ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 131 กลิ่นเนื้อปริศนา
เซียวหมิงเยวี่ยมายังสำนักงานของเว่ยจวินอีกครั้ง สถานที่แห่งนี้
อยู่ไม่ไกลจากตึกที่ทำการของรัฐบาล สะดวกกว่าตอนที่เธอไปร่วม ประชุมกับกองทัพมาก
เมื่อเว่ยจวินมาถึง เซียวหมิงเยวี่ยก็รอเขาอยู่ในสำนักงานก่อน แล้ว
พอชายหนุ่มเห็นเสื้อผ้าของเซียวหมิงเยวี่ยก็อดขำไม่ได้ จึงเอ่ย แซวว่า
“คุณแต่งตัวอะไรเนี่ย กำลังจะไปแสดงหนังบทแวมไพร์เหรอ?”
เซียวหมิงเยวี่ยพูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง “…”
“คุณจะไปรู้อะไร ฉันทำแบบนี้เพื่อปกป้องตัวเอง ไม่อยากให้ใครรู้ ว่าฉันมาหาคุณ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าหมาย”
เธอสวมเสื้อคลุมสีดำตัวใหญ่ คลุมทั้งตัว มิดชิดตั้งแต่ศีรษะจรด ปลายเท้า ใช้หมวกที่ติดมากับเสื้อคลุมปิดบังใบหน้า ทำให้มั่นใจว่า ไม่มีใครจำเธอได้แน่นอน
เว่ยจวินกลั้นขำไม่ได้ “คุณระวังตัวมากเกินไปหรือเปล่าครับ ไม่ คิดบ้างเหรอว่ายิ่งแต่งตัวแบบนี้ยิ่งดูน่าสงสัยกว่าเดิม? ที่นี่มีคนเข้า ออกตลอด แล้วยังมีคนมาประชุมที่ห้องผมบ่อย ๆ ดังนั้นไม่ต้องกลัว หรอก”
“… เข้าใจแล้ว” เซียวหมิงเยวี่ยถอดเสื้อคลุมของตัวเองออก
เว่ยจวินนั่งลงบนโซฟาแล้วจิบน ้าชา “คนที่ทำงานในตึกรัฐบาล ล้วนผ่านการคัดกรองมาอย่างละเอียด ประวัติครอบครัวขาวสะอาด ไม่มีปัญหาแน่นอน วางใจเถอะครับ ว่าแต่คุณมาหาผมถึงที่นี่มีเรื่อง อะไรหรือเปล่า?”
“ก็ไม่แน่เสมอไป ภาพยนตร์หลายเรื่องยังมีให้เห็นเลย พวก ผู้ก่อการร้ายมักส่งสายลับเข้ามา จับตัวประกัน และขู่เข็ญอะไร ทำนองนั้น ฉันมีแค่ชีวิตเดียว ระวังไว้บ้างจะเป็นอะไรไป” เซียวหมิง เยวี่ยพึมพำ
พวกนั้นคือผู้ก่อการร้าย มีอาวุธร้ายแรงไม่แพ้กองทัพ หมายจะ ก่อเหตุสังหารหมู่ทั้งหมด ชาติที่แล้วเธอเกือบตายเพราะพวกมัน แค่ คิดถึงเรื่องนั้น ในใจเซียวหมิงเยวี่ยก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา
และพวกมันยังได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศอีก ใครบ้างจะ ไม่กลัว?
เธอไม่ได้มีพลังพิเศษแบบนางเอกในนิยายซะด้วยสิ
เซียวหมิงเยวี่ยกระแอมในลำคอ ป้องปากกระซิบถามเบา ๆ ว่า
“พวกคุณมีแผนการจะจัดการกับพี่เหมิ่งนั่นยังไง แอบกระซิบ บอกฉันนิดหน่อยได้ไหม ฉันจะได้เตรียมตัวไว้”
เว่ยจวินอึกอักอยู่นาน แต่สุดท้ายก็ทำตามที่เซียวหมิงเยวี่ยถาม ก่อนโน้มตัวเข้าใกล้พร้อมกระซิบตอบ
“ผมบอกคุณไม่ได้หรอก นี่คือความลับของกองทัพ”
เซียวหมิงเยวี่ยเม้มปาก “…”
“โอเค เข้าใจแล้ว ฉันล ้าเส้นไปหน่อย งั้นขอเปลี่ยนคำถาม พวก คุณมีมาตรการตอบโต้หรือเปล่า พยักหน้าคือ ใช่ ส่ายหน้าคือ ไม่”
เว่ยจวินตอบด้วยรอยยิ้ม “มี”
ทันใดนั้นเขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ สีหน้าเปลี่ยนเป็น เคร่งเครียด เขาจ้องตาเซียวหมิงเยวี่ยและพูดอย่างจริงจังว่า
“คุณอย่าถามอะไรมากเลย กองทัพมีวิธีจัดการของตัวเอง แต่ไม่ มีใครรับประกันได้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ แม้จะเอาชนะศัตรูได้ แต่จะต้อง มีการบาดเจ็บล้มตายแน่นอน ถึงเวลานั้นขอให้คุณพาครอบครัวซ่อน ตัวอยู่ในบ้าน และห้ามออกมาเด็ดขาด!”
เว่ยจวินหยุดชั่วคราว ก่อนพูดต่อว่า “ระบบป้องกันขโมยบ้าน คุณถือว่าดีมาก ประตูหนาแน่น หากไม่มีวิธีโดยเฉพาะคงเปิดไม่ได้ กำแพงก็ก่อไว้สูง ตราบใดที่คุณกับครอบครัวอยู่แต่ในบ้าน ก็น่าจะ ปลอดภัย เพราะพวกนั้นคงไม่จ้องเล่นงานบ้านคุณโดยเฉพาะ เข้าใจ ไหมครับ?”
“ฉันเข้าใจแล้วค่ะ”
เซียวหมิงเยวี่ยพยักหน้ารับ หัวใจที่เต้นรัวด้วยความกังวลเริ่ม สงบลงบ้าง
เขาบอกว่าต้องมีการบาดเจ็บล้มตาย แสดงว่าแม้กองทัพจะ วางแผนสกัดกั้นไว้ล่วงหน้า ก็ยังมีโอกาสสูญเสียไม่น้อย ศัตรูที่ต้อง เผชิญครั้งนี้ไม่ใช่คนธรรมดา การลดจำนวนผู้สูญเสียให้น้อยที่สุด คงเป็นสิ่งที่กองทัพพยายามทำอย่างเต็มที่แล้ว มันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะ ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเลย
แต่ครั้งนี้ ใครบ้างล่ะที่จะต้องเสียชีวิต?
เมื่อนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ในเขตชุมชนฮว๋าฮั่นที่เหมือนนรก บนดินในชาติที่แล้ว หัวใจของเซียวหมิงเยวี่ยพลันหม่นหมอง และ รู้สึกหวาดกลัวอยู่ไม่น้อย
สีหน้าของเว่ยจวินเต็มไปด้วยความกังวลและหนักอึ้ง เขาไม่ สามารถบอกเซียวหมิงเยวี่ยได้ว่า แท้จริงแล้วกองทัพได้เริ่ม ดำเนินการไปแล้ว แทนที่จะนิ่งเฉยรอความตาย พวกเขาเลือกที่จะ โจมตีก่อน
อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการครั้งนี้ไม่ได้จบลงด้วยดี และทั้งสองฝ่าย ต่างก็ได้รับความสูญเสีย
แม้จะบุกทำลายฐานที่มั่นของอีกฝ่ายได้ แต่ก็เกิดความโกลาหล หลายคนหลบหนีไปได้ และยังไม่ทราบที่อยู่ของพี่เหมิ่งหัวโจก ทำให้ สิ่งต่าง ๆ เริ่มยุ่งยากขึ้น
เรื่องนี้ถูกปิดข่าวไว้ ครอบครัวของผู้เสียชีวิตล้วนได้รับการ ชดเชย จึงไม่เกิดเรื่องใหญ่โต
ไม่รู้เลยว่าพวกผู้ก่อการร้ายในยามโกรธแค้น จะคิดทำการแก้ แค้นที่โหดร้ายอะไรบ้าง
เว่ยจวินเปิดปากพูดอย่างไม่สบายใจ
“คุณระวังตัวด้วยนะ ช่วงนี้ก็พยายามอย่าออกไปข้างนอกล่ะ”
“ฉันเข้าใจแล้วค่ะ อะนี่ ฉันเอามาฝากคุณ”
เซียวหมิงเยวี่ยหยิบถุงเนื้อทอดออกมาจากกระเป๋า ซึ่งคุณยาย และป้าสะใภ้ทอดมาให้
“นี่คือหนอนฟันทอดเหรอ?” เว่ยจวินถามด้วยความประหลาดใจ
เซียวหมิงเยวี่ยตอบด้วยรอยยิ้ม “ไม่ใช่อยู่แล้ว นี่คือเนื้อสันใน ทอด แล้วก็มีเห็ดทอดครึ่งหนึ่งอยู่ด้านล่าง ครอบครัวฉันทอดมันเอง”
หากมองแวบแรก เนื้อสันในทอดนี้มีลักษณะคล้ายกับหนอนฟัน ทอดเป็นอย่างมาก
เว่ยจวินรู้สึกเขินอายเล็กน้อย “ผมมองผิดเอง ขอบคุณนะครับ”
ความอบอุ่นอบอวลอยู่ในใจ เขาเคยชินกับการอยู่คนเดียว และ กินอาหารโรงอาหารมานาน จู่ ๆ เขาก็สัมผัสถึงความอบอุ่นของ ครอบครัว ความรู้สึกนี้ไม่เลวเลย
…
หลังออกจากสำนักงานของเว่ยจวิน เซียวหมิงเยวี่ยก็ตรงกลับ บ้านทันที เธอถือร่มและเดินช้า ๆ ไปตามถนน เมื่อผ่านอาคารเจ็ด เธอก็ได้กลิ่นหอมของเนื้อลอยมา
เซียวหมิงเยวี่ยสูดดมกลิ่นหอม ใครเคี่ยวซุปเนื้อกันนะ?
แม้แต่หน้าต่างก็ไม่ปิด ช่างโอ้อวดจริง ๆ ไม่กลัวว่าคนโลภจะตาม กลิ่นมาถึงประตูบ้านหรือยังไง
ขณะที่เธอกำลังครุ่นคิด ตำรวจหลายนายก็ลงบันไดอาคารเจ็ด มาทีละคน ทุกคนสวมชุดเต็มยศและถือถุงพลาสติกสีดำขนาดใหญ่ ถุงพวกนั้นดูเหมือนจะบรรจุสิ่งของที่หนักมาก
ใบหน้าของตำรวจทุกคนไม่สู้ดีนัก และอาจเรียกได้ว่ากำลังสิ้น หวังด้วยซ ้า
เซียวหมิงเยวี่ยรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ไม่เพียงเซียวหมิงเยวี่ยเท่านั้นที่หยุดดู คนจำนวนมากถูกดึงดูด มาด้วยกลิ่นหอมของเนื้อ พวกเขายืนอยู่ข้างล่างและมองดูด้วยความ อยากรู้อยากเห็น
“ใครต้มซี่โครงหมูกันเนี่ย กลิ่นหอมมาก ฉันเดินตามกลิ่นมา แทบอดใจไม่ไหวแน่ะ”
มีคนสูดหายใจเข้าแรง ๆ แล้วพูดว่า “กลิ่นหอมมากจริง ๆ ต่อให้ ต้องตายก็ขอได้ลิ้มลองสักหน่อยเถอะ”
“อย่าว่าแต่เนื้อเลย แค่เอาน ้าซุปมาให้ฉันกิน ฉันก็ยอมทำทุก อย่างแล้ว”
“ทำไมมีตำรวจเยอะจัง?”
“…”
ผู้คนรอบข้างต่างพูดคุยกันเซ็งแซ่ ขณะที่เพื่อนบ้านชั้นบนรู้ ความจริงแล้ว แต่ไม่มีใครออกมาพูดอะไร เพราะทุกคนกำลัง หวาดกลัวจนตัวแข็งทื่อ
ในเวลานี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายคุ้มกันชายคนหนึ่งที่สวมใส่ กุญแจมือและกุญแจเท้า เสื้อคลุมสีดำของชายคนนั้นมีคราบสี น ้าตาลเข้มฝังลึก
ชายคนนั้นยังมีคราบน ้ามันติดอยู่ที่มุมปาก เขาเหลือบมองฝูงชน ที่รวมตัวกันอยู่ข้างล่าง เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้น มันแหลมคมราวกับ เสียงร้องไห้คร ่าครวญของวิญญาณ
สายตาของเขาพลันหันไปมองเซียวหมิงเยวี่ยที่อยู่ด้านหลังฝูง ชน รอยยิ้มประหลาดปรากฏบนใบหน้า รอยยิ้มนั้นค่อย ๆ กว้างขึ้น เขาระเบิดเสียงหัวเราะและเผยให้เห็นฟันเหลืองเต็มปาก และหาก สังเกตดี ๆ จะเห็นว่าเขายังเคี้ยวเนื้อสัตว์อยู่
เซียวหมิงเยวี่ยขมวดคิ้วแน่น หัวใจเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ เธอไม่ รู้จักชายคนนี้ แล้วทำไมเขาถึงจ้องมองมาที่เธอล่ะ?
และแววตาของเขาในตอนนี้ มันช่างน่าสะพรึงกลัวจริง ๆ
ทุกคนรอบข้างต่างก็ตกใจกลัว พวกเขาร้องอุทานและถอยหลัง กรูด พลางลูบหน้าอกด้วยความหวาดผวา
ชายร่างใหญ่คนหนึ่งด่าทอขึ้น “คนก็ไม่ใช่ ผีก็ไม่เชิง มาหลอก ให้คนอื่นกลัวทำไมวะ แถมยังแสยะยิ้มน่ากลัวชะมัด! ฉันตกใจแทบ หัวใจวาย คืนนี้ต้องเก็บไปฝันร้ายแน่ ๆ”
“แยกย้าย แยกย้าย! กลับบ้านกันไปซะ มายืนดูอะไรกัน!”
“รีบแยกย้ายกันได้แล้ว!”
ตำรวจขับไล่ฝูงชนด้วยสีหน้าเย็นชา ตะโกนให้พวกเขารีบแยก ย้ายกันออกไป จากนั้นก็รีบพาชายคนนั้นออกจากที่เกิดเหตุ