ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 32 ช่างเป็นมื้อที่จัดเต็ม!
เซียวหมิงเยวี่ยกับลู่หนานซานเจอกันในชุมนุมของมหาวิทยาลัย พูดคุยกันมาครึ่งปี ครั้งหนึ่งเจี่ยงหลี่เจียวมาเห็นตอนที่ทั้งสองออกมา เที่ยวเล่นข้างนอกด้วยกัน ทำให้อีกฝ่ายรู้เรื่องนี้
ชาติที่แล้วของเธอก่อนวันสิ้นโลก เซียวหมิงเยวี่ยกับลู่หนานซาน เลิกรากันไป จากนั้นก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกกระทั่งเข้าปีที่สองของวันสิ้น โลก ตอนที่น ้าท่วมไหลทะลัก เจ้าหน้าที่ชุมชนเห็นว่าเธอเป็นหญิง สาวน่าสงสาร จึงจัดให้เธอพักอยู่ชั้นล่างและยังมอบมันหวานให้เธอ ด้วย
ครอบครัวของลู่หนานซานถูกจัดให้พักอยู่ชั้น 27 ทำให้ต้องเดิน ขึ้นบันไดขาลากทุกวัน
เมื่อทั้งสองบังเอิญพบกัน ลู่หนานซานก็อิจฉาที่เธอได้พักชั้นล่าง หลังล่อลวงเธอด้วยการพูดหว่านล้อมไม่สำเร็จ เขาก็ใช้กำลังบังคับ ให้เธอออกไปแล้วยึดที่พักของเธอ
ภายหลัง เซียวหมิงเยวี่ยไม่มีทางเลือกอื่นจึงทำได้แค่อาศัยอยู่ใน โรงรถใต้ดิน ซึ่งแออัดไปด้วยผู้คนหลายหมื่น
เธอไม่มีทางลืมสีหน้าเกรี้ยวกราดของลู่หนานซาน และท่าทีดู แคลนของครอบครัวเขา
หากได้พบไอ้เศษสวะนั่นอีกครั้ง เธอจะไม่มีทางปล่อยเขา ลอยนวล
“เราเลิกกันนานแล้ว” เซียวหมิงเยวี่ยคร้านจะชายตามอง
“ฉันคิดว่าพี่หนานซานหล่อมาก ครอบครัวเขาก็รวยด้วย น่าจะมี ผู้หญิงมาติดเขาเป็นพรวน พี่หมิงเยวี่ยทำไมถึงเลิกกันล่ะ ใครบอก เลิกใครเหรอ?” เจี่ยงหลี่เจียวถามซักไซ้
เซียวหมิงเยวี่ยเงยหน้ามองพลางถาม “ทำไม เธอชอบเขาเหรอ? งั้นฉันให้เบอร์เขากับเธอดีไหม? เธอจะได้โทรไปหาพี่หนานซานไง สนิทกับเขามากไม่ใช่เหรอ?”
เจี่ยงหลี่เจียวคงจะตีความไปว่าตัวเธอเป็นฝ่ายถูกทิ้ง คิดว่าฟัง แล้วไม่รู้หรือ?
เจี่ยงหลี่เจียวปัดมืออย่างเขินอาย “เปล่า ฉันไม่ได้หมายความ แบบนั้น!”
“แล้วเธอหมายความยังไง?” เซียวหมิงเยวี่ยส่งสายตาเย็นชา
เจี่ยงหลี่เจียวโพล่งบอก “ยายดูพี่หมิงเยวี่ยสิ แค่พูดเล่นเธอก็ โกรธซะขนาดนี้”
“เอาละ อายุเท่าไหร่กันแล้ว ยังจะมาทะเลาะกันอีก ไม่ใช่เด็ก ๆ แล้วนะ พี่สาวแกโตแล้ว เป็นธรรมดาที่จะมีคนคุย ถ้าเลิกกันก็ หมายความว่าเข้ากันไม่ได้ หน้าตาดีแล้วมีประโยชน์อะไร มีคนดี ๆ อีกตั้งมากมาย”
คุณยายอยู่มานาน มีลูกไม้อะไรที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนบ้าง
เจี่ยงหลี่เจียวโกรธมากจนหน้าเปลี่ยนสี ขณะพยายามอดกลั้น คำพูดเอาไว้
ไม่นานอาหารก็ถูกยกมาวาง มื้อนี้จัดเต็มราวกับฉลองปีใหม่
อาหารจานหลักคือซี่โครงหมูตุ๋นกับมันฝรั่ง หมูผัดขึ้นฉ่าย ผัด ผัก ขาหมูตุ๋น เนื้อผัดซอส และอื่น ๆ ป้าสะใภ้รองยังนึ่งหมั่นโถวมาให้ อีกด้วย
“อาหารพร้อมแล้ว มากินกัน ระวังด้วย!” เจี่ยงย่วนยกขาหมูตุ๋น มาวางไว้บนโต๊ะ
เซียวหมิงเยวี่ยหาข้ออ้างไปเอาของที่รถ แต่ความจริงเธอไปหยิบ โค้กสองขวดใหญ่ออกมาจากมิติ เจี่ยงจ้วงตาลุกวาวในทันใด จ้อง โค้กในมือเธอตาเป็นมัน
ทว่าครั้งนี้เขาไม่กล้าโวยวายเพราะกลัวทำให้เซียว
หมิงเยวี่ยโกรธแล้วเธอจะไม่ยอมให้เขากิน
ลุงรองถูมือ “มีเนื้อ ผัก และยังมีโค้กในดื่ม ดีกว่าอาหารที่เรากิน ก่อนอุณหภูมิจะพุ่งสูงขึ้นเสียอีก อย่างกับฉลองปีใหม่เลย!”
เจี่ยงย่วนยกชามมา ตักกับข้าวใส่ชามอย่างละนิด หยิบหมั่นโถว สองลูกให้ภรรยาที่กำลังอยู่ไฟ
“เอาซี่โครงหมูให้เธอกินอีกสิ ฮุ่ยฮุ่ยต้องกินดี ๆ!” แม่เซียวช่วย คีบใส่ชามเพิ่มให้
เจี่ยงย่วนขอบคุณเธอก่อนยกชามกลับไป
ป้าสะใภ้ใหญ่เหลือบมอง ใครจะไม่อยากกินซี่โครงบนโต๊ะแบบนี้
บ้างเล่า
เจี่ยงจ้วงน ้าลายสอ ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อ เขาคงกระโจนขึ้นโต๊ะไป แล้ว เจี่ยงหลี่เจียวเลิกแสร้งเป็นกุลสตรีแล้วหยิบตะเกียบขึ้น รอเวลา เริ่มลงมือกิน
ครอบครัวเธอไม่ได้กินเนื้อมานานจนลืมไปแล้วว่ารสชาติเป็น อย่างไร ไหนจะยังมีผักใบเขียวให้กินด้วยอีก
ทุกคนต่างตาเป็นประกาย จดจ้องอย่างกับหมาป่าหิวโหย
ลุงรองกับป้าสะใภ้รองก็หิวมากเช่นกัน มีเพียงตระกูลเซียวที่ใจ เย็น ครอบครัวพวกเขามีเนื้อกินเป็นปกติ ไม่ได้แปลกประหลาดแต่ อย่างใด
คุณยายระบายยิ้มก่อนบอก “รออะไรอยู่เล่า กินกันสิ”
สิ้นคำผู้เป็นยาย เจี่ยงจ้วงกับเจี่ยงหลี่เจียวก็ยื่นตะเกียบมา พวก เขาอดใจรอกินซี่โครงหมูไม่ไหวแล้ว
“กลิ่นหอมมาก!”
เจี่ยงจ้วงเอ่ยงึมงำทั้งที่ยังเคี้ยวไม่หมด คีบเนื้ออีกสองชิ้นวางใน ชามราวกับกลัวถูกแย่งไป
ลุงใหญ่ขมวดคิ้ว “ทำไมถึงทำตัวเป็นผีอดอยาก เราก็กินกันที่
บ้านตลอดไม่ใช่เหรอ”
ป้าสะใภ้ใหญ่ยัดหนังขาหมูตุ๋นเข้าปาก เมื่อได้ยินสามีพูดแบบ นั้นก็เช็ดปากมันแผล็บก่อนบอก
“เจี่ยงจ้วง ค่อย ๆ กิน เดี๋ยวสำลัก”
ทันทีที่พูดจบ เธอก็เรอออกมาเสียเอง
ลุงใหญ่มองค้อนเธอ แต่ความเร็วมือในการคีบอาหารก็ยังไม่ตก
ไม่นานอาหารก็ถูกสวาปามเกลี้ยง ไม่เหลือแม้แต่น ้าแกงสักหยด
“อร่อยมาก อร่อยจริง ๆ”
เจี่ยงจ้วงเลียมือหลังกินหมั่นโถวจิ้มน ้าแกงชิ้นสุดท้ายหมด
“พี่หมิงเยวี่ย เทโค้กให้สักแก้วได้ไหม” เด็กชายมองเซียวหมิงเยวี่
ยอย่างออดอ้อน
“เมื่อครู่นายยังต่อว่าฉันอยู่เลย ตอนนี้มานับเป็นพี่แล้วเหรอ?”
เจี่ยงจ้วงยิ้มตาหยี “ผมผิดไปแล้วพี่ เทให้ผมอีกแก้วนะ อีกแค่ แก้วเดียว ขอร้องละ! ได้โปรด!”
ลุงใหญ่โมโหเมื่อเห็นเขาทำตัวน่าสมเพชแบบนั้น แต่ก็ถือทิฐิเกิน กว่าจะพูดอะไรออกไป
เซียวหมิงเยวี่ยเม้มปากก่อนเทโค้กที่เหลือในขวดให้เขา มัน ไม่ได้มีราคาแพงอยู่แล้ว เธอยังมีสำรองในมิติไว้อีกมาก จึงไม่ จำเป็นต้องมาเอาชนะเด็กคนเดียว
เจี่ยงจ้วงรับมาราวกับเป็นสมบัติ มีความสุขจนแทบกระโดดตัว ลอย แต่เขากระโดดไม่ขึ้นเพราะตัวอ้วนเกินไป
เซียวหมิงเยวี่ยยังไม่เข้าใจว่าทำไมเขายังอ้วนท้วนได้ขนาดนี้ ทั้ง ที่อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นมานานแล้ว และหลายคนก็ไม่มีอันจะกิน
เจี่ยงจ้วงกอดขวดโค้กที่เหลือครึ่งหนึ่งเอาไว้ ไม่ยอมแบ่งให้ใคร จะเก็บเอาไว้ดื่มคนเดียว ทั้งยังบอกว่าจะเอากลับบ้านไปด้วย
ผู้ใหญ่ไม่คิดจะวอแวกับเขา
เซียวหมิงเยวี่ยไม่ได้กินเยอะ พ่อเซียวกับแม่เซียวก็กินไปได้แค่ 5 นาที อาหารส่วนใหญ่ตกอยู่ในท้องครอบครัวลุงใหญ่หมด
แม้ยายจะไม่พอใจอยู่บ้าง สุดท้ายเธอก็ไม่ได้พูดอะไร ดูเหมือนว่า ครอบครัวลุงใหญ่จะไม่ได้สุขสบาย ไม่อาจเทียบได้กับครอบครัวของ แม่เซียว
หลังทานข้าวเสร็จทุกคนก็มารวมตัวพูดคุยกัน บ่นเรื่องอากาศ ร้อน ไม่มีอันจะกิน และไม่มีน ้าใช้…
ไม่นานฟ้าก็มืด ครอบครัวของเซียวหมิงเยวี่ยเตรียมตัวกลับแล้ว แต่ครอบครัวของลุงใหญ่ไม่อยากกลับ
“แม่ ผมไม่อยากกลับบ้าน ที่บ้านร้อนเกินไป ผมก็อยากตากแอร์ บ้าง!” เจี่ยงจ้วงทำตัวราวกับถูกตอกไว้ติดโซฟา
ป้าสะใภ้ใหญ่ยิ้มเจื่อน “เจ้าเด็กคนนี้ ยังไงก็ต้องกลับบ้าน อยู่ นานกว่านี้ได้อีกหน่อยเท่านั้น น้องสี่ น้องเขย กลับกันไปก่อนเลย เรา ว่าจะอยู่คุยกับครอบครัวน้องรองอีกหน่อย”
แน่นอนว่าเธอเองไม่อยากกลับ ยังไม่ได้เนื้อกลับบ้านเลยไม่ใช่ หรือ?
หลังจากครอบครัวน้องสี่กลับไปแล้ว เธอจะหาโอกาสเกลี้ยกล่อม น้องรอง อีกฝ่ายน่าจะลำบากใจเกินกว่าจะปฏิเสธ เธอก็จะได้แบ่งเนื้อ ผัก และของอื่น ๆ กลับบ้าน และต้องเอาแอปเปิลติดไม้ติดมือไปสัก หน่อย
เมื่อเห็นป้าสะใภ้ใหญ่จ้องไปทางตู้เย็น เซียวหมิงเยวี่ยก็เข้าใจได้ ทันที
เธอไม่ได้คิดเล็กคิดน้อย เธอช่วยครอบครัวลุงรองได้ แต่ไม่อาจ ควบคุมทุกอย่างได้ ถึงจะสูญเสียไปบ้าง พวกเขาก็ต้องเผชิญด้วย ตนเองจึงจะเข้าใจ
เสียงตบเพียะดังขึ้น พ่อเซียวตบยุงตายไปตัวหนึ่ง
“มืดแล้ว ยุงออกหากินแล้วละ”
ลุงรองเอาพัดลมออกมา “ใช่ ช่วงนี้ยุงเยอะขึ้นเรื่อย ๆ ตอน กลางคืนชุมมาก น่ารำคาญสุด ๆ ฉันต้องนอนในมุ้งอยู่ตลอด”
“เปิดแอร์เอาไว้ดีกว่า ซื้อยากันยุงมาติดบ้านเอาไว้ด้วย จะได้ไม่ ถูกกัด” ยายบอกด้วยความเป็นห่วง
จื่อจื่อเพิ่งเกิด ยิ่งได้เห็นหน้าเหลนก็ยิ่งใจอ่อนระทวย
ลุงรองพยักหน้าก่อนบอก “แม่พูดถูก ผมจะไปหาซื้อยากันยุงสัก 2 ขวดที่ซูเปอร์ในเมืองครับ”
เซียวหมิงเยวี่ยพลันบอก “ซื้อเพิ่มอีกสิคะ ซื้อเป็น
กล่องติดเอาไว้ที่บ้านเลย แล้วก็ยาน ้าสำหรับเด็กด้วย อากาศ ร้อนเร็ว เสียเวลาไปซื้อคราวเดียวแล้วค่อย ๆ ใช้ ที่นี่อยู่ห่างจากเมือง จะได้ไม่ต้องเทียวไปเทียวมา”
เมื่อเกิดโรคระบาดจากยุง ยากันยุงจะราคาสูงลิ่ว ของขาดตลาด จนมีไม่ถึง 5,000 ขวด ยิ่งไปกว่านั้นยุงพันธุ์ใหม่ยังดื้อยา มักปรากฏ ตัวเป็นฝูงใหญ่ น่าหวาดกลัวไม่น้อย จำเป็นต้องใช้ยากันยุงหลาย ขวดในคราวเดียวถึงจะได้ผล
“หมิงเยวี่ยพูดถูก งั้นฉันจะไปซื้อเป็นกล่องกลับมาเลยแล้วกัน” ลุงรองคล้อยตาม
ป้าสะใภ้ใหญ่แอบกลอกตา ทำไมต้องซื้อมากมายขนาดนั้นด้วย ก็แค่ยุงไม่กี่ตัวไม่ใช่หรือ แค่หนึ่งกระป๋องก็เพียงพอสำหรับฤดูร้อน แล้ว
ทุกวันนี้มันราคาแพงมาก สิ้นเปลืองเงินชัด ๆ!
มีแค่คนโง่เท่านั้นแหละที่จะซื้อ!