ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 169 เรื่องน่ายินดี คุณตาหายป่วยแล้ว
ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวลของแม่เซียวและคุณ ยาย เซียวหมิงเยวี่ยก็เดินตามคุณตาไปอย่างร่าเริง
เธอเป็นลูกไล่ของคุณตามาตั้งแต่สมัยที่ยังหัดเดิน ตอนนั้นยัง เดินตุปัดตุเป๋ แต่ก็ตามคุณตาไปทุกที่
“คุณตา รู้เหรอคะว่าบ้านของลุงใหญ่อยู่ที่ไหน?” เซียวหมิง เยวี่ยถาม
คุณตาเดินออกไปอย่างมั่นใจ “รู้สิ ถึงแม้ตาจะหลง ๆ ลืม ๆ แต่ เรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงสองปีนี้ตาจำได้หมดเลย หลานรัก สองปีที่ผ่าน มาหลานต้องลำบากมาก และต้องคอยดูแลคนในบ้านอยู่เสมอ หลาน ของตาเติบโตเป็นสาวแล้วสินะ”
เซียวหมิงเยวี่ยลองถามด้วยความไม่แน่ใจ “คุณตา ยังจำเกมจิ๊ก ซอว์ชุดนั้นได้ไหมคะ? ของขวัญที่คุณตามอบให้หนูน่ะ”
เธอไม่แน่ใจว่าคุณตารู้ความลับของมิติปริศนาหรือไม่
“หลานชอบมันไหม เดี๋ยวตาซื้อให้เล่นอีกนะ ได้ทั้งฝึกสมองและ ลงมือทำ” คุณตาตอบอย่างสบาย ๆ
เซียวหมิงเยวี่ยลังเลเล็กน้อย มองหน้าคุณตาแล้วไม่เห็นความ ผิดปกติใด ๆ หรือว่าคุณตาจะไม่รู้จริง ๆ?
ท้ายที่สุด เธอก็เปิดปากและพูดได้เพียงคำเดียวว่า
“ค่ะ”
คุณตาเดินตรงดิ่งมาถึงชั้นล่างของอาคารที่พักอาศัยของลุง ใหญ่ เขาก้าวขึ้นบันไดไปทีละสองขั้น เดินฉับ ๆ อย่างว่องไว
กระทั่งมาถึงชั้นที่สี่ คุณตาก็เคาะประตูที่ห้องหนึ่งอย่างรุนแรง
“เปิดประตู!”
เจี่ยงจ้วงได้ยินเสียงเคาะประตูดัง จึงตะโกนถามว่า “นั่นใคร?”
คุณตาพูดด้วยเสียงทุ้มลึก “ฉันเป็นปู่ของแกไง!”
ลุงใหญ่และป้าสะใภ้ใหญ่หันมาสบตากัน “ฟังดูเหมือนเสียงพ่อ นะ จ้วงจ้วง ไปเปิดประตูสิ”
เจี่ยงจ้วงเปิดประตู เมื่อเห็นว่าเป็นญาติตนก็กล่าวทักทาย “คุณปู่ พี่หมิงเยวี่ย ยินดีต้อนรับครับ”
คุณตาลูบหัวของเจี่ยงจ้วง “เด็กดี”
ลุงใหญ่แปลกใจ “หมิงเยวี่ย ทำไมถึงพาพ่อมาถึงที่นี่? แข้งขา ของเขาเดินไม่สะดวก ที่นี่อยู่ตั้งชั้นสี่เลยนะ”
เซียวหมิงเยวี่ยกำลังจะพูด แต่คุณตาพลันแผดเสียงคำรามพร้อม กับฟาดเข็มขัดจนดังสนั่น
“ไอ้ลูกหมีตัวแสบ แกนี่มันหยิ่งยโสขึ้นเยอะนะ กล้าขี่คอคนใน บ้านแล้วเหรอ มานี่ ฉันจะตีแกให้เข็ดหลาบ!”
หลังจากที่เซียวหมิงเยวี่ยเข้ามาในห้อง เธอก็ปิดประตูลงเงียบงัน เพราะคิดว่า ‘เรื่องฉาวในบ้าน อย่าเล่าสู่ภายนอก’
ลุงใหญ่ตกใจสะดุ้งโหยง กระโดดโลดเต้นเหมือนลิง วิ่งหนีไปรอบ ห้อง
เขายังไม่ทันรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น ก็โดนเข็มขัดหนังฟาดเข้าเต็ม แรง มันเจ็บแสบจนร้องลั่น รีบร้องขอความเมตตา
“พ่อครับ ทำอะไรของพ่อเนี่ย! มาตีผมทำไม? หยุดตีได้แล้ว หยุด เถอะ…”
ป้าสะใภ้ใหญ่และเจี่ยงลี่เจียวกับน้องชายต่างก็ตกใจจนอ้า ปากแข็งค้าง พูดอะไรไม่ออก
เซียวหมิงเยวี่ยนั่งลงบนโซฟาอย่างไม่เกรงใจ และไม่ได้ห้าม ปรามอะไร
ป้าสะใภ้ใหญ่มีไหวพริบ เธอสังเกตเห็นความผิดปกติของพ่อสามี ก็รีบเอ่ยถาม “พ่อคะ พ่อหายป่วยแล้วเหรอ? พ่อไม่ได้เป็นอัลไซเมอร์ แล้วเหรอ?”
คุณตาแค่นเสียงตอบ “ไร้สาระ”
คราวนี้ลุงใหญ่ถึงกับตะลึงงัน เขาลืมความเจ็บปวดชั่วขณะ และ รีบพุ่งตัวเข้าไปกอดคุณตา มองดูอย่างพินิจพิเคราะห์ ซ้ายขวา บน ล่าง พลางสัมผัสตัวของอีกฝ่าย
“พ่อ พ่อหายดีแล้วเหรอ?” เสียงของลุงใหญ่สั่นเครือ
คุณตาผลักเขาออกอย่างรังเกียจ “อย่ามาทำให้เสื้อผ้าของฉัน สกปรกนะ”
ลุงใหญ่โผเข้ากอดคุณตาไว้แน่นอีกครั้งและเริ่มร ่าไห้สะอึกสะอื้น “พ่อครับ พ่อไม่เป็นอัลไซเมอร์แล้ว พ่อหายแล้ว ดีใจจัง พ่อจะตีผม อีกกี่ครั้งก็ได้ พ่อตีผมสิ ตีผมแรง ๆ ได้เลย…”
ลุงใหญ่มองเซียวหมิงเยวี่ยด้วยน ้าตาคลอ “หมิงเยวี่ย ลุงไม่ได้ฝัน ไปใช่ไหม?”
คุณตาฟาดเข็มขัดที่บั้นท้ายของลุงใหญ่อย่างแรง “คิดว่าฝันอยู่ ไหมล่ะ?”
“โอ๊ย ๆ เจ็บ! ไม่ได้ฝัน ไม่ได้ฝันจริงด้วย” ลุงใหญ่กุมก้นพลาง หัวเราะอย่างเขินอาย
คุณตาจ้องมองไปที่เขา “หลายปีที่ผ่านมาแกคิดว่าฉันป่วยจนสติ ฟั่นเฟือน แกพูดจาและทำเรื่องเลวร้ายมากมาย ฉันจำมันได้ทั้งหมด! ไอ้ลูกหมีเห็นแก่ตัว แกอย่าเรียกฉันว่าพ่อ ฉันไม่ใช่พ่อของแก!”
ลุงใหญ่และป้าสะใภ้ใหญ่หันมองหน้ากัน พวกเขาก้มหน้าลงด้วย ความอับอาย โดยเฉพาะป้าสะใภ้ใหญ่ ใบหน้าของเธอแดงก ่า ในอดีต เธอเคยใช้ประโยชน์จากภาวะสมองเสื่อมของคุณตา และมักพูดถึง แผนการร้ายต่อหน้าเขาบ่อย ๆ
คราวนี้คุณตาถ่อมาถึงที่นี่เพื่อตีเธอและสามี ก็เพื่อให้เลิก ความคิดชั่วร้าย ด้วยกลัวว่าพวกเขาจะทำร้ายคนในบ้าน
ป้าสะใภ้ใหญ่ก้าวไปข้างหน้าอย่างเขินอาย “พ่อคะ ที่ผ่านมาเป็น เพราะลูกสะใภ้ไม่ดีเอง เป็นเพราะฉันโง่เขลาและไม่มีหัวคิด คนใน บ้านดีกับพวกเราสองสามีภรรยาถึงขนาดนี้ แต่ฉันกลับไม่รู้ผิดชอบ ชั่วดี
คำพูดเลวร้ายที่เคยพูดไปมันช่างน่ารังเกียจเหลือเกิน พ่อช่วยตี สั่งสอนฉันด้วยเถอะ ตอนนี้พ่อหายดีแล้ว ถึงแม้ว่าจะตีฉันกับต้าไห่จน ตาย พวกเราจะไม่บ่นสักคำ และจะมีแต่ความสำนึกผิดในใจเท่านั้น”
ลุงใหญ่พูดอีกว่า “พ่อครับ ผมผิดไปแล้ว ผมรู้ตัวแล้วว่าทำผิดไป จริง ๆ ตอนนี้ผมเป็นผู้ส่งเห็ดให้กับโรงอาหารของรัฐบาลแล้วนะ ลูก ชายไม่ได้ทำให้พ่อต้องอับอายอีกแล้ว”
แม้ว่าสีหน้าของคุณตายังคงเย็นเยือก แต่ใจของเขาก็อ่อนลง มากแล้ว
“แล้วนั่นไม่ใช่เพราะหมิงเยวี่ยเหรอ ถ้าไม่มีเธอ พวกแกจะมีวันนี้
ได้ยังไง? คนเราต้องรู้จักขอบคุณสิ”
ลุงใหญ่และป้าสะใภ้ใหญ่พยักหน้ารัว “ใช่ ๆ ๆ พวกเราสำนึกอยู่ แก่ใจเป็นอย่างดี ถ้าไม่มีหมิงเยวี่ย พวกเราคงตายไปนานแล้ว”
เซียวหมิงเยวี่ยพูดอย่างสบาย ๆ “คุณตาคะ หนูสามารถเป็น พยานได้ว่าคุณลุงกับป้าสะใภ้เปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ ค่ะ”
แต่ว่าเมื่อก่อนพวกเขาน่าโมโหมากจริง ๆ นั่นแหละ สมควรแล้ว ที่จะโดนตีสักครั้ง
แน่นอนว่า ที่เซียวหมิงเยวี่ยไม่ได้ห้ามคุณตา ไม่ใช่แค่เพราะ เหตุผลนี้เท่านั้น เธอยังอยากให้ลุงใหญ่และป้าสะใภ้ใหญ่ได้เห็นว่า คุณตานั้นมีสุขภาพแข็งแรงฟิตปึ๋งปั๋งขนาดไหน
ถึงแม้ลุงใหญ่จะโดนตีไปบ้างก็ไม่เป็นไรหรอก เพราะคุณตาคงไม่ ลงมือหนักหน่วงจนทำเขาตายใช่ไหมล่ะ?
คุณตาม้วนเก็บเข็มขัด “ดูสิ หมิงเยวี่ยเป็นเด็กที่มีความคิดความ อ่าน เมื่อกี้ฉันจะมาตีแก เธอยังห้ามไม่ให้ฉันมา และตามมาด้วยความ เป็นห่วง มีหลานสาวที่ดีขนาดนี้ พวกแกต้องดูแลเธอดี ๆ ล่ะ”
ลุงใหญ่มองหลานสาวด้วยความขอบคุณ “พ่อพูดถูก ครอบครัว เราโชคดีที่มีหมิงเยวี่ย”
เซียวหมิงเยวี่ยยิ้มเล็กน้อยและยอมรับคำชมของคุณตาโดยไม่มี ความรู้สึกผิดเลย
ป้าสะใภ้ใหญ่ตื่นเต้นมาก เธอมีความสุขจากก้นบึ้งของหัวใจ
พ่อสามีเป็นผู้นำครอบครัวที่มีความเด็ดขาดและมีความสามารถ เป็นผู้ตัดสินใจหลักของบ้าน ตอนนี้เขาหายป่วยแล้ว ครอบครัวจึงมี บุคคลสำคัญที่จะตัดสินใจสิ่งต่าง ๆ เพิ่มอีกคน ต่อไปชีวิตของตระกูล เจี่ยงจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน
“พวกลูกสองคน รีบมาทักทายคุณปู่เร็ว ให้คุณปู่ได้เห็นพวกเธอ ชัด ๆ” ป้าสะใภ้ใหญ่พูดด้วยรอยยิ้ม
“คุณปู่”
“คุณปู่ครับ เมื่อกี้คุณปู่แข็งแรงมากเลย!”
สองพี่น้องเจี่ยงลี่เจียวและเจี่ยงจ้วงพูด
คุณตาหัวเราะเสียงดัง “เด็กดี ปู่ไม่ได้ทุ่มเทความรักโดยเสียเปล่า จริง ๆ”
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น มีคนมาเคาะประตูอีกครั้ง
“พี่ พี่สะใภ้ เกิดอะไรขึ้นที่บ้านพวกพี่ ฉันได้ยินเสียงดังมากมา จากห้องพวกพี่เมื่อกี้” เป็นเสียงของป้าสะใภ้รอง
ป้าสะใภ้ใหญ่รีบเดินไปเปิดประตู “น้องสะใภ้ เรามีข่าวดี พ่อหาย จากอาการป่วยแล้ว เธอรีบไปเรียกทุกคนมาเร็วเข้า”
ป้าสะใภ้รองพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว แล้วเดินลงบันไดไปชั้นล่าง เพื่อเรียกคนในครอบครัว ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งนาที ลุงรอง ป้าสะใภ้ รอง เจี่ยงย่วนและภรรยาพร้อมกับจื่อจื่อซึ่งสามารถเดินเตาะแตะได้ แล้ว ต่างก็มารวมตัวกัน
พวกเขามองคุณตาเป็นตาเดียว ราวกับกำลังดูกอริลลาในสวน สัตว์
“พ่อ…” เสียงของลุงรองติดสะอื้น
“พ่อคะ พ่อหายดีแล้วจริง ๆ เหรอ?” ป้าสะใภ้รองแทบไม่เชื่อ สายตาตัวเอง
เจี่ยงย่วนแทบไม่รู้จะพูดอะไรดี “คุณปู่ วิเศษไปเลย บุญรักษา พระคุ้มครอง เทวดาปกป้อง”
“คุณปู่ทวด นี่คือคุณปู่ทวดจ้ะ จื่อจื่อลองเรียกสิ” ภรรยาของเจี่ยง ย่วนยิ้มบาง
จื่อจื่อโบกมือเล็ก ๆ ของเขาและพูดอ้อแอ้ “อี อี อี ยา ยา ยา อา ปา อาปา อาปา…”
คุณตาคว้าตัวจื่อจื่อขึ้นมาอุ้ม “เหลนรัก ไปกินของอร่อยกับทวด กันเถอะ”
“พวกแกทุกคนเลิกมามุงฉันได้แล้ว ฉันไม่ใช่ลิงค่างนะ แล้วไป กินข้าวเย็นที่บ้านชิงหว่านด้วย แม่เฒ่าแกฝากบอกมา”
คุณตาพูดจบก็โอบกอดจื่อจื่อไว้ในอ้อมแขน ห่อตัวเหลนน้อย ด้วยเสื้อกันฝนอย่างมิดชิดแล้วเดินออกไป
ลุงใหญ่รีบสวมรองเท้า “ไป ๆ ๆ ไปบ้านหมิงเยวี่ยกันเถอะ เฉลิม ฉลองที่พ่อหายป่วยแล้ว”
ทุกคนมีความสุขมาก และรีบกลับบ้านไปเตรียมตัว
“เอาผักไปด้วยนะ ยังมีไก่อีกครึ่งตัว หน่วยงานรัฐให้มาเมื่อวาน นี้” ป้าสะใภ้ใหญ่พูดพลางเดินไปหยิบ
เจี่ยงลี่เจียวรีบลุกไปช่วย ถือของทั้งหมดที่หน่วยงานรัฐให้ไว้
เมื่อเซียวหมิงเยวี่ยเห็นดังนั้นจึงพูดว่า “ไม่ต้องเอาไปหรอก ลำบากเปล่า ๆ บ้านเราไม่ขาดอะไร”
พูดจบเธอก็รีบเดินไล่ตามคุณตาไปติด ๆ
ป้าสะใภ้ใหญ่มองดูหลานสาวเดินออกไปขณะที่ทำอะไรไม่ถูก เล็กน้อย ขอบตาเริ่มแดงก ่าขึ้นมาอย่างกะทันหัน ในใจอัดแน่นด้วย อารมณ์อันซับซ้อนจนอธิบายไม่ได้
“แม่…” เจี่ยงลี่เจียวอึกอัก
ป้าสะใภ้ใหญ่ใช้แขนเสื้อปาดน ้าตา “ลูกพี่ลูกน้องคนนี้ของลูก เป็นคนปากร้ายใจดี เอาละ ไปทำอาหารกันเถอะ ลูกสองคนไปถึงก็ ลองดู ๆ ช่วยทำงานบ้านบ้าง ถ้าตรงไหนรกก็ช่วยเก็บกวาดให้ เรียบร้อย อย่ามัวแต่รอกินอย่างเดียว”
“รู้แล้วครับแม่” เจี่ยงจ้วงสวมรองเท้าเสร็จแล้วก็วิ่งออกไปอย่าง รวดเร็ว