ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 443 แถมตอนพิเศษ
หนึ่งเดือนต่อมา เซียวหมิงเยวี่ยได้รับบัตรเชิญงานแต่งงานของผู้ บังคับการซ่งและว่านถง
ผู้บังคับการซ่งเชิญทั้งครอบครัวเซียวไปร่วมงานด้วย คุณแม่ เซียวกำลังรู้สึกเบื่อ ๆ หลังจากหายดีแล้ว เธออยากจะไปร่วมงาน สังสรรค์เสียเหลือเกิน จึงเตรียมตัวจะไปงานด้วยชุดที่หรูหราที่สุด
สามีภรรยาเซียวและเซียวหมิงเยวี่ย พร้อมด้วยเซียวซีวั่ง ครอบครัวสี่คนออกเดินทางกันอย่างครื้นเครง
นับตั้งแต่เกิดภัยพิบัติธรรมชาติมานานหลายปี นี่เป็นการไปงาน เลี้ยงฉลองมงคลสมรสครั้งแรกของครอบครัวเซียว เซียวหมิงเยวี่ย รู้สึกตื่นเต้น และดีใจกับคู่บ่าวสาวมากจริง ๆ
พอไปถึงสถานที่จัดงาน ต้องบอกว่าคนเยอะมากจนน่าตกใจ ทุก คนที่มาร่วมงานต่างมีรอยยิ้มบนใบหน้า งานเลี้ยงสังสรรค์ทั่วไป อาจจะพบเห็นได้บ่อย แต่การจัดงานแต่งงานนั้นหาได้ยากยิ่ง
ถึงแม้ว่าคู่บ่าวสาวผู้บังคับการซ่งและว่านถงอยากจัดงานเล็ก ๆ ก็ ตาม และพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายก็ตกลงกันแล้ว แต่ก็แอบเชิญแขกมาเพิ่ม อีกหลายโต๊ะ
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพื่อนเก่าที่เคยอยู่เมืองเผิงจิง เพราะว่าตอนนี้
ย้ายมาอยู่สถานที่ใหม่แล้ว จะไม่เชิญเพื่อนเก่ามาได้อย่างไร?
ทั้งเพื่อนเก่าและเพื่อนใหม่มาร่วมงานกันมากมาย ทำให้ภายใน งานคึกคักมาก พ่อแม่ของผู้บังคับการซ่งยืนต้อนรับแขกอยู่ที่ประตู จนแทบไม่ได้หยุดพัก ใบหน้าเปื้อนยิ้มอยู่ตลอดเวลาด้วยความอิ่มเอม ใจ
โดยเฉพาะผู้คนที่เคยอยู่เมืองเผิงจิง ซึ่งเผชิญกับความ ยากลำบากมาด้วยกันหลายปี ในที่สุดก็ผ่านพ้นมาได้
การได้มารวมตัวกันในครั้งนี้ เหล่าเพื่อนฝูงได้พูดคุยกัน และ รำลึกถึงประสบการณ์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา…
“พวกคุณไม่รู้หรอกว่า ตอนอากาศร้อนจัดปีนั้น ผมเป็นลมล้ม พับข้างถนนกลางแดดเปรี้ยง ถ้าไม่เจอเด็กหนุ่มใจดีคนหนึ่งผ่านมา ช่วย ผมคงถูกแดดแผดเผาจนแห้งเป็นมัมมี่ไปแล้ว!”
“โอ๊ยพี่หวัง อย่าพูดถึงอากาศร้อนสิ ตอนนี้แค่นึกถึงก็รู้สึกใจสั่น แล้ว อุณหภูมิสูงถึง 50 องศาเซลเซียส แม่น ้าและอ่างเก็บน ้าเหือด แห้งหมด ข้าวของทุกอย่างราคาแพงหูฉีก แอร์ก็ดันเสียอีก ไม่รู้ว่า ตอนนั้นเอาตัวรอดแต่ละวันมาได้ยังไง…”
“ใช่ ๆ ๆ แล้วก็ตอนที่เกิดภัยแล้ง มียุงตัวเท่ากำปั้นเลยนะ น่ากลัว มาก พวกเขาเอาไปทำเป็นขนมไหว้พระจันทร์ยุง ฉันกินไปคำเดียวก็ อาเจียนออกมาหมด แต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้”
“พอเกิดพายุทราย ยุงก็น้อยลงไปเยอะเลย แต่พายุทรายเนี่ยน่า กลัวจริง ๆ ครั้งหนึ่งฉันไม่ทันระวังตัว เกือบจะปลิวขึ้นฟ้าไปแล้ว!”
“ตอนที่ฝนตกครั้งแรก ทุกคนดีใจกันใหญ่เลย คิดว่าเราจะผ่าน ช่วงเวลาที่ยากลำบากมาได้แล้ว ผมนี่รีบวิ่งออกไปอาบน ้ากลางสาย ฝนเพื่อฉลองเลย ใครจะไปคิดว่าฝนจะตกติดต่อกันนานถึงครึ่งปี ทำไมเรื่องร้าย ๆ ไม่จบเสียที?”
“แล้วจำตอนเกิดน ้าท่วมได้ไหม ฝนตกทุกวัน หนอนฟันแพร่ ระบาดยั้วเยี้ยไปหมด ฉันรู้สึกขยะแขยงจนกินข้าวไม่ลงเลย…”
“หนอนฟันยังไม่เท่าไหร่ แต่หนอนเน่าดำกับปลิงนี่แหละน่า ขยะแขยงที่สุด แถมหนอนเน่าดำยังมีกลิ่นเหม็นอีกด้วย”
“อย่าไปพูดถึงสิ มันเป็นเรื่องที่ไม่อยากนึกถึง ฉันกินหนอนฟัน จนชาชินไปแล้ว เพราะจำเป็นต้องทำเพื่อความอยู่รอด!”
“พอฝนหยุดตก อากาศก็แจ่มใส ทุกคนต่างดีใจกันใหญ่ แต่ใคร จะคาดคิดว่า สวรรค์ยังต้องการลงโทษให้เกิดอากาศเย็นจัดตามมา อีก เฮ้อ!”
“ตอนที่มีอากาศเย็นจัดปีนั้น ผมถูกขังอยู่ในบ้านหลายวัน โชคดี จริง ๆ ที่มีมูนฟาร์ม…”
แขกที่นั่งอยู่รอบข้างพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เซียวหมิงเยวี่ย นั่งฟังพลางเห็นด้วยกับคำพูดเหล่านั้น
เธอหวนนึกถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมาในช่วงหลายปีที่แล้ว ซึ่ง เป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความผันผวนและน่าตื่นเต้น
เซียวหมิงเยวี่ยยกแก้วชาขึ้นจิบ ขณะที่ความทรงจำในอดีต มากมายผุดขึ้นมาในหัว
ใครจะไปคิดว่าช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยอันตรายและความ ยากลำบากเหล่านั้น ตอนนี้ได้กลายมาเป็นเรื่องราวที่เพื่อนฝูงนำมา พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะผ่านพ้นไปแล้ว
“แม่หนูหมิงเยวี่ยมาเร็วจังเลยลูก? ครอบครัวของหนูมากันพร้อม หน้าพร้อมตาเลยนะ”
คุณปู่จี้เดินเข้ามาทักทายด้วยรอยยิ้ม โดยมีจี้ซานซานเดินตาม อยู่ข้าง ๆ
เซียวหมิงเยวี่ยลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า “คุณปู่จี้ พวกคุณมาถึง แล้วหรือคะ”
สามีภรรยาเซียวรีบลุกขึ้นยืนเช่นกัน พูดทักทายอย่างเป็นกันเอง ว่า
“ผู้อาวุโสจี้ ท่านสบายดีไหมคะ?”
“สบายดีครับ คุณนายเซียวล่ะเป็นอย่างไรบ้าง? แผลหายดีหรือ ยัง?”
คุณแม่เซียวตอบด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน “ฉันหายดีแล้วค่ะ อยู่ บ้านนานชักจะเบื่อ ได้ออกมาร่วมสนุกบ้างก็ดีเหมือนกัน”
“งั้นก็ดีแล้วล่ะ ดีแล้ว” คุณปู่จี้กล่าวคำขณะพยุงตัวด้วยไม้เท้า
“หนูก็มาเพื่อร่วมสนุกด้วยเหมือนกัน โอกาสได้กินขนมมงคล แบบนี้หาได้ยากนะคะ จริงไหมคะพี่หมิงเยวี่ย?”
จี้ซานซานยิ้มอย่างสดใส เธอได้ไปฝึกงานที่จี้กรุ๊ปเป็นระยะเวลา หนึ่ง ทำให้ดูสงบเสงี่ยมขึ้นมาก และดูแตกต่างจากเดิม
“ใช่ ฉันก็เหมือนเธอนั่นแหละ มาร่วมงานเพราะของอร่อย ๆ ว่า แต่ พี่ชายเธอล่ะ?” เซียวหมิงเยวี่ยถาม
จี้ซานซานชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง จี้เหวินซีถูกกลุ่มคนล้อมอยู่จน แทบออกไปไหนไม่ได้ พวกเขากำลังพูดคุยและชมเชยเขาอยู่
“ตอนนี้พี่ชายฉันเป็นคนดังไปแล้ว เหมือนกับขนมหวานที่ใคร ๆ ก็อยากได้ แถมยังมีผู้หญิงหลายคนมาชอบพี่เขาด้วยนะ พี่หมิงเยวี่ย ไม่คิดจะรีบทานของว่างบ้างหรือคะ?”
จี้ซานซานขยิบตาและพูดเป็นนัย
คุณปู่จี้ยังพูดแซวว่า “แม่หนูหมิงเยวี่ยเอ๋ย ตาเฒ่าคนนี้ก็คิดว่า มันถึงเวลาแล้วล่ะ พวกเธอจะเล่นตัวกันอยู่ทำไม ลองดูงานแต่งงาน ของคนอื่นสิ มันมีชีวิตชีวาแค่ไหน พวกเธอควรจะจริงจังได้แล้วนะ”
สามีภรรยาเซียวหันมองลูกสาวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม พวกเขาทั้งคู่ เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณปู่จี้พูด
เซียวหมิงเยวี่ยดูตกใจ หูทั้งสองแดงก ่า เธอหันไปทำหน้าดุใส่จี้
ซานซานด้วยความรู้สึกเขินอาย
ในที่สุด จี้เหวินซีก็สามารถจัดการกับกลุ่มคนที่เข้ามาพูดคุยได้ สำเร็จ เขาเดินเข้ามาพร้อมกับสีหน้าผ่อนคลาย แล้วถามว่า
“กำลังคุยอะไรกันอยู่หรือครับ? ทำไมดูมีความสุขกันจัง?”
“คุณลุงคุณป้า สบายดีกันไหมครับ คุณป้าสุขภาพแข็งแรงขึ้น บ้างหรือยัง?” จี้เหวินซีถามด้วยความเป็นห่วง
คุณแม่เซียวรู้สึกซาบซึ้งใจมาก “ดีเยี่ยมเลยจ้ะ ก็เธอเล่นส่ง อาหารเสริมมาให้ตั้งเยอะแยะ จะไม่หายได้ไงจริงไหม?”
แม่ยายมองดูว่าที่ลูกเขย ยิ่งมองก็ยิ่งถูกใจ
จี้ซานซานแทบรอไม่ไหวที่จะพูด “เมื่อกี้พี่หมิงเยวี่ยบอกว่า เห็น คนอื่นแต่งงานแล้วอิจฉาจัง แล้วก็บ่นกับพวกเราว่าพี่ช่างเป็นคนไม่โร แมนติกเอาซะเลย!”
จี้เหวินซีทำสีหน้าตกใจ แล้วก็หัวเราะออกมา “จริงเหรอ?”
ดวงตาเซียวหมิงเยวี่ยเบิกกว้าง รู้สึกเขินอายยิ่งกว่าเดิม
“ฉันไม่ได้พูดสักหน่อย ซานซาน เธอพูดเรื่องไร้สาระอีกแล้วนะ!”
จี้ซานซานทำหน้าตลกพร้อมพูดจาหยอกล้อ ทำให้ทุกคน หัวเราะกันอย่างมีความสุข
แม้แต่เซียวซีวั่ง ดูเหมือนเธอจะถูกบรรยากาศชวนให้หัวเราะคิก คักตามไปด้วย
“เจ้าหนูน้อยคนนี้ หรือเธอจะเข้าใจกันนะ ถึงได้หัวเราะอย่างเริง ร่าขนาดนั้น?”
คุณปู่จี้อายุมากแล้ว พอเห็นเด็กเล็ก ๆ ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเอ็นดู แม้แต่เสียงพูดก็ยังอ่อนโยนขึ้นมาก
เรื่องการรับเลี้ยงเซียวซีวั่ง เซียวหมิงเยวี่ยไม่ได้ปิดบังใคร ดังนั้น ทุกคนจึงรู้เรื่องนี้
คุณพ่อเซียวอุ้มเซียวซีวั่งไว้ในอ้อมแขน “คงรู้แหละครับ อย่าดู ถูกเด็กคนนี้เชียว ฉลาดอย่างกับกรด!”
คุณปู่จี้ยื่นนิ้วออกไปแหย่เซียวซีวั่งเล่น “เจ้าหนูน้อยเจ้าเล่ห์!”
“โอ้ ทุกคนมาถึงกันแล้วเหรอ! คุยกันสนุกสนานเลยนะ”
ผู้กำกับเหยียนเดินเข้ามา โดยมีเว่ยจวินเดินตามหลัง
“เสี่ยวเหยียนมาแล้วเหรอ” คุณปู่จี้ทักทาย
ตอนนี้ผู้กำกับเหยียนไม่ได้อยู่ในตำแหน่งผู้กำกับอีกต่อไป เนื่องจากเมืองเผิงจิงกลายเป็นซากปรักหักพังไปหมดแล้ว ตำแหน่งผู้ กำกับของเมืองเผิงจิงจึงไม่มีความหมายอะไรอีก
ผู้กำกับเหยียนถูกย้ายไปประจำอยู่ที่หน่วยงานอื่นโดยรัฐบาล กลาง ทำหน้าที่เป็นรองหัวหน้าหน่วยงานในปัจจุบัน
ตอนนี้เว่ยจวินไม่ได้เป็นผู้อำนวยการเว่ยแล้วเช่นกัน เขาถูกย้าย ไปทำงานในหน่วยงานอื่น
“เซียวหมิงเยวี่ย ไม่ได้เจอกันนานเลย สบายดีไหม?” เว่ยจวิน ถาม
เซียวหมิงเยวี่ยพยักหน้าเล็กน้อย “สบายดีค่ะ ตอนนี้ผู้อำนวยการ เว่ยไปทำงานอยู่ที่ไหนแล้วคะ?”
เว่ยจวินรู้สึกเขินอายเล็กน้อย “อย่าเรียกผมว่าผู้อำนวยการเว่ย เลย ตอนนี้ผมไม่ได้เป็นผู้อำนวยการแล้ว”
เขาเหลือบมองจี้เหวินซีที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เซียวหมิงเยวี่ย สีหน้าของ เขาดูซับซ้อนขึ้นมาเล็กน้อย แล้วพูดอย่างไม่เต็มใจว่า
“ยินดีด้วยนะ”
จี้เหวินซีเลิกคิ้วเล็กน้อย เขาจับมือเซียวหมิงเยวี่ยแล้วพูดว่า “ขอบคุณครับ”
เซียวหมิงเยวี่ยแอบใช้ศอกกระทุ้งเขาเบา ๆ แต่จี้เหวินซีไม่ได้ โกรธ กลับกันเขายิ้มกว้างกว่าเดิม
เมื่อเห็นคุณปู่จี้อยู่ที่นี่ ผู้คนจากเมืองเผิงจิงพากันเข้ามาทักทาย อย่างต่อเนื่อง ทั้งยังมีผู้คนจากเมืองอื่น ๆ มาด้วย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูก ศิษย์ของเขา
แน่นอนว่ายังมีคนท้องถิ่นเมืองเกาปาเล่อด้วยเช่นกัน อย่างเช่น ตระกูลฮั่ว
คนที่มานั้นคือพี่ชายของฮั่วฟู่ล่าง ฮั่วหลิน หรืออธิบดีฮั่ว
เนื่องจากเซียวหมิงเยวี่ยช่วยเหลือฮั่วฟู่ล่างและฮั่วฉืออันที่บ้าน ตระกูลฮั่ว ฮั่วหลินจึงส่งของขวัญมากมายมาให้ครอบครัวเซียวเพื่อ เป็นการขอบคุณอย่างไม่ขาดสาย และยังพยายามจะชักชวนให้ เซียวหมิงเยวี่ยมาทำงานที่หน่วยงานของเขาเอง แต่แน่นอนว่าต้องถูก ผู้อำนวยการหร่วนขัดขวาง
ฮั่วหลินสังเกตเห็นเซียวหมิงเยวี่ยอย่างรวดเร็ว “คุณเซียวครับ ใน ที่สุดก็เจอคุณสักที คุณไม่รู้หรอกว่า ฉืออันเด็กคนนั้นไม่ยอมกินข้าว มาสองสามวันแล้ว เขาไว้ใจคุณมาก เพราะงั้นคุณช่วยเกลี้ยกล่อมให้ เขากินข้าวหน่อยได้ไหมครับ?”
ใครจะคาดคิดว่า คนมีหน้ามีตาอย่างอธิบดีฮั่ว จะมาขอให้เซียวห มิงเยวี่ยช่วยเกลี้ยกล่อมหลานชายของเขาแบบนี้?
เซียวหมิงเยวี่ยรู้สึกขบขัน “ได้แน่นอนค่ะ แล้วตอนนี้ฉืออันอยู่ที่
ไหนหรือคะ? เดี๋ยวฉันโทรหาเขาเอง”
“ไม่ต้องครับ ไม่ต้อง ฉืออันมาที่นี่ด้วยเช่นกัน เขาไม่ชอบเจอคน แปลกหน้า ผมจึงพาเขามายังสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านเพื่อฝึกให้ เขาคุ้นชิน”
ฮั่วหลินหันไปเรียกด้านหลัง “ฉืออัน หลานมานี่เร็ว มาดูสิว่าใคร มา?”
ฮั่วฉืออันตัวน้อยถูกพี่เลี้ยงจูงมือมาอย่างไม่เต็มใจ แต่พอเห็นว่า เป็นเซียวหมิงเยวี่ย ดวงตาของเขาก็เป็นประกายระยิบระยับทันใด
ฮั่วฉืออันสะบัดมือพี่เลี้ยงออก จากนั้นวิ่งเตาะแตะมาหาเซียวหมิง เยวี่ย แล้วกอดขาของเธอไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
เซียวหมิงเยวี่ยก้มตัวลงอุ้มเขาขึ้นมา “ฉืออันเด็กดี ต้องกินข้าว ให้หมดจานนะเข้าใจไหม?”
ดูเหมือนว่าฮั่วฉืออันจะรับรู้ได้ถึงบางสิ่ง เขาหันไปมองเซียวซีวั่ง ที่อยู่ในอ้อมแขนของคุณพ่อเซียว
สายตาของเด็กทั้งสองคนสบกันกลางอากาศ ฮั่วฉืออันถึงกับ เหม่อลอย ขณะที่เซียวซีวั่งจ้องมองเด็กชายไม่วางตา มุมปากยังมี น ้าลายไหลหยด
ความผูกพันระหว่างคนทั้งสอง ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ชะตาลิขิต ไว้แล้วล่วงหน้า
เซียวหมิงเยวี่ยกำลังพูดอะไรบางอย่าง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียง ระบบดังขึ้นว่า
[ขอแสดงความยินดีกับนายท่าน สำหรับการได้รับสิทธิพิเศษที่
ซ่อนอยู่ การพบกันครั้งแรกของพระเอกและนางเอก จะได้รับรางวัล
ครีมบำรุงผิวหน้า 1 กล่อง สรรพคุณ : ทำให้ผิวสวยใสราวกับดอกบัว และคงความอ่อนเยาว์ตลอดกาล ขอให้นายท่านตั้งใจทำภารกิจ ต่อไป!]
ดวงตาของเซียวหมิงเยวี่ยเบิกกว้างขึ้นทันใด เธอทำหน้างุนงงอยู่ ครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างมีความนัย
“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง!”