ไท่หวง สูบกลืนสวรรค์ - ตอนที่ 234 ฟันเกิงเย่จนสิ้นชีพ
สิ่งที่เขาเป็นห่วงมากที่สุดในราชวงศ์ต้าเยี่ยนก็คือตระกูลสวี
เขาไร้รากไร้ที่ยึดเหนี่ยว บิดามารดาไม่รู้ว่าอยู่ที่ใด เป็นตระกูลสวีที่เลี้ยงดูเขามาจนเติบใหญ่ เขาไม่มีวันลืมความเมตตาและบุญคุณนี้
การคุกคามครอบครัวเท่ากับเป็นการแตะต้องเกล็ดของหลิวอู๋เสีย
“ข้าจำคำพูดของเจ้าในวันนี้ได้แล้ว หากตระกูลสวีมีใครตายแม้แต่คนเดียว ข้าจะคิดบัญชีกับวังยงเสียน”
หลิวอู๋เสียพูดประโยคนี้ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไม่มีคำพูดคำจาหยาบคายแต่อย่างใด
เขาเดินลงบันไดโดยไม่หันหลังกลับ และในขณะที่ก้าวออกจากโรงเตี๊ยม ความหนาวเย็นทั่วร่างกายก็หายไป กลับคืนสู่ท่าทางของเด็กหนุ่มที่มีชีวิตชีวาอีกครั้ง
หลิวอู๋เสียไม่พูด ซงหลิงก็ไม่ถาม เดินไปกับเขาอย่างเงียบ ๆ
เผลอครู่เดียวก็มาถึงหอตันเป่าแล้ว
มู่เยว่อิ่งได้รับบาดเจ็บเพราะเขา หลายวันผ่านไป ไม่รู้ว่าอาการบาดเจ็บเป็นอย่างไรบ้าง
มู่เยว่อิ่งมีสีหน้าดีขึ้นมาก อาการบาดเจ็บหายไปเจ็ดแปดส่วนแล้ว แต่ก็ยังไม่หายดี
“พี่สาวมู่ นี่คือโอสถสมานแผลที่ข้าหลอมขึ้นมา คิดว่าน่าจะช่วยอาการบาดเจ็บของท่านได้”
เขาได้สมุนไพรวิญญาณจำนวนมากมาจากคลังสมบัติของราชวงศ์ มิเพียงแต่หลอมโอสถระดับห้าได้หกเม็ด แต่ยังหลอมโอสถรักษาศักดิ์สิทธิ์ได้อีกหลายเม็ด
“ขอบใจมาก!”
มู่เยว่อิ่งรับโอสถและมองดูอย่างตั้งใจ นางไม่ได้ใส่ใจมากนัก เพราะคิดว่าเป็นเพียงโอสถระดับสี่ธรรมดาเท่านั้น
แต่ในขณะที่เห็นโอสถ ร่างกายก็นั่งตัวตรงทันที
“นี่เจ้าหลอมเองหรือ?!”
มู่เยว่อิ่งราวกับได้ค้นพบทวีปใหม่ นี่มันโอสถระดับห้า ราชวงศ์ต้าเยี่ยนไม่มีปรมาจารย์หลอมโอสถห้าดาว
“หวังว่าพี่สาวมู่จะช่วยปิดเป็นความลับให้ข้าสักพัก!”
เมื่อเขายื่นโอสถออกไป เขาก็รู้ว่าไม่อาจปิดบังความลับในการหลอมโอสถระดับห้าได้อีก ปิดบังได้วันหนึ่งก็นับเป็นวันหนึ่ง
“เจ้าช่างน่าประหลาดใจนัก!”
มู่เยว่อิ่งนัยน์ตาเปล่งประกาย นางอยากจะเปิดหัวของหลิวอู๋เสียเพื่อตรวจสอบดูสักครั้ง เขาฝึกฝนด้วยวัยเพียงเท่านี้ได้อย่างไร?
หากอยู่ในพิภพบำเพ็ญเพียร การบรรลุถึงระดับปรมาจารย์หลอมโอสถห้าดาวในวัยเช่นนี้ถือว่าเป็นอัจฉริยะแท้จริง
หลังจากพูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง หลิวอู๋เสียก็ลุกขึ้นเพื่อบอกลา จากปากของมู่เยว่อิ่ง เขาได้ทราบถึงที่มาของทูตจากหอซิงอวิ๋น บุคคลผู้นี้มีนามว่าลู่เฟย เป็นศิษย์นอกสำนักชิงหง มีข่าวลือว่าเป็นหลานชายของผู้อาวุโสบางคน มีอำนาจในมือเล็กน้อย
เมื่อออกจากหอตันเป่า ท้องฟ้าก็มืดลงแล้ว บนท้องถนนเงียบสงัด มีเพียงไม่กี่คนที่เดินผ่านไปมาอย่างเร่งรีบ
หลิวอู๋เสียพาซงหลิงกลับสำนักศึกษาจักรวรรดิ
ไม่นานหลังออกจากหอตันเป่า เงาดำหลายสายก็พุ่งออกมาจากความมืด
“อดใจรอไม่ไหวแล้วหรือ?”
หลิวอู๋เสียยกยิ้มมุมปาก เขาเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
ซงหลิงรู้สึกถึงความผิดปกติเช่นกัน เสียงแหวกอากาศดังมาจากด้านหลัง มีคนสะกดรอยตามพวกเขา
ครึ่งชั่วยามต่อมา ทั้งสองคนก็ปรากฏตัวขึ้นที่ถนนสิบหลี่
“ซงหลิง เจ้านำหน้ากลับไปที่สำนักศึกษาก่อน!”
คนเหล่านี้ต้องการตัวเขา ซงหลิงอยู่ที่นี่อันตรายมาก เกรงว่าจะถูกจับเป็นตัวประกันเพื่อใช้ข่มขู่เขา
“พี่ใหญ่ ข้าไม่กลัวตาย!”
ดวงตาของซงหลิงเผยให้เห็นถึงความแน่วแน่ เขาต้องการอยู่เคียงข้างหลิวอู๋เสียทั้งชีวิตและความตาย
“ข้ารู้ พวกนี้ไม่ธรรมดา เจ้าอยู่ที่นี่มีแต่จะทำให้ข้ายุ่งยาก รีบไป!”
หลิวอู๋เสียไม่สงสัยในตัวซงหลิง พวกเขาแบ่งปันชีวิตและความตายด้วยความซื่อสัตย์ แต่เขาไม่อาจลากน้องชายไปเสี่ยงอันตรายได้
ซงหลิงไม่กล้าขัดขืนความตั้งใจของหลิวอู๋เสีย ถึงจะไม่เต็มใจ เขาก็ยังวิ่งไปที่สำนักศึกษาจักรวรรดิอย่างรวดเร็ว เขาไม่ต้องการทำให้พี่ใหญ่ลำบากใจ
จนกระทั่งซงหลิงเข้าสู่ประตูของสำนักศึกษาจักรวรรดิ หลิวอู๋เสียจึงค่อย ๆ ชะลอความเร็วลง เสียงแหวกอากาศที่อยู่ด้านหลังหายไปในทันที
ราวกับเงาภูตผีปีศาจพุ่งทะยานออกมาจากเงามืด ยอดฝีมือกว่ายี่สิบคน
คนพวกนี้มีพลังน่าสะพรึงกลัว หากเผชิญหน้ากับขุมกำลังเช่นนี้ แม้แต่ยอดฝีมือระดับพลังชำระไขกระดูกขั้นสูงสุดก็คงต้องเผ่นแน่บ
สิ่งที่น่าหวั่นเกรงที่สุดคือ… ในหมู่พวกเขามียอดฝีมือระดับพลังชำระไขกระดูกขั้นเก้า
ไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผลที่หลิวอู๋เสียให้ซงหลิงจากไปก่อน หากตกไปอยู่ในเงื้อมมือคนเหล่านี้ พวกเขาต้องใช้ซงหลิงเป็นเครื่องมือต่อรองแน่
“ปรมาจารย์เจียง ไม่ได้เจอกันนานเลย”
หลิวอู๋เสียกวาดตามองพวกเขาทีละคน ในนั้นมีหลายคนที่เขารู้จักดี รวมถึงเจียงเยว่ ปรมาจารย์หลอมโอสถแห่งหอซิงอวิ๋น
ยี่สิบเจ็ดคนยืนล้อมรอบหลิวอู๋เสียเอาไว้ เพื่อไม่ให้เขาหลบหนีไปได้
ในที่สุดโอกาสนี้ก็มาถึง พวกเขาจะปล่อยให้เขามีชีวิตรอดกลับไปยังสำนักศึกษาจักรวรรดิได้อย่างไร?
“หลิวอู๋เสีย วันนี้คือวันตายของเจ้า!”
เจียงเยว่กัดฟันพูด เขาถึงถูกขับไล่ออกจากหอตันเป่า เพราะหลิวอู๋เสีย!
หลังจากขึ้นเป็นปรมาจารย์หลอมโอสถแห่งหอซิงอวิ๋นได้ไม่ถึงเดือน ก็เป็นเพราะหลิวอู๋เสียอีก ที่ทำให้เขาถูกผู้คนรุมโจมตีจนชื่อเสียงป่นปี้
“อยากฆ่าข้า ก็ตามข้ามา!”
เพื่อไม่ให้รบกวนคนอื่น หลิวอู๋เสียก็หายวับไปจากจุดนั้น ท่ามกลางการปิดล้อมของคนยี่สิบเจ็ดคน เขายังคงเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ
“ตามมันไป!”
เมื่อเจียงเยว่ออกคำสั่ง ยี่สิบเจ็ดคนไล่ตามหลิวอู๋เสียไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากผ่านป่าทึบหลายแห่ง พวกเขาก็มาถึงเทือกเขาที่ไร้ผู้คน ซึ่งอยู่ห่างไกลจากสำนักศึกษาจักรวรรดิ
หลังจากวิ่งไล่กันมาได้พักหนึ่ง หลิวอู๋เสียก็หยุดลงที่หุบเขาแห่งหนึ่ง การต่อสู้ในนี้คงไม่เล็ดลอดไปถึงสำนักศึกษาจักรวรรดิ
เจียงเยว่นำลูกน้องยี่สิบเจ็ดคนตามมาติด ๆ พวกเขาล้อมหลิวอู๋เสียเอาไว้ทุกทิศทาง
“หลิวอู๋เสีย วันนี้เจ้าหนีไม่พ้นแน่ จงยอมมอบตัวแต่โดยดีเถอะ!”
เกิงเย่หัวเราะอย่างชั่วร้าย เขาและโจวเทาถูกปลดจากตำแหน่งปรมาจารย์หลอมโอสถ พวกเขาเกลียดชังหลิวอู๋เสียจนเข้ากระดูกดำ อยากจะจับเขากลืนกินทั้งเป็น
“พวกเจ้าจะเข้ามาพร้อมกัน หรือจะผลัดกันขึ้นมา!”
หลิวอู๋เสียไร้ซึ่งความรู้สึกบนใบหน้า นี่เป็นโอกาสอันดีที่จะทดสอบความแข็งแกร่งของตัวเองว่าถึงระดับไหนแล้ว
นอกจากปรมาจารย์หลอมโอสถแห่งหอซิงอวิ๋นแล้ว ยอดฝีมือที่เหลือพวกนี้น่าจะเป็นคนของอ๋องยงเสียน
“ให้ข้าจัดการมันเอง!”
เกิงเย่ก้าวไปข้างหน้า ไม่มีใครอยากฆ่าหลิวอู๋เสียมากกว่าเขาอีกแล้ว กระบี่ยาวในมือเปล่งประกายเย็นยะเยือก เขาเป็นเพียงระดับพลังชำระไขกระดูกขั้นหกเท่านั้น
“ระวังด้วย!”
เจียงเยว่พูดเบา ๆ พวกเขายังไม่รู้ข่าวที่หลิวอู๋เสียฆ่าพวกหยางซั่วเทียน
ดาบเสียเหรินปรากฏขึ้นในฝ่ามือ พลังดาบแผ่กระจาย เจตจำนงดาบอันน่าสะพรึงปกคลุมทั่วท้องฟ้า
“อาวุธชะตา!”
ขณะที่มันปรากฏขึ้น ดวงตาของเกิงเย่ก็เบิกกว้าง ไม่นึกว่าหลิวอู๋เสียจะหลอมสร้างอาวุธชะตาได้
ไม่มีทางถอยแล้ว ทำได้เพียงกวัดแกว่งกระบี่ยาวเข้าใส่หลิวอู๋เสีย แม้จะเป็นปรมาจารย์หลอมโอสถ แต่วิถียุทธ์ก็ไม่ได้อ่อนด้อย
“หลิวอู๋เสีย ตายซะเถอะ!”
เกิงเย่คำรามลั่น แสงกระบี่แปรเปลี่ยนเป็นแรดคลั่งพุ่งเข้าใส่หลิวอู๋เสีย ปราณแท้แปรเปลี่ยนเป็นรูปร่าง
“ฮึ่ม!”
ดาบเสียเหรินถูกยกขึ้น เพียงการฟันธรรมดา ๆ แต่กลับตัดผ่านอากาศ
พลังดาบฉีกกระชากร่างแรดอย่างง่ายดาย พลังที่เหลือยังคงพุ่งตรงไปยังหน้าของเกิงเย่
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ทุกคนยังไม่ทันได้ตอบสนอง ดาบเสียเหรินก็ฟันลงมาแล้ว
“ฉัวะ!”
เกิงเย่ร้องไม่ออก ร่างกายถูกผ่าออกเป็นสองส่วน กลายเป็นหนังมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์ แล้วค่อย ๆ เลือนหายไป
แก่นแท้ในร่างกายถูกติ่งเทพสูบกลืนสวรรค์ดูดซับจนหมดสิ้น
เปลวไฟมารจากนรกพวยพุ่งออกมา แก่นแท้ที่ไหลเข้ามาถูกดูดซับในทันที กลายเป็นของเหลวสามหยดลอยอยู่กลางอากาศ
“ตายแล้ว?”
เจียงเยว่มีสีหน้าหวาดกลัว ยอดฝีมือระดับพลังชำระไขกระดูกขั้นหกรับมือหลิวอู๋เสียไม่ได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว
ส่วนพวกโจวเทาหวาดผวาจนหน้าซีด พวกเขาไม่ได้เหนือกว่าเกิงเย่เท่าใดนัก ชั่วพริบตา พวกเขาก็ไม่มีคุณสมบัติแม้แต่จะเงยหน้ามองหลิวอู๋เสีย
“บุกพร้อมกัน!”
เจียงเยว่ไม่ลังเล รีบออกคำสั่งเพื่อไม่ให้มีผู้คนล้มตายไปมากกว่านี้ ตัวเขาและยี่สิบหกคนที่เหลือพุ่งเข้าโจมตีพร้อมกัน
ทันใดนั้น!
เสียงตะโกนฆ่าฟันดังกระหึ่ม ยี่สิบหกกระแสเหล็กกล้าก่อเป็นคลื่นมหาสมุทรซัดสาดเข้าหาหลิวอู๋เสีย
หลิวอู๋เสียกดดันอย่างหนักเมื่อการต้องรับมือกับยี่สิบหกคนพร้อมกัน เขาจะถอนตัวอย่างปลอดภัยหรือไม่นั้นยังคงเป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้
เขายืนหยัดอยู่ใจกลางพายุคล้ายเรือลำน้อยที่อาจถูกคลื่นลมซัดกลืนหายทุกเมื่อ
แผ่นดินสั่นสะเทือน กระแสลมรุนแรงปะทุขึ้นกลางอากาศ วิชายุทธ์นานาชนิดแปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว
ปราณแท้ไท่หวงพุ่งออกมาจากจุดฝ่าเท้า ยกตัวหลิวอู๋เสียขึ้นสู่กลางอากาศ ราวกับนกกระเรียนสง่างามสยายปีกโผบินอยู่บนท้องฟ้า
ดาบเสียเหรินถูกชูขึ้น พายุที่ไร้ขอบเขตรวมตัวกันบนท้องฟ้า
วิชาดาบปลิดชีพ กระบวนท่าที่หนึ่ง
“ตูม!”
ยังไม่ทันได้ตกลงมา บนท้องฟ้าก็เต็มไปด้วยเปลวไฟผสมผสานพลังสายฟ้าไร้ที่สิ้นสุด
พวกเจียงเยว่ต่างตกตะลึง นี่มันพลังอะไรกัน?
ปราณแท้สามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้ทุกรูปแบบ นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ฝึกตนระดับพลังชำระไขกระดูกธรรมดาจะทำได้
“ตายให้หมด!”
ต้องรวดเร็วทั้งการต่อสู้และการตัดสินใจ ต้องกำจัดพวกเขาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อป้องกันไม่ให้มีคนอื่นมาอีก
พลังที่แผ่ปกคลุมราวกับพายุก่อตัวเป็นลมแรง พัดพาก้อนหินรอบ ๆ ปลิวหายไป
เสียงพลังปราณระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว เสมือนสายฟ้าที่โจมตีอย่างบ้าคลั่ง
“แย่แล้ว!”
ทุกคนมีสีหน้าเปลี่ยนไป ยกเว้นเจียงเยว่ ผู้ฝึกตนระดับพลังชำระไขกระดูกธรรมดาไม่อาจต้านทานพลังนี้ได้ พวกเขาไม่อาจหลบเลี่ยงได้ทัน
พายุได้ปิดล้อมพื้นที่โดยรอบเป็นระยะทางหลายพันหมี่ พวกเขาไม่อาจหลบหนีได้
ม่านตาภูตมองทะลุผ่านทุกคน
วิถีการเคลื่อนไหว รวมถึงจุดอ่อนในวิชายุทธ์ ทั้งหมดปรากฏขึ้นในสมองของหลิวอู๋เสียอย่างชัดเจน
“ตายซะ!”
พลังดาบนับไม่ถ้วนพุ่งลงมาจากอากาศ
ดาบเล่มเดียวแยกออกเป็นดาบนับพัน นี่คือความน่าสะพรึงกลัวของวิชาดาบปลิดชีพ
กระบวนท่าแรกได้รับการฝึกฝนจนถึงขั้นต้นแล้ว พลังจึงไร้เทียมทาน
“กระจายออกไป!”
เจียงเยว่ตะโกนเสียงดัง สั่งให้ทุกคนกระจายตัวออกไป การรวมกลุ่มกันจะทำให้ตายเร็วขึ้น
ม่านป้องกันที่พวกเขาร่วมกันสร้างขึ้นแตกกระจาย ไม่อาจต้านทานการกัดกร่อนจากพลังดาบได้ มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ต้องตายภายใต้คมดาบ
“ฉึก ฉึก ฉึก…”
เลือดพุ่งกระเซ็นเปลี่ยนสีท้องฟ้าเป็นสีแดง พายุยังคงโหมกระหน่ำ ก้อนหินนับไม่ถ้วนตกลงมา ศพของผู้เสียชีวิตถูกฝังอยู่ใต้กองหิน
แสงดาบราวกับดาราจักรสีเงินที่ทอดยาวมาจากห้วงลึกของจักรวาล
นี่คือคมดาบไร้เทียมทาน นี่คือคมดาบที่ไม่อาจแก้ไขได้
เจียงเยว่มีเพียงความคิดเดียวในตอนนี้… หลบหนี ไม่อาจค้นพบจุดอ่อนใด ๆ
“ตูม ตูม ตูม…”
พื้นดินเริ่มทรุดตัวลง ก่อตัวเป็นหลุมลึกที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง ในบรรดาคนทั้งยี่สิบหกคนก่อนหน้านี้ มีเพียงไม่กี่คนที่ยืนอยู่บนพื้นดินด้วยเสื้อผ้าขาดวิ่น ส่วนคนอื่น ๆ หายไปหมดแล้ว
เพียงกระบวนท่าเดียว!
การฆ่ายอดฝีมือมากมายเช่นนี้เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อ แม้แต่หลิวอู๋เสียยังตกตะลึงเช่นกัน
เจียงเยว่เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยฝุ่นละออง อาวุธในมือแตกหัก
อีกสี่คนที่เหลือก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน ทุกคนมีสีหน้าหวาดกลัวสุดซึ้ง
นี่มันยังเป็นมนุษย์อยู่หรือเปล่า?
“หลิวอู๋เสีย เจ้าช่างโหดเหี้ยมนัก”
เจียงเยว่กัดฟันจนแตก เขาไม่รู้จะกลับไปรายงานอ๋องยงเสียนอย่างไร
“เช่นกัน!”
หลิวอู๋เสียไร้ซึ่งความรู้สึกบนใบหน้า ร่างกายค่อย ๆ ร่อนลงบนซากปรักหักพัง เจตจำนงสังหารแผ่กระจาย
เจียงเยว่โยนกระบี่หักในมือออกไป ดวงตาแดงก่ำ เปล่งประกายเจตจำนงสังหารอันน่าสะพรึงกลัว แรงผลักดันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เห็นได้ชัดว่ายังไม่ได้ใช้ฝีมือทั้งหมด
“ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตของข้า วันนี้ข้าก็จะฆ่าเจ้าให้ได้!”
เจียงเยว่ตัดสินใจแล้ว หากไม่ฆ่าหลิวอู๋เสีย เขาไม่ขอเป็นคนอีกต่อไป
ส่วนอีกสี่คนนั้นเป็นยอดฝีมือที่อ๋องยงเสียนส่งมา มีความแข็งแกร่งไม่ธรรมดา ทุกคนล้วนอยู่ในระดับพลังชำระไขกระดูกขั้นแปด พวกเขาถือดาบยาวในมือร่วมวงต่อสู้
– โปรดติดตามตอนต่อไป –