ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 170 เสาหลักของครอบครัวกลับมาแล้ว
ค ่าคืนนี้ ครอบครัวเซียวคึกคักเป็นพิเศษ คุณยายและป้าสะใภ้ ใหญ่ช่วยกันทำอาหารในครัว คุณตาเองก็ทำอาหารจานเด็ดของเขา นั่นคือมะเขือม่วงเคี่ยวน ้ามัน
มะเขือม่วงเคี่ยวน ้ามันที่คุณตาทำมีรสชาติอร่อยเป็นพิเศษ ทาน คู่กับซุปผักและข้าวสวยร้อน ๆ เลิศรสอย่าบอกใคร
ลุงใหญ่ซึ่งเป็นชายวัยกลางคนอายุหลายสิบปี เดินกลับไป กลับมาอยู่ข้าง ๆ คุณตา ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาคิดอะไรอยู่ แต่คงแค่ อยากอยู่ใกล้กับผู้เป็นพ่อเท่านั้น
กระทั่งถูกคุณตาเตะขาไล่ บอกว่าเขาเกะกะ ลุงใหญ่จึงออกจาก ห้องครัวด้วยความไม่เต็มใจ
คุณยายเห็นแล้วยิ้มจนตาหยี เผยฟันขาวจนปิดไม่มิด
“มาแล้ว มาแล้ว กินข้าวกันเถอะ~”
เจี่ยงย่วนยกกับข้าวจานสุดท้ายมา เจี่ยงจ้วงอุ้มชามมาเป็นตั้ง จากนั้นเจี่ยงลี่เจียวก็รับชามจากเขา แล้วตักข้าวสวยให้ทุกคน
“กับข้าวครบแล้ว ทุกคนนั่งโต๊ะกันเถอะ วันนี้เป็นวันดีวันมงคล ตาเฒ่าหายป่วยแล้ว…”
คุณยายพูดไปพูดมา น ้าเสียงก็เริ่มสั่นเครือ จนพูดต่อไปไม่ไหว
“แม่…”
เห็นคุณยายเริ่มร้องไห้ คนอื่น ๆ ก็กลั้นน ้าตาไว้ไม่อยู่
คุณตาคีบเนื้อปลามาใส่ปาก “ร้องไห้ทำไม กินข้าว กินข้าว”
แม่เซียวพูดด้วยรอยยิ้ม “ใช่ กินข้าวกันเถอะ นี่เป็นวันดีนะ อย่า ร้องไห้เลย”
เซียวหมิงเยวี่ยลุกขึ้นไปหยิบน ้าผลไม้จากตู้เย็น กับข้าวร้อน ๆ กับน ้าผลไม้เย็น ๆ ช่างเข้ากันดี ดื่มแล้วชื่นใจสุด ๆ
“พ่อร่างกายแข็งแรงดีมาตลอด ไม่เคยป่วยไข้ ตอนนั้นยังลงน ้า จับปลาอยู่เลย ทำไมจู่ ๆ ถึงได้เป็นอัลไซเมอร์เฉียบพลันล่ะ? แต่ ตอนนี้เขาหายดีแล้ว พระเจ้าคุ้มครองจริง ๆ” ลุงรองพูดด้วยความตื้น ตันใจ
คุณตากำลังลิ้มรสเนื้อปลาที่หอมนุ่ม ก่อนจะพูดประโยคที่ไม่ คาดคิดขึ้นมาว่า
“โชคดีแล้วที่เป็นฉัน”
ลุงรองได้ยินไม่ถนัด “พ่อพูดว่าอะไรนะ?”
คุณตากระแอม “ไม่มีอะไร กินข้าวไปเถอะ”
ในตอนนั้น เซียวหมิงเยวี่ยกลับมาพร้อมกับขวดน ้าผลไม้ขนาด ใหญ่
คุณตายิ้มอย่างใจดี “หลานรัก รินใส่แก้วให้ตาหน่อยได้ไหม?”
คุณยายบ่น “ตาเฒ่าแก่ปูนนี้แล้ว ไม่ควรดื่มของเย็นนะ ดื่ม น ้าเปล่าดีกว่า”
คุณตาหน้าเสียทันที เซียวหมิงเยวี่ยอดไม่ได้ที่จะหัวเราะกับการ แสดงออกที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของเขา
“ดื่มนิดหน่อยไม่เป็นไรหรอกค่ะ”
อีกอย่าง ดูจากท่าทางที่เขาปีนขึ้นบันไดเมื่อกี้แล้ว สภาพ ร่างกายของคุณตาในตอนนี้ถือว่าแข็งแรงดีทีเดียว
เซียวหมิงเยวี่ยเทน ้าผลไม้ให้คุณตาแก้วหนึ่ง ชายชรายกแก้วขึ้น จิบด้วยสีหน้าอิ่มเอมใจ
“จริงด้วย ทำไมฉันไม่เห็นลูกคนที่สี่เลย ฟางฟางไปไหนเหรอ?”
จริงด้วย น้าสาวหายไปไหน?
ทุกคนเพิ่งสังเกตเห็นว่ายังมีคนขาดหายไปจากโต๊ะอาหารอีกคน หนึ่ง
แม่เซียวกลืนข้าวในปากลงไปแล้วพูดว่า “เธอไปทำงานกับฉัน ทุกวัน ผู้จัดการซูเห็นว่าเธอขยันขันแข็ง เลยแนะนำเธอไปทำงานเป็น แม่บ้านที่ตึกของรัฐบาล ใครจะรู้ว่าไปทำงานแค่สองวันก็ถูกภรรยา ข้าราชการจำได้
น้องเล็กเคยเป็นบล็อกเกอร์แต่งหน้ามาก่อน ตอนนี้จึงได้รับการ ว่าจ้างไปแต่งหน้าให้คนอื่น เธอบอกว่า คุณนายชอบฝีมือการ แต่งหน้าของเธอมาก เลยแนะนำเธอให้รู้จักกับอีกหลายคน”
คุณยายพยักหน้า “จริงด้วย เธอพูดว่าอยากรอรับเงินเดือน กับ เอาสวัสดิการทั้งหมดกลับบ้านก่อน แล้วค่อยมาบอกทุกคน”
เซียวหมิงเยวี่ยรู้เรื่องนี้เช่นกัน มันอาจไม่ใช่เรื่องเลวร้ายที่น้าสาว กลับมาทำอาชีพเก่าอีกครั้ง เธอเชี่ยวชาญด้านเทคนิคการดูแลผิว และแต่งหน้า ทั้งยังเก่งเรื่องการจับคู่เสื้อผ้า อุตสาหกรรมความงาม เป็นงานอดิเรกของเธอ
ตอนนี้เธอได้ทำสิ่งที่เธอชอบ คงเหมือนกับปลากระดี่ได้น ้า ดีกว่า การติดตามแม่เซียวออกไปทำงานนอกบ้านทุกวัน
และแม้จะอยู่ในยุคสิ้นโลก เงินของผู้หญิงก็หาง่าย ผู้หญิงใน สังคมชั้นสูงมักจะมีการรวมตัวสังสรรค์ และจิบน ้าชายามบ่าย ดังนั้น ช่างแต่งหน้าที่เก่งจึงเป็นทรัพยากรที่หายาก
เมื่อคุณนายเหล่านั้นพึงพอใจ สวัสดิการของน้าสาวคงจะไม่ด้อย กว่าพ่อเซียวเลย แถมยังมีรถรับส่ง ถ้าจำเป็นก็จะไปพักที่บ้าน นายจ้างสัก 2-3 วัน ในยุควันสิ้นโลกเช่นนี้ ถือว่าเป็นงานที่ดีมาก
“มีฝีมือก็ดี ไม่ต้องทำงานใช้แรงงาน แถมยังหาเงินได้เป็นกอบ เป็นกำ” ป้าสะใภ้ใหญ่พูดด้วยความอิจฉา
…
หลายวันต่อมา ทุกคนในบ้านต่างมีความสุขอย่างเหลือล้น คุณ ตายุ่งอยู่กับการปลูกผักเลี้ยงไก่ ลุงใหญ่และป้าสะใภ้ใหญ่ส่งอาหาร มาให้ครอบครัวเซียวอยู่บ่อย ๆ ท่าทางของคุณตาทีมีต่อพวกเขาจึงดี ขึ้นมาก
ชีวิตของครอบครัวเซียวหมิงเยวี่ยดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่ชีวิตของ ครอบครัวลุงใหญ่เซียวและคุณย่ายังคงน่าเวทนา…
“เกิดเรื่องกับน้องชายจริง ๆ เหรอ แล้วคนคนนั้นจะตามมาฆ่า พวกเราใช่ไหม?”
เซียวฮ่วนฮ่วนขดตัวอยู่ในผ้าเหม็นอับ ผ้าห่มเปลี่ยนเป็นสีดำ และเต็มไปด้วยรา ก่อเกิดเป็นกลิ่นอันไม่พึงประสงค์
ในที่สุด ดวงตาที่หมองคล ้าของป้าสะใภ้ก็ขยับ “ไม่หรอก เป็นไป ไม่ได้ ลูกชายฉันจะต้องปลอดภัย เขาบอกว่าออกไปครั้งนี้เพื่อทำการ ใหญ่”
เซียวฮ่วนฮ่วนแสดงท่าทางหวาดกลัว “แต่คนคนนั้นคือใคร ทำไมเขาถึงมีโทรศัพท์ของน้องชายด้วย แล้วยังข่มขู่เราอีก แม่ หนู กลัว”
ก่อนที่เซียวอวี่จะออกเดินทาง เขาไม่ได้บอกครอบครัวว่าจะไป หาเรื่องเซียวหมิงเยวี่ย สาเหตุแรกคือลูกพี่ใหญ่สั่งให้เก็บเป็น ความลับ เพราะว่านี่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ไม่สามารถบอก ใครได้ สาเหตุที่สองคือเขาอยากกลับมาแล้วค่อยประกาศข่าวดีนี้ ดังนั้นพวกลุงใหญ่จึงไม่รู้เรื่องราวใด ๆ
จู่ ๆ ลุงใหญ่ก็โมโหขึ้นมาจนตะโกนก้อง “กลัวก็ไปตายซะ! เอา แต่นอนคุดคู้ไม่ทำอะไร ไม่ต่างกับเศษขยะไร้ค่า จะมีชีวิตอยู่ไปทำไม”
ชายร่างใหญ่ที่นอนอยู่ข้าง ๆ ตื่นขึ้นมาด้วยคำก่นด่า เขาหันไป ตบหน้าลุงใหญ่เสียงดัง
“ส่งเสียงเอะอะหาพระแสงอะไร ไม่เห็นเหรอวะว่าฉันกำลังนอน อยู่!”
ลุงใหญ่แสดงท่าทีหวาดกลัว “ขอโทษ… ขอโทษครับ”
“เช่าหนี่มา”*[1] ชายร่างใหญ่สบถอีกครั้ง ก่อนจะหันหลังกลับไป นอน
เซียวฮ่วนฮ่วนตัวสั่นเทิ้ม พันผ้าห่มไว้แน่น และไม่กล้าพูดอีก ต่อไป
พวกเขามาที่ชุมชนนี้หลังรอดชีวิตจากน ้าท่วม แต่ด้วยความ ที่มาช้าและยังมาตัวเปล่า พวกเขาจึงไม่มีของดีมาติดสินบนเจ้าหน้าที่
จัดสรรที่พักอาศัย จึงต้องอาศัยอยู่ในโรงจอดรถใต้ดิน
โรงจอดรถใต้ดินชื้นแฉะและเย็นยะเยือก อุณหภูมิต ่ากว่าข้างบน มาก ตอนที่มาถึงพวกเขาไม่มีเครื่องนอนเลย จึงเก็บที่นอนกับผ้าห่ม มาจากคนตาย
เมื่อเห็นคนตายที่ไหนก็ตาม พวกเขาจะทำเหมือนนกแร้งรุมทึ้ง ซากศพ รีบวิ่งไปแย่งของที่เหลือจากคนตาย เพราะถ้าช้าเดี๋ยวจะโดน คนอื่นแย่งไป
ชีวิตก็ยากลำบากอยู่แล้ว ไม่คิดว่าจู่ ๆ จะเกิดภัยพิบัติแมลง ระบาด หนอนเน่าดำอยู่ทั่วทุกหนแห่ง พวกมันไม่สามารถปีนขึ้น อาคารสูง แล้วจะไปไหนได้อีกถ้าไม่ใช่โรงจอดรถใต้ดิน?
พวกเขาจึงใช้ผ้าห่มและเสื้อผ้าพันตัวเองให้แน่น ไม่ให้มีช่องโหว่ ตอนนอนก็คลุมหัวด้วย เหลือแค่ช่องไว้หายใจ
ถึงกระนั้นก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ถูกหนอนเน่าดำโจมตี ชอน ไชเข้าไปในร่างกาย ส่งเสียงร้องโหยหวนด้วยความทรมานดังก้องไป ทั่วโรงจอดรถใต้ดิน
“กรี๊ด! แมลง!” เสียงกรีดร้องดังขึ้น
สายตาของป้าสะใภ้ใหญ่เต็มไปด้วยความโลภ “มีคนถูกหนอน เน่าดำกัดอีกแล้ว ทำไมไม่กัดให้ตายไปเลย เสื้อขนเป็ดตัวนั้นดูดี ทีเดียว ถ้านางนั่งตายเมื่อไหร่ มันจะต้องเป็นของฉัน”
“กัดเลย กัดพวกมันให้ตาย ทั้งบ้านอารอง บ้านอาเล็ก กัดพวก มันให้ตายไปเลย!” เซียวฮ่วนฮ่วนเต็มไปด้วยความโกรธแค้น ขณะ ก่นด่าสาปแช่งอยู่ในใจ
ในเวลานี้ คุณย่ากลับมาพร้อมกับอาหารสำหรับสี่คนและขวดน ้า ร้อนสองขวด ขวดน ้าร้อนก็ถูกเก็บมาเหมือนกัน หนึ่งในนั้นหูหิ้วหัก คุณย่าจึงต้องหนีบไว้ที่แขน
คุณย่าซูบผอมลงมาก ผอมแห้งจนกระดูกไหปลาร้าปูดออกมา หลังค่อมมากขึ้น เนื้อตัวสกปรกราวกับโครงกระดูกหุ้มหนัง
เซียวฮ่วนฮ่วนถีบผ้าห่มออกด้วยความไม่พอใจ และบ่นว่า
“ทำไมช้าจัง หิวจะตายแล้วเนี่ย”
เธอหยิบหนอนฟันทอดสองตัวจากชามของคุณย่าอย่าง คล่องแคล่ว ยัดใส่ปากตัวเอง คนแก่ใกล้ตายแบบนี้ ไม่สมควรได้กิน หนอนฟันทอดหรอก
คุณย่ามองลุงใหญ่ด้วยความกลัว “กินข้าวเถอะเจ้าใหญ่ อยาก ดื่มน ้าไหม เดี๋ยวแม่เทให้นะ”
ลุงใหญ่ถ่มน ้าลายด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ “เห็นหน้าแล้วฉัน หงุดหงิด หุบปากแล้วไปให้พ้น”
ลุงใหญ่รับข้าวมากินอย่างตะกละตะกลาม อาหารที่น่าขยะแขยง อย่างหนอนฟันผัดเห็ด พวกเขาก็สามารถกินได้อย่างเอร็ดอร่อย ส่วนหนอนฟันทอดยิ่งเป็นสุดยอดของความอร่อย
คุณย่าก้มหน้าก้มตาตักข้าว แล้วยื่นให้พวกเขา เทน ้าให้ทุกคน เสร็จแล้วเธอก็กลับไปนั่งที่มุมเล็ก ๆ ของตัวเอง จากนั้นก้มหน้าก้มตา กินข้าวต่อ
หลังรอดพ้นจากน ้าท่วมด้วยบานประตูไม้ สถานะของคุณย่าก็ ตกต ่าลงและถูกทารุณกรรมมากมายทุกวัน เธอได้แต่ปลอบใจตัวเอง ว่า เป็นเพราะลูกชายและคนอื่น ๆ อารมณ์ไม่ดี พวกเขาจึงปฏิบัติต่อ เธอเช่นนี้
คุณค่าเดียวของคุณย่าในตอนนี้คือ การใช้บัตรประจำตัว ชั่วคราวเพื่อไปรับข้าวรับน ้ามาให้พวกเขา
แม้ว่าผ้าห่มของคุณย่าจะผืนบางที่สุด และพื้นที่นอนก็แคบจน เหยียดขาไม่ได้ด้วยซ ้า แต่เธอก็ไม่กล้าบ่นอะไรออกมา
เพราะเธอหวาดกลัวการถูกทอดทิ้ง ถ้าลูกชายคนโตทอดทิ้งเธอ เมื่อไหร่ เธอคงเอาชีวิตไม่รอด
ขณะที่ตักข้าวในชาม จู่ ๆ คุณย่าก็นึกถึงครั้งสุดท้ายที่เธอไป บ้านลูกชายคนรอง พ่อตาแม่ยายอยู่บ้านลูกชายคนรองอย่างสุข สบาย ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารการกิน แถมยังอ้วนขึ้น และผิวพรรณ ผุดผ่องเปล่งปลั่ง
ไอ้ลูกคนรองเนรคุณ ใจจืดใจดำ ไม่เลี้ยงดูแม่ตัวเอง กลับไปเลี้ยง แม่ของคนอื่น ช่างไร้จิตสำนึก
ตัวเองไปให้กำเนิดลูกเนรคุณแบบนี้ได้ยังไง ไอ้ลูกไม่รักดีคนนี้ ทำไมมันไม่ออกไปข้างนอกแล้วโดนรถชนตายซะ?
[1] เช่าหนี่มา เป็นคำด่าที่หยาบคายมาก ๆ ของจีน