ไท่หวง สูบกลืนสวรรค์ - ตอนที่ 264 คนขี้ขลาด
ประตูถ้ำฝึกตนเพิ่งเปิดออก ก็ปรากฏเงาร่างหลายสิบสายพุ่งตรงเข้าหาพวกเขา
คนกลุ่มนี้รอคอยมานานแล้ว พอเห็นเขาออกจากประตูก็รีบรุดหน้าเข้ามาทันที
หลิวอู๋เสียหรี่ตาทั้งสองข้างลงเล็กน้อย สัมผัสได้ถึงลมปราณแข็งแกร่งที่พุ่งตรงเข้ามาหาเขา
เขาหยุดฝีเท้าพร้อมกับกวาดสายตามองไปยังคนทั้งสิบสองคนที่พุ่งเข้ามา
สุดท้ายสายตาก็หยุดอยู่ที่ม่อชง ส่วนคนที่เหลืออีกสิบเอ็ดคนล้วนทำตามคำสั่งของเขาเพียงคนเดียว เพียงแค่ชำเลืองมองก็รู้ได้ทันที… คนผู้นี้เป็นศัตรูตัวฉกาจ
“เจ้าคือหลิวอู๋เสียสินะ!”
เมื่อได้เห็นใบหน้าของหลิวอู๋เสียเป็นครั้งแรก ม่อชงหรี่ตาทั้งสองข้างลงเล็กน้อย อีกฝ่ายอายุยังน้อยกว่าที่เขาคิดไว้
อายุเท่านี้กลับทะลวงระดับพลังชำระไขกระดูกขั้นสูงได้ ถือว่าหาได้ยากยิ่ง
“พวกเจ้ามาที่นี่ต้องการอะไร!”
หลิวอู๋เสียไม่ได้ตอบคำถาม เพียงแต่ถามกลับไป คนเหล่านี้ปรากฏตัวที่นี่ย่อมรู้จักตัวตนของเขาอยู่แล้ว
เขาต้องการรู้ให้แน่ชัดว่าพวกเขามาที่นี่ทำไม
ตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่ในเขตอักษรฟ้าเมื่อหลายเดือนก่อน ก็ไม่มีวันไหนที่ได้อยู่อย่างสงบสุขเลย
“หลิวอู๋เสีย เจ้านี่ช่างบังอาจนัก ศิษย์พี่ม่อชงถามดี ๆ กลับกล้าพูดจาอวดดีเยี่ยงนี้”
เหล่าศิษย์ที่อยู่ด้านหลังก้าวเท้าไปข้างหน้า ทุกคนล้วนมีแววตาขุ่นเคือง
“พวกเจ้ามันเป็นตัวอะไรกัน ถึงได้บุกมาหาเรื่องถึงถ้ำฝึกตนของข้า แล้วข้าจะต้องสุภาพกับพวกเจ้าด้วยเหตุผลอะไร?”
หลิวอู๋เสียโกรธมาก เขารู้ดีว่าม่อชงเป็นใคร ตอนที่เขาเลือกถ้ำฝึกตน หวังเฉวียนเซิ่งกับพรรคพวกก็โผล่มาหาเรื่อง สุดท้ายก็ถูกหลิวอู๋เสียทำลายพลังยุทธ์
ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร หากคิดจะมาหาเรื่องก็มีจุดจบเพียงอย่างเดียว ทำลายพลังยุทธ์แล้วโยนลงไปจากภูเขา เท่านี้ก็จบเรื่อง!
ตั้งแต่ม่อชงเกิดมาจนโต ก็เพิ่งเคยถูกคนด่าว่าเป็นตัวอะไรแบบนี้เป็นครั้งแรก มุมปากถึงกับสั่นเทาด้วยความโกรธ
“ศิษย์พี่ม่อชง ท่านต้องสั่งสอนเจ้าเด็กที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำผู้นี้ให้หลาบจำ! คิดว่าตัวเองมีฝีมือแล้วจะมาโอ้อวดในสำนักได้ วันนี้ต้องทำให้เขารู้ ว่าเขตอักษรฟ้าไม่ใช่ที่ที่ใครจะทำอะไรตามใจชอบ!”
ศิษย์คนอื่นพากันโกรธแค้น ราวกับจะเข้าไปตบหน้าหลิวอู๋เสีย
พวกเขายอมรับว่าตัวเองไม่ใช่คู่มือของหลิวอู๋เสีย จึงฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่ม่อชง
คนเหล่านี้มีความสามารถในการยุยงปลุกปั่นจริง ๆ
พวกเขาผลักดันม่อชงจนถลำลึก หากล่าถอยในตอนนี้คงเสียหน้าแย่
“พวกขยะ! ถ้าไม่ลงมือก็ไสหัวไปให้พ้น!”
หลิวอู๋เสียขี้เกียจต่อปากต่อคำกับพวกเขา แววตาฉายแววดูถูก พวกขยะไร้ค่า… ไม่คู่ควรแม้แต่จะสบตา
ยกเว้นม่อชงที่พอจะเป็นภัยคุกคาม คนอื่นก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ
ถูกด่าต่อหน้าธารกำนัลว่าเป็นขยะ ม่อชงแทบทนไม่ไหว ใบหน้าบึ้งตึงน่ากลัว ดวงตาแดงก่ำ เจตจำนงสังหารราวกับสายน้ำเชี่ยวกรากพุ่งตรงไปยังหลิวอู๋เสีย สั่นสะเทือนไปทั่วเขตอักษรฟ้า
เหล่าศิษย์ต่างพากันมามุงดู อยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
“หลิวอู๋เสีย! เจ้าทำข้าโกรธแล้ว วันนี้ข้าจะบดขยี้เจ้าให้แหลกเป็นผุยผง!”
ม่อชงสูดหายใจเข้าลึก ความโกรธในอกพลุ่งพล่านจนแทบระงับไม่อยู่
ในฐานะศิษย์เอกอันดับหนึ่ง เขาได้รับความสนใจจากสำนักมาโดยตลอด หากไม่มีอะไรผิดพลาด เมื่อทะลวงสู่ระดับพลังแก่นวิสุทธิ์ก็จะได้รับการเลื่อนขั้นเป็นอาจารย์ใหญ่รักษาการ ค่อย ๆ รับช่วงต่อจากฟ่านเจิน
เขาทุ่มเทให้กับการฝึกฝน ไม่ได้ใส่ใจตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ แต่การถูกหลิวอู๋เสียเหยียดหยามในวันนี้ ก็เหมือนกับเทพบุตรสูงส่งถูกคนโยนลงไปในบ่ออุจจาระ
แรงผลักดันปะทุขึ้น เหล่าศิษย์ทั้งสิบเอ็ดคนที่ยืนอยู่ด้านหลังม่อชงเผยสีหน้าสะใจออกมา
“ยั่วโมโหข้า?” หลิวอู๋เสียเผยรอยยิ้มเยาะ “เจ้าคิดว่าตัวเองสูงส่งเกินไปกระมัง ในสายตาของข้า เจ้าก็แค่แมลงน่าสงสารตัวหนึ่ง โดนคนอื่นยุยงเพียงไม่กี่คำก็หลงกลแล้ว”
หลิวอู๋เสียพูดถูกแล้ว ม่อชงมีพรสวรรค์ก็จริง แต่นิสัยดันเป็นตัวกำหนดขีดจำกัดของตัวเอง
หากไม่มีคนยุยง ความขัดแย้งระหว่างเขากับหลิวอู๋เสียคงไม่รุนแรงเช่นนี้
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมม่อชงถึงทะเลาะกับหลิวอู๋เสีย?”
หลายคนมาจากระยะไกลและไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขายืนดูอยู่ห่าง ๆ ไม่กล้าเข้าใกล้
ชื่อเสียงอันโหดร้ายของหลิวอู๋เสียได้ฝังรากลึกอยู่ในใจทุกคน
ชั่วพริบตา ก็มีคนมามุงดูมากกว่าร้อยคน แม้แต่อาจารย์ที่ปรึกษาก็อยู่ในหมู่พวกเขาจริง ๆ
เปลวไฟแห่งความขัดแย้งกำลังลุกโชน
“ฉัวะ!”
ม่อชงชักกระบี่ยาวออกมา หลิวอู๋เสียกล้าดียังไงถึงดูถูกเขาว่าเป็นแค่แมลงน่าสงสาร ทำให้เจตจำนงสังหารของเขาพลุ่งพล่าน
“หลิวอู๋เสีย ข้าจะฆ่าเจ้า!”
ม่อชงขาดสติไปแล้ว ขอแค่ฆ่าหลิวอู๋เสียได้ก็พอ
กระบี่ยาวพุ่งตรงไปที่ศีรษะของหลิวอู๋เสียด้วยความเร็วสูง ในขณะที่กระบี่ถูกแทงออกไป คลื่นพลังก็โหมกระหน่ำไปทั่วบริเวณ
“ระดับพลังครึ่งก้าวแก่นวิสุทธิ์ น่าสนใจดีนี่!”
หลิวอู๋เสียเผยรอยยิ้มมุมปาก เขาใช้เพลงเท้าเจ็ดดาราหลบกระบี่ที่พุ่งเข้ามา กระบี่ยาวของม่อชงจึงแทงพลาดเป้าหมาย
หลิวอู๋เสียไม่กลัวแม้แต่ระดับพลังแก่นวิสุทธิ์ นับประสาอะไรกับระดับพลังครึ่งก้าวแก่นวิสุทธิ์ พลังระดับนี้แข็งแกร่งกว่าระดับพลังชำระไขกระดูกขั้นสูงสุดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ที่เรียกว่าระดับพลังครึ่งก้าวแก่นวิสุทธิ์ ก็คือผู้ฝึกตนที่พบประตูสู่สะพานเชื่อมพลังวิเศษแล้ว แค่ยังไม่ได้เปิดประตู
ร่างของหลิวอู๋เสียเคลื่อนไหวต่อเนื่อง เขาฝ่าฟันจนถึงระดับพลังชำระไขกระดูกขั้นแปด พลังเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าดิน โดยเฉพาะหลังจากที่เขาขัดเกลาแก่นแท้ทองคำ ปราณแท้ไท่หวงมีพลังของธาตุทองที่น่าสะพรึงกลัวแฝงอยู่
พลังธาตุที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้านี้ คงหนีไม่พ้นพลังของทองบริสุทธิ์ที่ทำลายทุกสิ่งได้อย่างไม่ต้องสงสัย
ดาบเสียเหรินออกจากฝัก!
พลังทองบริสุทธิ์แผ่กระจายไปทั่ว พลังกระบี่ของม่อชงถูกฉีกกระชากกลายเป็นผุยผง แล้วหายไปในอากาศธาตุ
ยังไม่ทันได้ออกดาบ หลิวอู๋เสียก็ได้เปรียบไปแล้วหนึ่งก้าว
“พลังธาตุทองเข้มข้นขนาดนี้ ได้ยินมาว่าเขาได้แก่นแท้ทองคำมาจากสนามรบเขาหมางซาน เขาขัดเกลามันแล้วหรือ!”
ผู้คนรอบข้างต่างซุบซิบนินทา สิ่งที่หลิวอู๋เสียทำในสนามรบเขาหมางซานถูกส่งกลับไปยังสำนักศึกษาจักรวรรดิแล้ว
แม้จะเป็นยอดฝีมือระดับพลังแก่นวิสุทธิ์ก็ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งเดือน นี่เพิ่งผ่านไปไม่กี่วัน หลิวอู๋เสียสามารถควบคุมพลังธาตุทองได้แล้ว
กระบี่ฟาดฟันสี่สิบเจ็ดครั้ง นี่คือวิชากระบี่อันเลื่องชื่อของม่อชง ทว่าไม่อาจแตะต้องชายเสื้อของหลิวอู๋เสียด้วยซ้ำ ม่อชงเผยสีหน้าเคร่งขรึมเล็กน้อย
“เจ้าออกกระบี่มามากมายแล้ว กินดาบข้าสักครั้งแล้วกัน!”
มาแล้วไม่ตอบรับดูจะเสียมารยาท ดาบเสียเหรินถูกชักออก พลังดาบยิ่งใหญ่ก่อตัวขึ้น
ทันทีที่มันปรากฏขึ้น โลกพลันแปรปรวน เหล่าอาจารย์ที่ปรึกษาที่อยู่ไกลออกไปต่างเซถลา จนเกือบจะคุกเข่าให้หลิวอู๋เสีย พลังนี้เทียบเท่ากับระดับพลังแก่นวิสุทธิ์แล้ว
พลังดาบกดข่มลงมา พลังกระบี่ของม่อชงถูกบีบอัดจนไม่มีที่ว่างให้หลบหลีก ร่างกายถอยร่นอย่างต่อเนื่อง จนแทบจะหายใจไม่ออก
ระดับพลังครึ่งก้าวแก่นวิสุทธิ์ถูกกดข่มจนถึงขั้นนี้เชียวหรือ?
“ช่างเป็นดาบที่น่ากลัวอะไรเช่นนี้!”
เมื่อจ้าวเอินจู่มาถึง ใบหน้าก็เผยความตกตะลึงไม่สิ้นสุด
ไม่มีใครในที่นี้สามารถต้านทานดาบเล่มนี้ได้ นอกเสียจากว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับพลังแก่นวิสุทธิ์มาเอง
“แคร็ก แคร็ก แคร็ก …”
แผ่นหินสีเขียวบนพื้นปรากฏรอยร้าวขนาดใหญ่ ไม่อาจต้านทานแรงกดดันของพลังดาบได้
ม่อชงซึ่งอยู่ใจกลางวงล้อม ร่างกายเริ่มมีร่องรอยบาดแผล หากถูกดาบเล่มนี้ฟันเข้า คาดว่าร่างกายของเขาคงจะแหลกเป็นชิ้น ๆ
เหล่าศิษย์สิบเอ็ดคนที่ติดตามม่อชงตกใจจนหน้าซีดเผือด ร่างกายถอยร่นอย่างต่อเนื่อง
“กระบี่พิชิตสวรรค์!”
ม่อชงกัดฟันแน่น ใช้วิชากระบี่ที่เพิ่งเข้าใจได้ไม่นานมานี้ ปราณพิชิตสวรรค์ก่อขึ้นปะทะกับอำนาจดาบของหลิวอู๋เสีย
ทั้งสองล้วนเป็นยอดฝีมือที่หาได้ยาก สถานการณ์พลิกผันเมื่อกระบี่พิชิตสวรรค์ปรากฏ เรียกได้ว่าทั้งสองฝ่ายสูสีกัน
“ฮึ่ม พลังแค่นี้ก็หวังจะต้านทานวิชาดาบปลิดชีพของข้า!”
หลิวอู๋เสียพึมพำเสียงเบา ตันเถียนไท่หวงเคลื่อนไหว ปราณแท้สีทองไหลไปตามเส้นชีพจรเข้าสู่ดาบเสียเหริน
ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือปราณแท้ยังมีพิษปะปนอยู่เล็กน้อย จากการฆ่างูหลามยักษ์จำนวนมาก พิษในปราณแท้จึงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
“วิชาดาบปลิดชีพ กระบวนท่าที่สอง!”
ประหนึ่งดาราจักรที่ฟาดฟันลงมาจากฟากฟ้า วิชาดาบปลิดชีพกระบวนท่าที่สองที่หลิวอู๋เสียฝึกปรือเพียงแค่พื้นฐาน แต่กลับแข็งแกร่งกว่ากระบวนท่าแรกหลายร้อยเท่า
วิชาดาบปลิดชีพ ยิ่งใช้กระบวนท่าหลัง ยิ่งแข็งแกร่งกว่ากระบวนท่าก่อนหน้า
ม่อชงเริ่มตื่นตระหนก กระบี่พิชิตสวรรค์แตกเป็นเสี่ยง ราวกับภูเขาขนาดยักษ์กำลังกดทับเขาลงมา กระดูกขาทั้งสองข้างเกิดรอยร้าวจำนวนมาก
“หนี!”
เขามีความคิดเดียว นั่นคือรีบหนีออกจากที่นี่ หลิวอู๋เสียน่ากลัวเกินไป
ดาบที่ไม่มีทางต้านทาน ม่อชงคิดหาวิธีทุกวิถีทาง แต่ก็หาจุดอ่อนของวิชาดาบนี้ไม่พบ
ร่างกายถอยหลังอย่างรวดเร็ว พุ่งลงไปด้านล่างภูเขา ยอมแพ้ที่จะต่อต้าน
“หลิวอู๋เสีย รอข้าก้าวเข้าสู่ระดับพลังแก่นวิสุทธิ์เมื่อไหร่ ข้าจะเอาชีวิตเจ้า!”
ใครจะคาดคิดว่าศิษย์เอกอันดับหนึ่งกลับหวาดกลัวจนหนีไป เรื่องนี้เกินความคาดหมายของทุกคน
จ้าวเอินจู่และอาจารย์ที่ปรึกษาคนอื่น ๆ หน้าดำคร่ำเครียด หลังจากเหตุการณ์นี้ ม่อชงไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นศิษย์เอกอีกต่อไป
“มันไม่ง่ายเลยที่จะออกไป!”
ดาบเสียเหรินฟาดฟันลงมาอย่างรวดเร็ว ดุจสายฟ้าผ่า ฉีกกระชากการป้องกันของม่อชง
“ฉึก!”
พลังดาบฟาดเข้าที่หลังของม่อชง ร่างกายเซถลาไปข้างหน้าหลายก้าว ปรากฏบาดแผลยาวหนึ่งเชียะที่แผ่นหลัง เลือดไหลอาบ
ม่อชงไม่ทันได้รักษาบาดแผลก็เผ่นหนีด้วยความหวาดกลัว ศิษย์อัจฉริยะเช่นเขาต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
เหล่าศิษย์ที่ชมดูอยู่ไกล ๆ พากันหัวเราะลั่น
ม่อชงวิ่งกลับไปที่ถ้ำฝึกตนของตน หลิวอู๋เสียไม่ได้ไล่ตามไปซ้ำ
สำหรับเขาแล้ว ม่อชงไม่คู่ควรเป็นคู่ต่อสู้ของเขาด้วยซ้ำ ขี้ขลาดตาขาว แม้จะทะลวงระดับพลังแก่นวิสุทธิ์ก็เป็นได้แค่ขยะ
ศิษย์ทั้งสิบเอ็ดคนที่ยืนอยู่ด้านข้างต่างก็งุนงง
ศิษย์พี่ม่อชงที่พวกเขานับถือกลับเป็นคนขี้ขลาด ในช่วงเวลาสำคัญดันวิ่งหนีก่อน
เหนือความคาดหมายของทุกคน รวมถึงอาจารย์ที่ปรึกษาเหล่านั้น
ม่อชงติดอันดับหนึ่งของศิษย์หัวกะทิมานาน ทุกคนต่างเคารพนับถือเขา
ฉากนี้พลิกความคิดของทุกคน
ม่อชงหนีไปแล้ว พวกเขาสิบเอ็ดคนไม่ทันได้วิ่งหนี รอยยิ้มไร้พิษภัยปรากฏขึ้นที่มุมปากของหลิวอู๋เสีย
“รีบหนี!”
ทั้งสิบเอ็ดคนต่างก็แยกย้ายกันหลบหนีคนละทิศละทาง
ชื่อเสียงอันโหดร้ายของหลิวอู๋เสียเลื่องลือไปทั่วเมืองหลวง ผู้ที่ต่อต้านเขาล้วนไม่เคยมีจุดจบที่ดี หากหนีช้าไปจะต้องถูกทำลายพลังยุทธ์แน่นอน
“มันไม่สุภาพเกินไปที่จากไปแบบนี้”
ทันทีที่สิ้นเสียง ดาบเสียเหรินก็แปรเปลี่ยนเป็นคลื่นพลังสิบเอ็ดสายราวกับดาวตก
“กรี๊ดดดดด…”
เสียงกรีดร้องอย่างน่าเวทนาหลายเสียงดังมาจากปากของพวกเขา บริเวณท้องน้อยปรากฏบาดแผลเล็ก ๆ ตันเถียนแตก ปราณแท้ไหลออก
หลิวอู๋เสียไม่ได้ฆ่าพวกเขา เพียงแค่ทำลายพลังยุทธ์เท่านั้น
“หลิวอู๋เสีย เจ้าอย่าตายดีนัก!”
พวกเขานอนร้องครวญครางอยู่บนพื้น ไม่สู้ตัดแขนตัดขาไปเสียเลย ยังไม่ส่งผลกระทบต่อการบ่มเพาะพลัง
สูญเสียตันเถียนก็เท่ากับเป็นคนไร้ค่า มีชีวิตอยู่ก็ไม่สู้ตายเสียดีกว่า
ไม่สนใจเสียงโวยวาย เขาปิดประตูถ้ำฝึกตน มุ่งหน้าไปยังถ้ำฝึกตนของสวีหลิงเสวี่ย
ครึ่งชั่วยามผ่านไป!
เขายืนอยู่หน้าประตูถ้ำฝึกตนของสวีหลิงเสวี่ย สิ่งที่แปลกก็คือบริเวณถ้ำค่อนข้างเงียบเหงา
ศิษย์หญิงสวมชุดสีเหลืองคนหนึ่งเดินตรงมา หลิวอู๋เสียเคยพบนางมาก่อน สวีหลิงเสวี่ยมักจะเรียกนางว่าศิษย์น้องหญิงเหยา
“เจ้ามาหาศิษย์พี่หญิงสวีหรือ?”
ศิษย์หญิงชุดเหลืองเห็นหลิวอู๋เสียจึงหยุดเดิน พลางเอียงศีรษะถาม
– โปรดติดตามตอนต่อไป –