ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 257 ถูกหญิงสาวขี้อิจฉาปาหิมะใส่
เกล็ดหิมะร่วงหล่นลงมาบนกระจกเป็นสาย หิมะขาวหมุนวนไป มาในอากาศ และในที่สุดก็ตกลงบนพื้น
“คิดว่า หิมะตกหนักนี้จะคงอยู่อีกนานแค่ไหน?” เซียวหมิงเยวี่ย เอ่ยถามเบา ๆ
อาจิ่นครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ “จากประสบการณ์ฝนตกเมื่อปีที่แล้ว น่าจะใช้เวลานานพอสมควร”
“ฉันก็คิดอย่างนั้น พ่อบอกว่าหิมะตกหนักแบบนี้ไม่เคยมีมาก่อน ไม่งั้นฉันก็คงไม่ถูกส่งมาที่นี่หรอก” กู้หลงซีพูดพลางยักไหล่
เซียวหมิงเยวี่ยยกมือขึ้นเท้าคาง “เพราะอย่างนั้น ถึงแม้ว่าทั้งวิว สายฝนและวิวหิมะจะสวยงาม แต่ถ้ามันมากเกินไปก็กลายเป็นภัย พิบัติที่อาจคร่าชีวิตคนได้”
อาจิ่นกำลังอ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เสียงผู้หญิงคนหนึ่งก็ แทรกขึ้นมา
“เซอร์ไพรส์!!!”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ คิดไม่ถึงใช่ไหม? พวกเราเอาหิมะขึ้นมาฝาก”
ผู้หญิงสองคนถือถังที่เต็มไปด้วยหิมะ แล้วจู่โจมโดยไม่ทันได้ตั้ง ตัว พวกเธอหัวเราะคิกคัก ขณะปาหิมะใส่อาจิ่นและกู้หลงซี
ราวกับว่าสองสาววางแผนกันไว้แล้ว พวกเธอจงใจปาหิมะพลาด ทำให้โดนเซียวหมิงเยวี่ยเต็ม ๆ
กู้หลงซีลุกขึ้นยืนพร้อมปัดหิมะออกจากตัว “เฉียวเฉียว โหรว โหรว พวกเธอสองคนทำตัวเป็นเด็กน้อยจริง ๆ ที่นี่คือร้านอาหารนะ”
“หยุดสิ หยุดปาได้แล้ว” อาจิ่นยกมือขึ้นป้องกัน
สองสาวไม่หยุด แต่กลับปาหิมะใส่พวกเขามากขึ้นและพากัน หัวเราะคิกคัก ซึ่งดึงดูดความสนใจจากแขกคนอื่น ๆ ในร้านอาหาร
“ทำไมล่ะ โกรธแล้วเหรอ?” เฉียวเฉียวพูดเสียงออดอ้อน
“คนข้างล่างหลายคนกำลังปั้นตุ๊กตาหิมะ เล่นสงครามสโนว์บอล แล้วทำไมพวกพี่มาอยู่ที่นี่ ไปเล่นด้วยกันสิคะ!” โหรวโหรวเข้ามาเกาะ แขนกู้หลงซี
“ไปเถอะ ไปด้วยกันน้า~”
เซียวหมิงเยวี่ยเหลือบมอง “…”
เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย มองกาแฟในแก้วที่ตัวเองเพิ่งจิบไปครึ่ง แก้ว หิมะก้อนใหญ่ถูกโยนลงไปในแก้วกาแฟจนหกเลอะเทอะ ส่วน อาหารบนโต๊ะก็กินไม่ได้แล้ว
ไม่ต้องพูดถึงหิมะที่เกาะบนร่างกายและบนหัวเธอ
เซียวหมิงเยวี่ยกำหมัดแน่น พวกเธอสองคนมาเพื่อปาหิมะใส่ พวกผู้ชาย แล้วทำไมเธอถึงถูกหิมะปาใส่หนักที่สุด?
ตั้งใจสินะ ต้องเป็นความตั้งใจแน่ ๆ
กู้หลงซีมองเห็น ‘สถานการณ์ที่น่าเศร้า’ ของเซียวหมิงเยวี่ย
“ไร้สาระจริง ๆ ดูสิว่าทำให้เพื่อนพี่ตกอยู่ในสภาพไหน?”
โหรวโหรวกอดแขนกู้หลงซีอย่างแนบชิด และทำท่าราวกับว่า เธอเพิ่งเห็นเซียวหมิงเยวี่ย ร่องรอยของความภาคภูมิใจปรากฏอยู่ใน ดวงตาของเธอ ขณะพูดด้วยรอยยิ้มว่า
“พี่สาว ขอโทษนะ พอดีฉันมองไม่เห็นคุณ”
เธอพูดขอโทษ แต่ท่าทางของเธอกลับไร้ซึ่งความรู้สึกผิดชอบชั่ว ดี
“ขอโทษด้วยนะคะพี่สาว” เฉียวเฉียวพูดขอโทษแบบขอไปที ก่อนกลับมาเกาะแขนอาจิ่นแล้วทำท่าออดอ้อน
กู้หลงซีมองเซียวหมิงเยวี่ยอย่างขอโทษ
มาถึงขนาดนี้แล้ว ยังจะมีอะไรให้เซียวหมิงเยวี่ยมองไม่ออกอีก ผู้หญิงสองคนนี้ต่างก็ขี้อิจฉาริษยา แต่มันเกี่ยวอะไรกับเธอด้วย?
ทำไมถึงต้องเป็นเป้าให้พวกเธอปาหิมะใส่ ขอโทษแค่คำเดียวจะ ชดเชยอะไรได้?
เซียวหมิงเยวี่ยลุกขึ้นเพื่อปัดหิมะออกจากร่างกายเงียบงัน ก่อน เดินเข้าไปหาโหรวโหรวแล้วพูดว่า
“ไม่เป็นไร”
โหรวโหรวเผยยิ้มแสร้งทำเป็นไร้เดียงสา หันไปขยิบตาให้เฉียว เฉียว บอกเป็นนัยว่าทำได้ดีมาก
เซียวหมิงเยวี่ยคว้าถังน ้าในมือหญิงสาว แล้วเทหิมะที่อยู่ในถังลง บนศีรษะของโหรวโหรว จากนั้นโยนถังเปล่าใส่เฉียวเฉียว
“หายกันแล้ว” เซียวหมิงเยวี่ยหยิบการ์ดบนโต๊ะ แล้วเดินจากไป โดยไม่สนใจพวกเธอทั้งสองคนอีก
“กรี๊ด!”
โหรวโหรวร้องเสียงแหลมด้วยความตกใจ รีบเอามือปัดหิมะออก จากหัว
“หล่อนกล้าดียังไงมาเทหิมะใส่ฉัน!”
เฉียวเฉียวร้องโอดครวญพลางกุมท้องด้วยความเจ็บปวด “เจ็บ จัง!”
กู้หลงซีแทบกลั้นหัวเราะไม่ได้ “พรืด”
“พี่คะ ดูนางผู้หญิงคนนั้นสิ เธอตั้งใจทำ พี่ยังจะขำอีกเหรอ” โหรวโหรวรู้สึกเสียใจมาก
กู้หลงซีหันไปมองเธอ แล้วยกมือขึ้นลูบใบหน้าขาวนวล
“ที่รัก พี่ชอบผู้หญิงที่เรียบร้อย ไม่ทำตัวฉลาดแสนรู้ เธอเป็น เพื่อนของพี่ ไม่เหมือนกับที่รัก ฉะนั้นอย่ามาสร้างปัญหาให้พี่ เข้าใจ ไหมคะ?”
น ้าเสียงของกู้หลงซีนั้นอ่อนโยน แต่แฝงไปด้วยความหงุดหงิด
โหรวโหรวหยุดพูดทันที เธอมองดูกู้หลงซีด้วยความประหลาดใจ จากนั้นจึงพยักหน้ารับช้า ๆ
“ฉะ… ฉันผิดไปแล้ว”
กู้หลงซีจับมือของเธอเบา ๆ แล้วพูดว่า “เชื่อฟังพี่นะ แล้วเดี๋ยวจะ ไปเล่นสโนว์บอลด้วย”
เฉียวเฉียวไม่กล้าพูดอะไร เธอลอบมองอาจิ่นหลายครั้งด้วย ความกลัว
อาจิ่นถอนสายตาอย่างเย็นชา กลับมานั่งลงบนเก้าอี้ด้วยความ หงุดหงิด ราวกับว่าสองผู้หญิงงี่เง่าสองคนตรงหน้าไม่มีตัวตน
“เซียวหมิงเยวี่ยเป็นเพื่อนนายเหรอ?” เขาถาม
กู้หลงซีพยักหน้า “ใช่ เพื่อนสมัยมัธยมปลาย นิสัยดีนะ”
เขาเห็นสีหน้าของอาจิ่นจึงพูดว่า “ว่าแต่นายเถอะ สนใจเธองั้น เหรอ บอกไว้ก่อนเลยนะ เธอไม่ใช่ผู้หญิงที่จะไปล้อเล่นด้วยง่าย ๆ อย่าไปทำตัวรุ่มร่ามล่ะ”
เมื่อได้ยินคำพูดของกู้หลงซี สีหน้าของเฉียวเฉียวและโหรวโหรว ก็ซีดเซียวลงทันที
อาจิ่นหัวเราะเบา ๆ “ฟังนายพูดเข้าสิ เธอน่ากลัวขนาดนั้นเลย เหรอ?”
กู้หลงซีเงียบไปครู่หนึ่ง “จะพูดยังไงดี ฉันรู้สึกว่าเธอไม่เหมือน ใครเลย บ้านเธอไม่ได้มีธุรกิจอะไร แต่ร ่ารวยมาก ช่วงที่เกิดภัยพิบัติ ไม่กี่ปีมานี้ ชีวิตของเธอก็ยิ่งเจริญรุ่งเรืองผิดหูผิดตา ช่างลึกลับ น่า สงสัยจริง ๆ”
กู้หลงซีวางขาบนโต๊ะ “ก่อนหน้านี้มีเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งทำ บางอย่างให้เธอขุ่นเคือง เธอสั่งให้กรมเกษตรกรรมไล่เขาออกทันที เพื่อนคนนั้นพยายามขอโทษขอโพยในกลุ่มแชตแล้ว แต่เธอไม่สนใจ เลย ไม่แม้แต่จะเหลียวมองเขาด้วยซ ้า”
อาจิ่นตกใจ “กรมเกษตรกรรม? นั่นไม่ใช่ของจี้…”
กู้หลงซียักคิ้วขวาเป็นการบอกว่าใช่
“ต่อมาฉันไปถามเพื่อนร่วมชั้นคนนั้น นายเดาได้ไหมว่ามันเป็น ยังไง?”
“อย่าเล่นตัวน่า พูดมาสิ” อาจิ่นเร่งเร้า
กู้หลงซีทำท่าทางลึกลับ “จ้างให้ก็ไม่บอก!”
“ไปเถอะ ไปที่ห้องเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้ากัน”
กู้หลงซีโอบไหล่ของโหรวโหรวแล้วเดินจากไป ปล่อยให้เพื่อน งุนงง
อาจิ่นหน้าดำเคร่งขรึมขณะไล่ตามออกไป “พูดมาให้หมดสิ จะ มาโอ้เอ้เสียเวลาทำไม!”
“เฮ้อ นายนี่มันขี้ตื๊อชะมัด” กู้หลงซีขมวดคิ้ว
ดวงตาของกู้หลงซีหรี่ลงเล็กน้อย เรื่องต่อจากนั้นหลิวคังบอกเขา ว่า จู่ ๆ คุณชายจี้ก็ปรากฏตัวขึ้น จับมือเซียวหมิงเยวี่ยแล้วเดินจาก ไป หลิวคังสาบานว่าเขาไม่ได้ตาฝาด
มีข่าวลือว่าเป็นเพราะเซียวหมิงเยวี่ยช่วยชีวิตน้องสาวของ คุณชายจี้ ที่ชื่อว่าจี้ซานซาน ถึงแม้ว่าเธอจะช่วยชีวิตน้องสาวเขา แต่ มันจำเป็นด้วยหรือที่ต้องจับมือของเธอ?
ถ้าจะบอกว่าระหว่างสองคนนั้นไม่มีอะไรในกอไผ่ ให้ตายเขาก็ไม่ มีทางเชื่อ
แต่เมื่อครู่เขาพยายามพูดลองเชิงดู เซียวหมิงเยวี่ยกลับเพิกเฉย ต่อคำพูดเขา และไม่ได้บอกว่าเธอมีแฟนหรือไม่
…
เซียวหมิงเยวี่ยกลับมาที่ห้อง แต่เนื่องจากเสื้อผ้าเปียกจากหิมะ เธอจึงเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่และโยนเสื้อผ้าสกปรกลงในเครื่องซักผ้า
เธอนั่งบนโซฟา แล้วปล่อยฟู่กุ้ยและเสี่ยวฮุยฮุยออกมาข้างนอก
ตอนนี้เสี่ยวฮุยฮุยโตขึ้นมากแล้ว อาจเป็นเพราะการกินดีอยู่ดีใน มิติ เส้นขนของมันดูเงางาม แม้แต่แววตาก็ดูเฉลียวฉลาดขึ้นมาก
ฟู่กุ้ยเดินสำรวจรอบ ๆ ห้อง ทุกสิ่งที่มันเห็นล้วนแปลกใหม่ มัน นอนราบกับพื้นข้างหน้าต่างกระจกบานใหญ่ มองทิวทัศน์หิมะ ภายนอกด้วยความประหลาดใจ
มันหันกลับมามองเซียวหมิงเยวี่ย แล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง อีกครั้ง ดวงตาทั้งคู่เบิกกว้างราวกับเป็นไข่ห่าน
เซียวหมิงเยวี่ยเกือบลืมไปว่าฟู่กุ้ยไม่เคยเห็นหิมะมาก่อน วันนี้
เป็นครั้งแรกที่มันได้เห็น จึงไม่แปลกที่จะแสดงท่าทางเช่นนี้ออกมา
ฟู่กุ้ยตะกุยหน้าต่างพยายามจะออกไปข้างนอก แต่เซียวหมิงเยวี่
ยห้ามมันไว้
“เฮ้ ๆ ๆ เลิกตะกุยหน้าต่างได้แล้ว ข้างนอกหนาวมาก ถ้าแกทุบ หน้าต่างจนพัง ฉันจะซวยได้นะ”
ฟู่กุ้ยเอียงคอมองด้วยความงุนงง หนาว? หนาวคืออะไร? ไม่เห็น เข้าใจเลย
แต่ในเมื่อเจ้านายห้ามไว้ มันจึงเลิกใช้อุ้งเท้าตะกุยหน้าต่าง
ฟู่กุ้ยมองทิวทัศน์หิมะข้างนอกด้วยความหลงใหล อยากออกไป วิ่งเล่นข้างนอกมาก
เซียวหมิงเยวี่ยลูบหัวของเสี่ยวฮุยฮุยแผ่วเบา เจ้าหมาป่าคลอ เคลียอยู่ที่เท้าของเธออย่างว่าง่าย ช่างน่ารักเสียจริง ๆ
ฟู่กุ้ยหรี่ตาลง เดินเข้ามาเตะเสี่ยวฮุยฮุยออกไป แล้วเอาหัวหนุน ตักเซียวหมิงเยวี่ยพลางร้องขอให้เธอลูบบ้าง
เซียวหมิงเยวี่ยหัวเราะออกมา ฟู่กุ้ยโตแต่ตัวจริง ๆ
เซียวหมิงเยวี่ยลูบหนวดเคราเสือของฟู่กุ้ย พลางครุ่นคิดถึงร้าน มูนฟาร์ม
สองสามวันมานี้ยอดสั่งซื้อของมูนฟาร์มพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว คิวยาวเหยียดจนถึงเดือนหน้า คงเป็นเพราะคนที่ไม่ได้เข้าเมือง บันเทิงกลัวว่าหิมะจะตกหนักจนถนนหนทางปิดขาด ซึ่งอาจส่งผลให้ เสบียงอาหารมาส่งไม่ได้ พวกเขาจึงแห่กันมาสั่งซื้อของจากมูนฟาร์ม ราวกับไขว่คว้าฟางเส้นสุดท้าย