ไท่หวง สูบกลืนสวรรค์ - ตอนที่ 265 ตบหน้าสนั่น
ศิษย์หญิงชุดเหลืองเอียงศีรษะถาม บนใบหน้ามีท่าทีประหม่าเล็กน้อย ชื่อเสียงความโหดเหี้ยมของหลิวอู๋เสียรุนแรงเกินไป สามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้
ฆ่าคนตระกูลเซวียไปกว่าร้อยคนในสนามรบเขาหมางซาน ไม่มีใครในเมืองหลวงไม่รู้เรื่องนี้
“นางไม่อยู่หรือ?”
หลิวอู๋เสียขมวดคิ้วเล็กน้อย ฟังจากน้ำเสียงของศิษย์หญิงชุดเหลืองแล้ว ดูเหมือนสวีหลิงเสวี่ยจะไม่อยู่ หรือว่ากลับไปที่เมืองชางหลันแล้ว
เพิ่งกลับบ้านไปเมื่อเดือนก่อนเอง คงไม่กลับบ้านในเวลานี้หรอก
“ตามข้ามา!”
ศิษย์หญิงชุดเหลืองมองไปรอบ ๆ แล้วดึงหลิวอู๋เสียไปยังมุมที่เงียบสงบแห่งหนึ่ง หลังจากแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครอยู่บริเวณนั้น นางจึงค่อยวางใจ
“ว่ามา เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
หลิวอู๋เสียเผยสีหน้าไม่พอใจออกมา เขาทำสิ่งต่าง ๆ อย่างตรงไปตรงมาเสมอ ไม่เคยหลบเลี่ยงผู้ใด
“ศิษย์พี่หญิงสวีถูกส่งตัวไปแล้ว ได้ยินมาว่าถูกส่งไปยังที่ที่ไกลแสนไกล”
ศิษย์หญิงชุดเหลืองเผยความผิดหวังเล็กน้อย ข่าวนี้มีคนรู้ไม่มากนัก
“ถูกส่งตัวไปแล้วหรือ?”
หลิวอู๋เสียขมวดคิ้วเล็กน้อย ใครกันมีอำนาจมากมายขนาดนี้ ส่งนางไปยังที่ที่ไกลแสนไกล เขายอมรับเรื่องนี้ไม่ได้ สวีหลิงเสวี่ยจากไป แม้แต่จะบอกลากันสักคำก็ไม่มี
“เมื่อครึ่งเดือนก่อน มีแขกไม่ได้รับเชิญมาที่สำนักศึกษาจักรวรรดิหลายคน ได้ยินว่ามาจากพิภพบำเพ็ญเพียร รองอาจารย์ใหญ่ไป๋หลี่ชิงพยายามอย่างยิ่งที่จะแนะนำศิษย์พี่หญิงสวี ศิษย์พี่หญิงสวีไม่ต้องการจากไป ต้องการรอเจ้ากลับมา เป็นรองอาจารย์ใหญ่ไป๋หลี่ชิงบังคับนางไปกับคนกลุ่มนี้”
ศิษย์หญิงชุดเหลืองเล่าเรื่องทั้งหมดออกมา ศิษย์พี่หญิงสวีเล่าเรื่องนี้ให้นางฟังก่อนจากไป บอกให้นางรอจนกว่าหลิวอู๋เสียจะกลับมา แล้วบอกเล่าเรื่องนี้ให้เขาฟังด้วยตัวเอง
เจตจำนงสังหารทะลักออกมาจากร่างของหลิวอู๋เสีย เขากำหมัดแน่น เส้นเลือดสีเขียวปรากฏขึ้นบนใบหน้า
ศิษย์หญิงชุดเหลืองค่อนข้างหวาดกลัว จึงถอยหลังไปหนึ่งก้าวด้วยความตกใจ
หลายเดือนที่ผ่านมา เขากับสวีหลิงเสวี่ยเพิ่งจะปรับความสัมพันธ์กันได้ กลับถูกไป๋หลี่ชิงส่งตัวไปยังพิภพบำเพ็ญเพียร แม้แต่โอกาสที่จะได้พบหน้ากันเป็นครั้งสุดท้ายก็ถูกพรากไป
“ไป๋หลี่ชิง แม่มดแก่เจ้าเล่ห์ ไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้!”
เสียงทะลุชั้นฟ้าดังก้องไปทั่วทั้งสำนักศึกษาจักรวรรดิ
ฟ่านเจินกำลังปรึกษาหารือเรื่องบางอย่างกับอาจารย์ที่ปรึกษาหลายคน เสียงคำรามอย่างกะทันหันเอาพวกเขาตกใจอย่างหนัก
แม้แต่เมืองหลวงที่อยู่ห่างออกไปสิบลี้ ก็ยังสัมผัสได้ถึงเจตจำนงสังหารอันเยือกเย็น
เจตจำนงสังหารอันไร้ขอบเขตเหนือท้องฟ้าสำนักศึกษาจักรวรรดิ
ตลอดมา เขากลัวว่าจะทำร้ายสวีหลิงเสวี่ย จึงยอมทนกับแม่มดแก่เจ้าเล่ห์คนนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่นางกลับได้คืบจะเอาศอก แยกพวกเขาทั้งสองออกจากกันอย่างโหดร้าย
วันนี้เขาจะต้องตบหน้าแม่มดแก่เจ้าเล่ห์คนนี้ให้สาสม
ไป๋หลี่ชิงกำลังปิดด่านบำเพ็ญเพียร เสียงของหลิวอู๋เสียมีพลังทะลุทะลวงอย่างยิ่ง แม้จะซ่อนตัวอยู่ใต้ดินก็ยังได้ยินอย่างชัดเจน
เหล่าศิษย์ที่กำลังศึกษาเล่าเรียนต่างพากันวิ่งออกมาดูความวุ่นวาย
มีผู้คนมารวมตัวกันมากกว่าหนึ่งหมื่นคน ราวกับได้ย้อนกลับไปในวันที่หลิวอู๋เสียต่อสู้กับฉินลี่
“เจ้าหนู เจ้ากำลังเรียกข้าอยู่รึ!”
ไป๋หลี่ชิงเดินออกมาจากลานเรือน ใบหน้าไร้อารมณ์ ไร้ซึ่งความรู้สึกผันผวนใด ๆ มองแล้วอยากจะเข้าไปตบหน้านางสักฉาด
“ยายแก่ เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาตัดสินใจแทนสวีหลิงเสวี่ย”
หลิวอู๋เสียโกรธมาก นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นเขาโกรธขนาดนี้
ตลอดครึ่งปีมานี้ หลิวอู๋เสียก็ยังคงสุขุมเยือกเย็นอยู่เสมอไม่ว่าจะเผชิญกับวิกฤติขนาดไหน
แม้ต้องเผชิญหน้ากับวิกฤติชีวิต ก็ยังคงมีสีหน้าดังเดิม
แต่ในชั่วขณะนี้ เขากลับเหมือนราชสีห์ที่กำลังคำราม เจตจำนงสังหารเกรี้ยวกราดราวกับสายน้ำที่กำลังไหลบ่า
ถูกอีกฝ่ายด่าทอว่าเป็นยายแก่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า สีหน้าของไป๋หลี่ชิงเริ่มไม่พอใจเช่นกัน ฝูเฉินในมือยกขึ้น หมายจะฆ่าหลิวอู๋เสีย
“ตัวเองเป็นสวะแบบไหน ก็ไม่ลองส่องกระจกดูบ้าง ข้าส่งเสวี่ยเอ๋อร์ออกไปก็เพื่อกำจัดเจ้า เสวี่ยเอ๋อร์ไม่ใช่คนที่สวะอย่างเจ้าคู่ควร”
ไป๋หลี่ชิงหัวเราะบ้าคลั่ง สีหน้าบิดเบี้ยวจนแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน คำพูดนี้ทำให้หลิวอู๋เสียโกรธมากขึ้น
คนในลานเรือนหลายคนพากันส่ายหน้า หลิวอู๋เสียยังนับว่าเป็นสวะ แล้วพวกเขาจะนับเป็นอะไร ไม่ต่ำเตี้ยกว่าสวะงั้นหรือ?
ผู้คนมากมายรีบรุดมาจากเขตอักษรฟ้า ข่าวที่หลิวอู๋เสียใช้ดาบเล่มเดียวขับไล่ม่อชงยังไม่ทันจะแพร่ออกไป ถ้ารู้เข้าคงจะต้องคลั่งกันแน่
“วันนี้ก็ให้สวะอย่างข้า ขอประลองฝีมือกับรองอาจารย์ใหญ่แห่งสำนักศึกษาจักรวรรดิสักหน่อยแล้วกัน”
หลิวอู๋เสียยกยิ้มเย็นชา เจตจำนงสังหารหายวับไป
เมื่อความโกรธถึงขีดสุดกลับไม่รู้สึกโกรธ เหมือนกับภูเขาไฟที่ก่อนจะปะทุจะเข้าสู่ช่วงสงบชั่วขณะ
สิ้นเสียง หลิวอู๋เสียก็ขยับร่าง พุ่งตรงไปยังไป๋หลี่ชิงราวกับดาวตก
ไป๋หลี่ชิงเองก็เตรียมพร้อมที่จะลงมือ ฝูเฉินในมือฟาดราวกับเข็มเล็ก ๆ นับไม่ถ้วน กวาดเข้าหาใบหน้าของหลิวอู๋เสีย
นี่ไม่ใช่ฝูเฉินธรรมดา แต่ละเส้นทำจากใยไหมเหล็กแข็งแกร่งเทียบเท่าอาวุธเวท
หากโดนเข้า ร่างกายคงถูกฉีกเป็นแผลนับไม่ถ้วน เจ็บปวดจนตายทั้งเป็น
หลิวอู๋เสียไม่หลบ เขาปล่อยให้ฝูเฉินฟาดเข้าใส่ จากนั้นก็ยกมือขวาขึ้นฟาดลงไปอย่างแรง
“เพี๊ยะ!”
เสียงตบหน้าดังสนั่นไปทั่วสำนักศึกษาจักรวรรดิ ร่างของไป๋หลี่ชิงกระเด็นออกไปพร้อมกับเลือดที่พุ่งกระฉูด
“เจ้ามันยายแก่สารเลว กล้าด่าข้าว่าเป็นขยะ!” หลิวอู๋เสียพุ่งเข้าหาอีกครั้ง
“เพี๊ยะ!”
ฝ่ามืออีกข้างฟาดลงไป ไป๋หลี่ชิงยังไม่ทันได้ร่วงลงพื้น ฝ่ามือที่สองก็ตามมาถึง
เลือดสีแดงฉานย้อมท้องฟ้า ร่างของไป๋หลี่ชิงเหมือนว่าวขาดลอย ร่วงหล่นลงมาไม่หยุด
“ยายแก่สารเลว ฝึกวิชากำลังภายในวิชาไร้รักหกปรารถนา จนตัวเองกลายเป็นหินไปแล้ว รู้จักความรักบ้างไหม!”
หลิวอู๋เสียด่าทอไปพลางโจมตีไปพลาง พูดจบฝ่ามือก็ฟาดลงไปอีกครั้ง
“เพี๊ยะ!”
ใบหน้าของไป๋หลี่ชิงบวมเป่งไปครึ่งหน้า ฟันผสมเลือดกระเด็นเลอะพื้นไปหมด
ทุกครั้งที่ร่างของนางจะร่วงลงพื้น หลิวอู๋เสียก็จะฟาดฝ่ามือลงไป ทำให้ร่างของนางลอยขึ้นไปอีกครั้ง
ยิ่งตียิ่งไกล จากลานเรือนหลังนี้ไปจนถึงเขตอักษรลึกล้ำ
เหล่าศิษย์ต่างตกตะลึง
ทุกคนเหมือนคนเสียสติ รองอาจารย์ใหญ่ผู้นี้กลับไม่มีแม้แต่ความสามารถในการตอบโต้ โดนหลิวอู๋เสียตบหน้าไม่ยั้ง
“วันนี้ข้าจะสั่งสอนยายแก่สารเลวให้รู้สำนึก ฝ่ามือนี้ข้าจะเอาคืนความอัปยศของตระกูลสวีในวันนั้น!”
เสียงตบหน้าดังก้อง ไป๋หลี่ชิงไม่มีโอกาสได้พูด เพียงแค่อ้าปาก ฝ่ามือของหลิวอู๋เสียก็ฟาดลงมา ทำเอานางโกรธจนร้องลั่น
“เกิดอะไรขึ้น ข้าไม่ได้ฝันไปใช่ไหม!”
เหล่าศิษย์ที่อยู่ด้านล่างขยี้ตาอย่างแรง สิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาทำให้พวกเขาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง
“สะใจ! สะใจนัก! ข้าหมั่นไส้ไป๋หลี่ชิงมานานแล้ว!”
ศิษย์หลายคนต่างปรบมือชอบใจ ไป๋หลี่ชิงไม่ใช่คนมีมิตรสหายมากนัก เพราะชอบอาศัยฐานะและอำนาจของตัวเองด่าทอเหล่าศิษย์ว่าเป็นหมูเป็นสุนัข
ทุกคนต่างโกรธแค้นแต่ก็ไม่กล้าเถียง จนกระทั่งได้เห็นหลิวอู๋เสียตบหน้านางอย่างบ้าคลั่ง พวกเขาจึงรู้สึกโล่งใจอย่างมาก
“ยายแม่มดแก่! เจ้ามีคุณสมบัติอะไรมาเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของสวีหลิงเสวี่ย? ก็แค่ฝีมือระดับแมวสามขา! ถ้าไม่เห็นแก่หน้าเสวี่ยเอ๋อร์ ข้าคงกำจัดเจ้าไปนานแล้ว!”
ครั้งที่แล้วที่เขามาที่นี่ หากสวีหลิงเสวี่ยไม่ห้ามไว้ เขาคงตบหน้านางไปแล้ว
ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง คิดว่าระดับพลังชำระไขกระดูกขั้นสูงแล้วจะทำอะไรก็ได้หรือ? ในช่วงไม่กี่เดือนมานี้ ไม่รู้ว่าเขาฆ่าคนระดับพลังชำระไขกระดูกไปกี่คนแล้ว เพิ่มนางเข้าไปอีกสักคนก็ไม่เป็นไร
ไป๋หลี่ชิงเลิกต่อต้าน ไม่ว่านางจะหลบเลี่ยงอย่างไร ฝ่ามือของหลิวอู๋เสียก็ฟาดลงมาอย่างน่าอัศจรรย์
“เพี๊ยะ!”
ระหว่างที่พูด เขาก็ตบไปแล้วเจ็ดแปดครั้ง ใบหน้าของไป๋หลี่ชิงผิดรูป มองไม่เห็นรูปร่างที่แท้จริง
“นางแม่มดแก่! ต้นกล้าที่ดีถูกเจ้าสอนมาครึ่งปี ยังไม่ทะลวงระดับพลังแก่นวิสุทธิ์ ถ้าเป็นข้าคงไม่มีหน้ามาอยู่บนโลกนี้แล้ว”
หลิวอู๋เสียดูถูกเหยียดหยาม ทำให้ผู้คนนับไม่ถ้วนหัวเราะลั่น
“ทะลวงระดับพลังแก่นวิสุทธิ์ภายในครึ่งปี ในราชวงศ์ต้าเยี่ยนยังไม่เคยมีมาก่อน ยิ่งเป็นอสูรร้ายแบบเขา ยิ่งไม่ต้องพูดถึง พันปีอาจจะปรากฏขึ้นสักคน”
อาจารย์ที่ปรึกษาหลายคนได้แต่นิ่งเงียบ เมื่อเทียบกับหลิวอู๋เสียแล้ว พวกเขาฝึกฝนมาหลายสิบปี ก็เหมือนฝึกฝนให้แมวสุนัขดู
“เพี๊ยะ เพี๊ยะ…”
เขาใช้สองมือตบไปที่ใบหน้าของไป๋หลี่ชิงหลายครั้งติดต่อกัน นางอยากจะเป็นลมล้มพับไปเสียตรงนั้น แต่หลิวอู๋เสียไม่ปล่อยให้นางหมดสติ ไม่รู้ว่าฝูเฉินในมือหายไปไหนแล้ว เลือดสีแดงสดไหลอาบเสื้อผ้า
ฟ่านเจินมาถึงพร้อมกับสีหน้าว่างเปล่า มองดูทุกสิ่งที่เกิดขึ้น
ไม่คิดว่าเรื่องราวจะบานปลายถึงขั้นนี้ ต้องการจะหยุดยั้งก็สายเกินไปแล้ว
แม้แต่เขาก็ยังไม่แน่ใจว่าจะหยุดหลิวอู๋เสียได้
“ตูม!”
ร่างของไป๋หลี่ชิงกระแทกลงกับพื้นอย่างแรง ร่างกายแหลกเหลว แม้ไม่ตายก็คงเหลือลมหายใจเพียงเฮือกสุดท้าย
ถูกหลิวอู๋เสียซ้อมจนเกือบตาย ใช้เวลาหนึ่งปีครึ่งก็มิอาจฟื้นคืนได้
หลิวอู๋เสียร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า ยืนอยู่ตรงหน้าไป๋หลี่ชิง เจตจำนงสังหารในร่างกายลดลง ความโกรธที่กดอยู่ในอกค่อย ๆสงบลง
ตอนนี้เขากังวลเรื่องความปลอดภัยของสวีหลิงเสวี่ย ไม่มีใครรู้จักความโหดร้ายของพิภพบำเพ็ญเพียรได้ดีไปกว่าเขา
นั่นคือโลกที่มนุษย์กินมนุษย์
สวีหลิงเสวี่ยนั้นไร้เดียงสาเกินไป เข้าไปในโลกแบบนั้น หากไม่รู้จักป้องกันตัวเองก็คงถูกคนอื่นกินจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก
ไม่แปลกที่หลิวอู๋เสียจะโกรธเช่นนี้ ความอัปยศอดสูที่ได้รับจากไป๋หลี่ชิงในวันนั้น เขาไม่ถือสาเอาความแล้ว ไป๋หลี่ชิงเป็นเพียงมดปลวกตัวหนึ่ง ฆ่านางก็สกปรกมือเปล่า ๆ
ตอนนี้ไม่เหมือนเดิม นางส่งสวีหลิงเสวี่ยเข้าสู่พิภพบำเพ็ญเพียร แตะต้องเส้นตายของหลิวอู๋เสียเข้าแล้ว
นั่นคือภรรยาของเขา ส่งนางออกไปดื้อ ๆ โดยไม่ขอความเห็นชอบจากเขา มันไม่ถูกต้อง
ดาบเสียเหรินออกจากฝัก ขอเพียงฟันลงไป ไป๋หลี่ชิงก็จะศีรษะแยกจากร่าง
“แค่ก แค่ก...”
ไป๋หลี่ชิงพยายามลืมตาขึ้น ใบหน้าบิดเบี้ยวไปหมด แยกไม่ออกว่าตอนนี้นางโกรธหรือโมโห
“ไอ้สารเลว มีความสามารถก็ฆ่าข้าซะ”
มุมปากบิดเบี้ยว พูดจาไม่ชัด ฟังออกแค่คร่าว ๆ
“ฆ่าเจ้ามันง่ายเกินไป ข้าจะทำให้เจ้าอยู่อย่างทรมาน!”
ดาบเสียเหรินฟันลงไป บนร่างของไป๋หลี่ชิงมีบาดแผลเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งแผล เลือดไหลทะลัก
เหล่าผู้คนต่างเบือนหน้าหนี ไม่อาจทนมองดูภาพอันน่าเวทนาเบื้องหน้าได้ แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าพอที่จะยื่นมือเข้าไปขัดขวางความโกรธของหลิวอู๋เสียในตอนนี้
ไป๋หลี่ชิงกัดฟันแน่น สองแก้มของนางแดงก่ำ น้ำตาสองหยดไหลรินอาบแก้ม นางรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง
นางเสียใจที่ไม่ได้ฆ่าหลิวอู๋เสียตั้งแต่ที่เมืองชางหลัน หรือเสียใจในสิ่งที่นางได้ก่อไว้ตลอดเวลาที่ผ่านมากัน
บางทีหลิวอู๋เสียอาจจะพูดถูก นางตัดขาดจากความรู้สึก กลายเป็นปีศาจร้าย ไร้ซึ่งความปรานีและความรู้สึกใด ๆ หลงเหลือเพียงร่างกายที่เย็นชา
ไม่ต่างอะไรจากศพเดินได้
หลิวอู๋เสียยังคงถือดาบเสียเหรินไว้ในมือ แม้ไป๋หลี่ชิงจะเป็นอาจารย์ของสวีหลิงเสวี่ย แต่การตบหน้านางเช่นนี้ก็นับว่าสาสมกับความผิดที่นางได้ก่อไว้แล้ว
ส่วนการฟันแขนของนางในครั้งนี้ ก็ถือว่าเป็นการลงโทษ
“หลิวอู๋เสีย พอได้แล้ว!”
ฟ่านเจินก้าวออกมาขัดขวางหลิวอู๋เสีย หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปคงจะกลายเป็นเรื่องใหญ่แน่
ความโกรธแค้นที่อัดอั้นตันใจมานานระบายออกไปจนหมดสิ้นแล้ว ไม่จำเป็นต้องฆ่าให้ตาย หากไป๋หลี่ชิงถูกฆ่าจริง ๆ สำนักศึกษาจักรวรรดิจะให้คำอธิบายกับเรื่องนี้อย่างไร
ไป๋หลี่ชิงไม่ได้ทรยศสำนักศึกษาจักรวรรดิ และพวกเขาก็ไม่ได้มีพันธสัญญาต่อสู้กันจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะตาย