
“หากข้าปฏิเสธล่ะ?”
หลิวอู๋เสียครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มสดใสราวกับแสงตะวัน
ขวงหนีหางตากระตุก เขาประเมินหลิวอู๋เสียต่ำไป เรื่องราวที่เย้ายวนใจเช่นนี้กลับไม่กระตุ้นความสนใจใด ๆ จากเขาได้
นั่นคือพิภพบำเพ็ญเพียร สวรรค์ที่ผู้ฝึกตนใฝ่ฝันถึง
หลิวอู๋เสียลุกขึ้นยืนและหันหลังเดินลงไปชั้นล่าง สุราที่ดื่มใกล้หมดแล้ว อารมณ์ก็สงบลงมากแล้ว
“คุณชายหลิว เจ้าทราบถึงผลที่จะตามมาหากปฏิเสธอ๋องยงเสียนหรือไม่ เจ้าไม่คิดถึงตัวเองบ้างหรืออย่างไร หรือเจ้าไม่คิดถึงครอบครัวของเจ้าบ้างเลย”
ขวงหนียังคงนั่งอยู่ที่เดิม น้ำเสียงทุ้มต่ำลงมาก
หลิวอู๋เสียหยุดกะทันหัน ทันใดนั้นลมหนาวก็พัดกระหน่ำไปทั่วโรงเตี๊ยม อุณหภูมิลดลงอย่างกะทันหัน
– โปรดติดตามตอนต่อไป –
1 ฝูเฉิน หมายถึง แส้ขนหางจามรี