ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 41 ครอบครัวแสนอาภัพ
ลุงใหญ่พูดด้วยความโกรธ “ที่บอกว่าบ้านของเธอหมายความว่า ไง ที่นี่เป็นบ้านฉัน! เราทุ่มเงินเก็บทั้งหมดเพื่อซื้อบ้านหลังนี้ ถ้าเธอ ไม่ยืนกรานว่าจะซื้อที่นี่ เราจะขายบ้านหลังเดิมเหรอ!”
ลุงใหญ่มองค้อนป้าสะใภ้ใหญ่ก่อนเอ่ยเกรี้ยวกราด “เธอก็ด้วย! พวกเขาบอกว่าอยากซื้อ เธอก็ยอมซื้อเหรอ? ไม่ปรึกษาฉันสักคำ ถ้า พวกเขาต้องการชีวิตเธอ เธอก็จะตายให้เหรอ!”
ป้าสะใภ้ใหญ่ปาดน ้าตาด้วยความเศร้าใจ “ฉันจะไปทำอะไรได้ ล่ะ”
เซียวอวี่ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจแล้วเอ่ย “พ่อ พูดแบบนี้กับลี่ลี่ได้ ยังไง เธอเป็นลูกสะใภ้ของพ่อนะ ผมคิดว่าพ่อน่าจะได้บทเรียนในคุก ที่ไหนได้ นิสัยของพ่อแย่ลงกว่าเดิมอีก”
“เจ้าเด็กชั่ว พูดอะไรออกมา!” ลุงใหญ่พลันฉุนเฉียว ต้องการ เข้ามาทำร้ายเซียวอวี่
ป้าสะใภ้ใหญ่รีบขวางขณะบอก “จะตีลูกชายตัวเองได้ยังไง มี อะไรก็พูดกันดี ๆ”
ลุงใหญ่ผลักภรรยาออกไปแล้วเอ่ย “หลบไป! วันนี้ฉันจะฆ่าไอ้ลูก ชายอกตัญญูคนนี้ซะ!”
ลี่ลี่ยื่นท้องแล้วกล่าว “เอาเลย ฉันสู้กลับนะ ใครจะไปสนบ้านหลัง นี้ล่ะ อยู่ตั้งชั้น 21 สูงขนาดนี้ให้อยู่ฟรียังไม่มีใครเอาเลย! มีแต่ฉันที่โง่ อยู่ที่นี่และมีชีวิตอาภัพแบบนี้!”
ลุงใหญ่มองท้องลี่ลี่แล้วทำใจลงมือไม่ได้ในทันที ในนั้นมี หลานชายเขาอยู่
“เธอไม่ใช่เหรอที่ดันทุรังจะซื้อให้ได้! ราคารวมตั้ง 3.2 ล้านหยวน ถ้าไม่ใช่เพราะว่าเธอหัวแข็ง ครอบครัวเราคงไม่ลำเค็ญขนาดนี้
หรอก!” ลุงใหญ่ยังคงโมโห
ขณะนี้ผู้เป็นย่าก็เดินเข้ามา เธอเปลี่ยนจากหญิงเฒ่าอ้วนท้วน กลายเป็นหญิงเฒ่าซูบผอม แขนลีบเล็กและผิวคล ้า เสื้อผ้าสกปรก จนไม่เห็นสีเดิม
ตั้งแต่อุณหภูมิสูงขึ้น เธอเป็นหญิงเฒ่าที่ต้องเดินขึ้นชั้น 21 ทุก วัน เพื่อลงไปตักน ้าและซื้อข้าว ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีใครแยแสว่าเธอจะอยู่ หรือตาย ถูกรังเกียจและไร้ประโยชน์
ด้วยเหตุนี้ต่อให้เธอเหนื่อย หรือลำบากในการเดินขึ้นบันไดแค่ ไหน เธอก็ยังต้องเดินขึ้นลงทุกวัน เพื่อไปเทของเสียทั้งหนักเบา
“เจ้าใหญ่ เลิกโวยวายสักที แกได้ออกจากคุกมาเร็วก็ดีมากแล้ว ฉันทนกินมันฝรั่งครึ่งลูกไม่ไหว ยกให้แกแล้วกัน”
ลุงใหญ่ตวาดระบายความโกรธกับย่า
“หุบปาก! แม่มีสิทธิ์มาพูดด้วยเหรอ!”
ย่าหดคอด้วยความกลัวและไม่กล้าปริปากอีก
ภรรยาเขาเม้มปาก ยายแก่หนังเหนียว ทำไมถึงยังมีชีวิตอยู่กัน นะ?
“แม่ ฉันบอกให้โทรไปหาน้องรองแล้ว ได้บอกเขาหรือยัง?”
ลี่ลี่กำลังท้องอยู่ ไม่สามารถลองดีด้วยได้ไปพักหนึ่ง ต่อให้ เซียวอวี่เป็นลูกชายเธอ เธอก็ไม่สามารถต่อว่าได้ ช่วงนี้จึงระบาย ความโกรธกับหญิงเฒ่าผู้นี้ พักหลังเธอชักเริ่มไม่พอใจ ทำไมอากาศ ร้อนระอุไม่พรากชีวิตของอีกฝ่ายไปซะ
ก่อนหน้านี้ครอบครัวน้องรองส่งเงินมาให้เดือนละ 1,500 หยวน ถือว่าไม่น้อยทีเดียว ตอนนี้แม่สามีเป็นเพียงคนแก่ไร้ค่า รู้แต่จะกินจะ ดื่ม สิ้นเปลืองอาหารเหลือเกิน!
ย่าผงกหัวซ ้า ๆ แล้วบอก “บอกแล้ว ๆ!”
หญิงชราอมทุกข์แต่ไม่อาจระบายความเจ็บปวดภายในใจได้ ตั้งแต่ตัดขาดกับครอบครัวลูกชายคนรอง ลูกสะใภ้ใหญ่ปฏิบัติกับเธอ ย ่าแย่ลงทุกที
เปลี่ยนหน้าเป็นคนละคน ไม่มีลูกสะใภ้แสนกตัญญูอย่างก่อน หน้านี้แล้ว
หญิงชราเองก็ก่อปัญหา โวยวาย พ่นวาจาหยาบคาย และ อาละวาด ทว่าอีกฝ่ายกลับหมางเมินและตะโกนไล่ให้ออกไปจากที่นี่ ภายหลังจึงไม่กล้าโวยวายอีก
เธอยังต้องอยู่กับครอบครัวลูกชายคนโต จะจากไปไหนได้ ดังนั้น จึงต้องอดทนและไม่กล้าที่จะโต้ตอบลูกสะใภ้ใหญ่อีก
เซียวอวี่ว่าอย่างเหลืออด “ย่า รีบโทรไปขอเงินจากอารองเร็วเข้า! นังเซียวหมิงเยวี่ยขายบ้านราคาแพงหูฉี่ให้เรา ตอนนี้มีราคาไม่ถึง แสนหยวน ใครจะอยากได้ ไปขอเงินคืนจากเธอเลย!”
“ใช่แล้ว นังชั่วนั่น ฉันคิดว่ามันจงใจทำ คงรู้อยู่แล้วว่าบ้านจะ ราคาตก ก็เลยตั้งใจทำร้ายเรา!” ป้าสะใภ้ใหญ่เห็นด้วย
ลุงใหญ่กินมันฝรั่งครึ่งหัวนั้นแล้วบอกด้วยความโมโห
“อยู่ในคุกฉันไม่ได้กินดี มาคุยกันเถอะ แม่บอกอะไรกับน้องรอง บ้าง”
ย่าตอบแต่โดยดี “ฉันบอกเขาว่าแกออกมาจากคุกแล้ว ลี่ลี่ตั้ง ท้อง ฉันต้องเดินขึ้นลงบันไดทุกวันเพื่อไปซื้อข้าวราคาพิเศษ ครอบครัวเรายากลำบากมาก ก็เลยขอเงินจากเขา”
“แล้วเขาว่ายังไง ให้หรือเปล่า?” ป้าสะใภ้ใหญ่โพล่งถาม
“เขา… เขาบอกว่าฉันตัดขาดกับเขาก่อน จากนั้นก็วางสายไป เลย” น ้าเสียงของหญิงชราเบาลงเรื่อย ๆ
ป้าสะใภ้ใหญ่กลอกตาอย่างหงุดหงิดใจแล้วบอก “ไร้ประโยชน์ จริง ๆ ให้ไปขอก็ไม่ได้เงินกลับมาสักนิด”
สายตาของลุงใหญ่เต็มไปด้วยความโกรธ เขาสบถเสียงดัง
“แม่ถูกลาเตะหัวมาเหรอ! ไปตัดขาดกับเขาทำไม ตอนนี้ใครจะ ให้เงินใช้ ผมถามว่าใครจะให้เงินใช้! แม่ แม่ไม่ได้หวังให้ผมหาเลี้ยง ยามแก่เฒ่าใช่ไหม? ดูสิว่าชีวิตผมเป็นยังไง! ไม่มีอาหารให้แม่กินแล้ว ด้วยซ ้าไม่ใช่เหรอ ไปหาลูกคนรองซะ!”
“ลูก แม่ไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน แล้วจะไปหาเขาได้ยังไง…”
ย่าก้มหัวเมื่อถูกต่อว่า เสียงแผ่วลงเรื่อย ๆ อย่างกับเด็กที่ไปทำ ความผิดมา
“จะหาเขายังไงก็เรื่องของแม่ ไล่เคาะประตูทุกบ้านในเมืองทางใต้ เดี๋ยวก็หาเจอเองแหละ” ลุงใหญ่ว่าอย่างเย็นชา
ลี่ลี่ขมวดคิ้วและดูแคลนในใจ เดิมทีพ่อสามีนิสัยไม่ดีอยู่แล้ว แต่ หลังออกจากคุก นิสัยของเขายิ่งเลวร้าย ราวกับประทัดที่พร้อมระเบิด ได้ทุกเมื่อ
ดูเหมือนเธอจะอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้ว อลหม่านวุ่นวายแบบนี้ แทบจะไม่นับว่าเป็นคนแล้ว
เมื่อคลอดเด็กในท้องออกมา เธอก็จำต้องอยู่กับครอบครัว ยากจนนี้ไปตลอดชีวิต
แววตาลี่ลี่ยิ่งมืดมนขณะกำโทรศัพท์ก่อนตัดสินใจได้
ลุงใหญ่ยังก่นด่าไม่เลิก “น้องรองก็ช่างใจดำ เขามีชีวิตสุขสบาย ในบ้านหลังใหญ่ ไม่สนใจแม่กับพี่ชาย! ถ้ารู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน ฉันจะสั่ง สอนให้รู้สำนึก ให้เขาได้รู้ว่าพี่ชายก็เหมือนพ่อคนหนึ่ง!”
ป้าสะใภ้ใหญ่กัดฟันกรอดด้วยความคับแค้นเมื่อนึกได้
“ครอบครัวนั้นใจดำ โดยเฉพาะเซียวหมิงเยวี่ย นางนั่นทำให้เรา ต้องเดือดร้อน! บ้านหลังนี้มูลค่าไม่ถึงแสนด้วยซ ้า กล้าดียังไงขายให้ เราตั้ง 3.2 ล้าน!”
ย่ากลัวถูกกล่าวโทษจึงร่วมผสมโรงต่อว่า
“ใช่แล้ว ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้ารองกับนางชั่วเซียวหมิงเยวี่ย ฉัน น่าจะโยนหล่อนทิ้งชักโครกให้จมน ้าตายไปตั้งแต่แรก”
“เอาละ ๆ เลิกโวยวายสักที ฉันเหนื่อยแล้ว แยกย้ายกันไปนอน เถอะ” ลี่ลี่หาว
เซียวอวี่ตาเป็นประกาย “ลี่ลี่ คุณไม่ไปแล้วเหรอ?”
เธอพยักหน้าอย่างเฉยเมยแล้วกลับขึ้นเตียง
“ดีเลย ผมว่าแล้วว่าคุณแค่พูดเพราะโกรธ” เขาตามไป
เธอปัดมือแล้วบอก “ไป ๆ ไปเทน ้าให้ฉันแก้วหนึ่ง ดื่มน ้าเสร็จ แล้วฉันจะเข้านอนแล้ว”
“แม่ ไปเทน ้าให้แก้วหนึ่ง ลี่ลี่อยากดื่มน ้า!” เขาตะโกน
ป้าสะใภ้ใหญ่ยังนิ่งก่อนสั่ง “แม่ ยังมีน ้าที่ไปเอาวันนี้อยู่หรือเปล่า ไปเทน ้ามาให้ลี่ลี่ที”
ย่ารีบไปทำให้ทันทีโดยไม่บ่นสักคำ
ตกดึก
ลี่ลี่ย่องออกจากห้องนอน สวมหมวกกันยุง ค้นแล้วกวาดเงินมา หมดลิ้นชัก ก่อนออกจากบ้านไปอย่างเงียบเชียบ
“สวัสดีค่ะ พี่พาน ฉันลี่ลี่เอง คุณอยู่ชั้นล่างใช่ไหม? ฉันจะลงไป เดี๋ยวนี้”
ลี่ลี่เอ่ยเสียงหวานเยิ้ม ออดอ้อนชายหนุ่มปลายสาย
“ตอนนี้รู้จักกันแล้วเหรอ?” อีกฝ่ายถามขึ้น
เธอแสร้งสะอื้นแล้วเอ่ยยอมรับผิด “พี่พาน ฉันเสียใจ พี่พูดถูกที่
บอกว่าฉันคิดไม่ได้ คิดยังไงไปแต่งงาน อยู่กับพี่แบบก่อนหน้านี้ยัง ดีกว่าอีก”
“พี่พาน อย่ารังเกียจฉันเลย ฉันไม่ได้อยากอุ้มท้อง อยากจะทำ แท้งทุกวัน แต่ว่าโรงพยาบาลไม่ให้ทำ ครอบครัวนี้ก็จับตามองจนฉัน ไปโรงพยาบาลไม่ได้”