ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 132 ยุคโลกาวินาศที่มนุษย์กินกันเอง
เซียวหมิงเยวี่ยรู้สึกเย็นวาบที่สันหลังอย่างบอกไม่ถูก เธอไม่ อยากอยู่ที่นี่ต่อ จึงรีบเร่งฝีเท้ากลับบ้าน เมื่อกลับมาถึงบ้าน เธอก็เห็น แม่เซียวกอดถังขยะพลางอาเจียนอย่างรุนแรง
คุณยายคอยลูบหลังอยู่ข้าง ๆ และยื่นกระดาษทิชชูให้
“แม่คะ… คงไม่ได้ตั้งท้องหรอกใช่ไหมคะ?” ดวงตาเซียวหมิงเยวี่
ยเบิกกว้าง
ครั้งสุดท้ายที่ส่งซุนหนานหนานไปโรงพยาบาลทหารเพื่อทำแท้ง เด็กสาวก็อาเจียนออกมาแบบนี้เช่นกัน เซียวหมิงเยวี่ยจึงอดไม่ได้ที่
จะคิดไปในทางนั้น
การตั้งครรภ์ในยุควันสิ้นโลกไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเลย
คุณยายหันมาดุ “เด็กคนนี้นี่พูดอะไรเรื่อยเปื่อย ตอนชิงหว่าน คลอดหลานออกมาก็ตกเลือดเกือบตาย มดลูกได้รับความเสียหาย แล้วจะท้องได้ยังไงอีก ลืมไปแล้วเหรอ?”
เซียวหมิงเยวี่ยตีหัวตัวเอง เธอลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท เพราะ เหตุการณ์นี้เอง จึงทำให้แม่เซียวมีลูกไม่ได้อีก ซึ่งเป็นสาเหตุที่คุณย่า ดูถูกแม่เซียวมาโดยตลอด และก่นด่าสาปแช่งมาหลายปี
เซียวหมิงเยวี่ยรีบไปที่ห้องครัวเพื่อเทน ้าโซดาหนึ่งแก้วให้แม่ เซียว การที่น ้าย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมานั้น มันทรมาน
มาก การดื่มโซดาจะช่วยปรับสมดุลกรด-ด่าง และบรรเทาอาการแสบ ร้อนในหลอดอาหารจากน ้าย่อย*[1]
คุณแม่ดื่มโซดาไปสองถึงสามอึก รู้สึกสบายท้องขึ้นมาก แต่ ใบหน้าของเธอยังคงซีดขาวราวกับกระดาษ
“แม่ไม่ได้ตั้งท้อง แม่แค่รู้สึกรังเกียจ ขยะแขยงมาก ไม่เคยเห็น ฉากที่สยดสยองขนาดนี้มาก่อนในชีวิต…”
ขณะที่แม่เซียวพูด ริมฝีปากของเธอก็สั่นเทาอย่างมาก
เซียวหมิงเยวี่ยนึกถึงตำรวจหลายนายที่เห็นตอนผ่านอาคารเจ็ด และกลิ่นซุปเนื้อปริศนาที่ลอยอบอวลในอากาศ จู่ ๆ ความคิดที่น่า กลัวพลันปรากฏขึ้นในใจของเธอ
เซียวหมิงเยวี่ยจับมือของแม่เซียวและพูดว่า “หรือว่าซุปเนื้อ นั่น…”
ก่อนที่เธอจะพูดจบ แม่เซียวก็อาเจียนออกมาอีกครั้งหลังจากได้ ยินแค่นั้น และโซดาที่เธอเพิ่งดื่มก็ถูกขย้อนออกมาจนหมด
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของผู้เป็นแม่ หญิงสาวก็ได้รับการยืนยันความ สงสัยนั้น พร้อมกับรู้สึกขนพองสยองเกล้า
ฝูงชนที่ไปมุงดูต่างก็พูดว่าอยากลองชิม ถ้าพวกเขาได้รู้ความ จริง ไม่รู้เลยว่าจะมีปฏิกิริยาอย่างไร?
คุณยายรีบถามขึ้น “ซุปเนื้ออะไร เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
หลังจากแม่เซียวอาเจียนออกมาอีกครั้ง เธอก็โบกมืออย่างอ่อน แรง “แม่ อย่าเพิ่งถามอะไรเลย แม่อายุมากแล้ว เดี๋ยวจะตกใจจนเป็น อะไรขึ้นมา”
คุณยายตบต้นขาฉาดใหญ่ “ก็เพราะแม่แก่แล้วน่ะสิ เจออะไรมา ก็เยอะ แล้วจะตกใจอะไรอีก? ตอนเด็ก ๆ สมัยอดอยาก มีคนนอนตาย เป็นเบือ แม่ยังฝังปู่สามด้วยมือตัวเองเลย”
แม่เซียวยังคงลังเลเล็กน้อย คุณยายเร่งเร้าเธอด้วยความอยากรู้
“พูดมาเร็ว ๆ สิ! มัวอึกอักอยู่นั่นแหละ”
สีหน้าของแม่เซียวซีดลงอีกครั้ง ราวกับกำลังไล่เรียงความทรงจำ
“เมื่อครู่ฉันเพิ่งได้รับแจ้งว่ามีคนตุ๋นซุปเนื้ออยู่ที่ชั้น 9 มันส่งกลิ่น หอมรุนแรงมาก แถมเคาะประตูเท่าไหร่ก็ไม่มีคนเปิด ฉันกับเหล่าเจิ้ง เลยไปที่อาคารเจ็ดเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งไปพร้อมกับตำรวจสาย ตรวจอีกสองคน
แต่เพราะเคาะประตูแล้วไม่มีใครเปิด ฉันเลยลองตรวจดูประวัติรับ อาหารบรรเทาสาธารณภัยของผู้อยู่อาศัย พบว่ามีเพียงคนเดียวที่
ไม่ได้ไปรับอาหารแจกเป็นเวลานานแล้ว เรื่องมันไม่ชอบมาพากล ตำรวจเลยเสนอให้พังประตู พอพังประตูเข้าไปก็พบว่า… พบว่า…”
“พบอะไรเล่า?” คุณยายถาม
แม่เซียวยังคงมีอาการหวาดกลัว “พบว่าในห้องเต็มไปด้วย ซากศพ มีหนอนฟันไต่ไปมาอยู่บนศพ บางศพถูกหนอนฟันกินไป จนเกือบหมดแล้ว ตอนนั้นมีผู้ชายคนหนึ่งกำลังต้มซุปเนื้ออยู่ในครัว และในหม้อต้มมีกระดูกใหญ่ชิ้นหนึ่งซึ่งเป็น… เป็น…”
แม่เซียวพูดต่อไม่ไหว เธอรู้สึกคลื่นไส้อีกครั้ง และรีบกอดถังขยะ อาเจียนออกมา
คุณยายนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เธอสูดหายใจเข้าลึกและถาม ว่า
“เป็นของมนุษย์ใช่ไหม?”
เซียวหมิงเยวี่ยเป็นคนที่รักษาความสุขุมได้มากที่สุดในบรรดา สามคน ถึงกระนั้น เธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอกสั่นขวัญแขวน
เธอเดาถูก ซุปเนื้อนั่นไม่ใช่ซุปเนื้อธรรมดาจริงด้วย!
แม่เซียวหลับตาและพยักหน้าเล็กน้อย “หมิงเยวี่ย ลูกจำสวีซาน ข่ายได้ไหม? เขาคือเจ้าของบ้าน และท่อนกระดูกชิ้นใหญ่นั่นก็เป็น ของเขา! สวีซานข่ายชอบเป็นผู้นำ เลยตั้งกฎระเบียบมากมายสำหรับ ผู้ประสบภัยในบ้าน เช่น เวลาเข้านอน แต่เขาไม่รู้เลยว่า ในบ้าน ตัวเองนั้นมีปีศาจอยู่ด้วยตัวหนึ่ง…”
แน่นอนว่าเซียวหมิงเยวี่ยจำสวีซานข่ายได้ ตอนเกิดพายุทรายมี เหตุการณ์ทำร้ายร่างกายเกิดขึ้นในโรงจอดรถใต้ดิน และเป็นเซียวห มิงเยวี่ยเองที่บิดคอชายที่ก่อเรื่องคนนั้นจนหัก
หลังจากนั้น สวีซานข่ายก็ออกมาเป็นผู้นำ และเรียกร้องให้มีการ จัดตั้งทีมรักษาความปลอดภัย รวมถึงตั้งกฎระเบียบมากมาย ตั้งแต่ นั้นเป็นต้นมา เหตุการณ์ทำร้ายร่างกายก็ไม่เคยเกิดขึ้นในชุมชนฮว๋า ฮั่นอีกเลย
เขาเป็นคนที่มีความสามารถด้านการเป็นผู้นำมาก ต่อมาทุกคน ในโรงจอดรถใต้ดินย้ายกลับไปบ้านตัวเอง แต่ยังมีคนจำนวนไม่น้อย ที่เคารพเขาและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเขา
แม่เซียวจิบน ้าและพูดต่อว่า
“ไอ้ปีศาจตัวนั้นไม่พอใจสวีซานข่ายและก่อเหตุทะเลาะวิวาทกัน หลายครั้ง เขาเก็บความแค้นไว้ในใจ ก่อนจะลงมือสังหารทุกคนที่
อาศัยอยู่ในบ้านของสวีซานข่ายด้วยความโกรธ และเพื่อจะปกปิด การกระทำชั่วร้ายของตัวเอง เขาจึงออกไปจับหนอนฟันจำนวนมาก มา
เขาปล่อยให้หนอนฟันกัดกินเนื้อศพเหล่านั้นไปเรื่อย ๆ ซึ่งรวม ทั้งหมด 26 ชีวิต! หลังจากสังหารทุกคน ในที่สุดเขาก็สังหารสวีซาน ข่ายอย่างโหดเหี้ยม ใช้มีดสับร่างกายสวีซานข่ายเป็นชิ้น ๆ ตอนที่แม่ และทุกคนไปถึง เขากำลังกิน…”
แม่เซียวพูดต่อไม่ไหวอีกแล้ว
จริงอยู่ที่ว่าหากหนอนฟันไม่สามารถกัดกินเนื้อได้ทันเวลา ศพ จะเน่าเปื่อยและส่งกลิ่นเหม็นได้ง่าย ด้วยความที่บ้านมีกลิ่นอับชื้นอยู่
แล้วจากสภาพอากาศฝนตก คนในบ้านก็ไม่ได้ตัวหอมอะไรมากนัก ดังนั้นถึงแม้ว่าเพื่อนบ้านจะได้กลิ่นอะไรบางอย่าง ก็คงไม่ได้รู้สึกถึง ความผิดปกติอะไร
กระทั่งได้กลิ่นหอมของเนื้อ เพื่อนบ้านจึงเริ่มรู้สึกถึงความ ผิดปกติ และคนในบ้านไม่คิดปิดหน้าต่างด้วยซ ้า บางคนทนกลิ่น หอมของเนื้อไม่ไหว จึงไปเคาะประตูเพื่อขอแบ่งอาหาร แต่ก็ไม่มีใคร ออกมาเปิด ด้วยความโมโห ชายคนหนึ่งจึงโทรแจ้งตำรวจและบอกว่า มีคนกำลังก่อกวนที่อยู่อาศัย
ปรากฏว่าการแจ้งความครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะมันเปิดเผย ฉากอาชญากรรมที่น่าสยดสยอง
เมื่อเห็นภาพในบ้าน ผู้แจ้งความถึงกับเป็นลมล้มไป ส่วนคุณแม่ เซียวก็ทนไม่ไหว เธออาเจียนออกมาหลายครั้งจนแทบหมดสติ
เดิมทีเธอยืนกรานที่จะช่วยเหลือตำรวจในการจัดการคดี แต่ ตำรวจรู้สึกเห็นใจที่เธออาเจียนแบบนี้ จึงขอให้เธอกลับบ้านไปก่อน
แม่เซียวทนอยู่ตรงนั้นไม่ไหวจริง ๆ คนธรรมดาทั่วไปที่ไม่ได้ผ่าน การฝึกฝนมาจะทนเห็นเหตุการณ์นองเลือดแบบนั้นได้ยังไง?
ดังนั้นเธอจึงขอเลิกงานเร็วกว่าปกติ
“เลวระยำ ไอ้เดนมนุษย์นั่นสมควรตกนรก! มันยังเป็นคนอยู่หรือ เปล่า?”
คุณยายอดไม่ได้ที่จะสาปแช่ง เธอขนลุกไปทั้งตัว และแม้จะ เตรียมจิตใจไว้แล้ว แต่เธอก็ยังหวาดกลัวมาก
โลกทุกวันนี้ช่างน่ากลัวเหลือเกิน ยุคโลกาวินาศที่มนุษย์กิน กันเอง!
เซียวหมิงเยวี่ยนึกถึงชายคนนั้น เขาใส่เสื้อโค้ตยาวสีดำ บนเสื้อ มีรอยเปื้อนสีน ้าตาลเข้ม เมื่อมาคิดดูแล้ว มันไม่ใช่รอยเปื้อน แต่เป็น คราบเลือดที่แห้งกรัง
เพราะเวลาผ่านไปนาน เลือดคนจึงเปลี่ยนเป็นสีน ้าตาลดำ
คุณยายเดินไปเดินมาในห้องนั่งเล่น
“โลกเราเริ่มวุ่นวายมากขึ้นทุกที ไม่เพียงแค่ทำร้ายร่างกาย แต่ ยังกล้าฆ่าคน ตอนนี้ไม่เพียงแค่กล้าฆ่าคน แต่ยังกล้ากินคนอีกด้วย! แม่ต้องโทรหาเจ้าใหญ่กับเจ้ารอง ต้องคุยเรื่องสำคัญกับพวกเขา โดยเฉพาะเจ้าใหญ่ที่อารมณ์ร้อนเกินไป เขาอาจไปทำให้คนอื่นขุ่น เคืองเอาง่าย ๆ
คนสมัยนี้อดอยากจนยอมทำทุกอย่าง ผู้คนเริ่มหมดหวัง ชีวิต มองไม่เห็นอนาคต คนที่ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปกล้าเผชิญหน้ากับ คนอื่นจนตายกันไปข้าง ดังนั้นพวกเขาควรพยายามใจเย็นลงเมื่ออยู่ ข้างนอก แม่ต้องรีบสั่งสอนพวกเขาให้เข้าใจเรื่องนี้!”
“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวหนูโทรหาลุงใหญ่กับลุงรอง รวมถึงคนอื่น ๆ ให้มาที่นี่เองค่ะ” เซียวหมิงเยวี่ยพูดขึ้น
คุณยายพูดถูก ภัยพิบัติทางธรรมชาตินั้นทำให้ใช้ชีวิต ยากลำบาก แทบมองไม่เห็นความหวังในแต่ละวัน ผู้คนในปัจจุบัน ต่างก็สิ้นหวัง คนที่มีจิตใจบอบช ้าและบิดเบี้ยวก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะว่าพวกเขาสูญเสียทุกอย่างไปแล้ว
เมื่อไร้ซึ่งระเบียบวินัย ผู้คนย่อมไม่มีความหวาดกลัว หากโกรธ จนอยากฆ่าขึ้นมา ก็สามารถฆ่าโดยไม่ลังเล เพราะตัวพวกเขาเองก็ ไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกแล้ว
แม่เซียวถอนหายใจแล้วพูดว่า
“ช่วงนี้ความปลอดภัยยิ่งแย่ลงเรื่อย ๆ ถึงแม้ว่าทางตำรวจจะเพิ่ม กำลังพลออกลาดตระเวน แต่จำนวนผู้ประสบภัยมีมากเกินไป แม้ ตำรวจอยากจะคลี่คลายสถานการณ์ แต่ก็ไม่มีอำนาจควบคุมได้ แถมยังมีคนจำนวนมากที่ไม่ยอมเชื่อฟังกฎระเบียบ บัญชีดำก็ไม่ สามารถยับยั้งพวกเขาได้แล้ว”
จิตใจของเซียวหมิงเยวี่ยรู้สึกหดหู่ ปีที่สองของวันสิ้นโลก ระเบียบสังคมจะเริ่มสั่นคลอนจนรักษาไว้ไม่ได้อีกต่อไป
[1] การดื่มโซดาหลังอาเจียน เป็นวิธีบรรเทาอาการเบื้องต้น เท่านั้น ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องในการรักษา กรุณาใช้วิจารณญาณในการ อ่าน