Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 242: เรย์แห่งกลุ่มอะบีส
คืนนั้น พวกเรย์ตัดสินใจพักค้างแรมที่มิเนอร์วาตามคำเชิญ เรย์รับปากเวเนไว้ว่าเขาจะสอนเธอทำอาหารจากเนื้อเดวัลสองสามชนิด แลกกับที่อีกฝ่ายเองก็จะสอนเขาทำเนื้อหมักสมุนไพรสูตรพิเศษที่เธอคิดค้นขึ้นเอง
ทุกสิ่งบนมิเนอร์วาทำให้เขาตื่นตาตื่นใจได้ไม่รู้จบ เวเนถือโอกาสนี้พาชมห้องครัวที่เธอตื้อให้โซนาตาสร้างบนยาน มันเต็มไปด้วยอุปกรณ์ปรุงอาหารที่เรย์ไม่เคยพบเคยเห็น หม้อปรับแรงดัน เตาอบควบคุมอุณหภูมิ ห้องเย็นที่ควบคุมจัดสรรทุกอย่างด้วยเอไอ
“อาหารทุกชนิดสามารถสังเคราะห์ได้ค่ะ แต่คุณเวเนยืนกรานว่าควรมีห้องครัวด้วย” มินอาชี้แจงสาเหตุที่ต้องสร้างห้องนี้ขึ้นในเขตของผู้บริหาร ซึ่งสำหรับตอนนี้ก็เกือบจะเป็นเวเนคนเดียวที่เข้ามาใช้งาน
“ให้เครื่องจักรทำ มันจะเหมือนที่คนทำได้ยังไง อีกอย่างเดี๋ยวเราก็จะได้เรย์มาเป็นพ่อครัวแล้วด้วย เลิกบ่นเรื่องห้องนี้ได้แล้ว”
“ค่า ค่า งั้นก็ขอฝากดูแลห้องนี้ด้วยนะคะ ถึงแม้มันจะซ่อมแซมตัวเองได้อัตโนมัติก็เถอะ” มินอาถอนหายใจก่อนจะหมุนตัวกลับออกจากห้องไป เธอไม่ได้สนใจเรย์ที่พยายามแก้ตัวว่าตนยังไม่ได้ตกลงรับปากเป็นพรรคพวก
“มาอยู่ด้วยกันแหละดีแล้ว อยู่กับพวกเราอยากผจญภัยก็ได้ผจญภัย อยากทำอาหารก็ได้ทำอย่างเต็มที่ เดินทางไปทั่วทุกยุคทุกสมัย ได้ลองอาหารและวัตถุดิบที่ไม่มีในที่อื่นในยุคนี้”
“อึ้กกก” เรย์ยอมรับว่าประโยคสุดท้ายของเวเนกระแทกใจเขายิ่งกว่าเรื่องใด
ข้ามเวลางั้นเหรอ หมายความว่าจะได้เจออาหารจากอนาคต หรือวัตถุดิบในอดีตที่หาไม่ได้อีกแล้ว และเขาจะมีโอกาสได้นำพวกมันมาทำอาหาร
“ไงเล่า อยากไปด้วยใช่ป่าว อย่าห้ามตัวเองเลย” เวเนหัวเราะชั่วร้าย ชวนให้เรย์นึกถึงเสียงหัวเราะของโซนาตาและจีดัสที่ได้ยินมาก่อนหน้านี้
ไม่ใช่แค่เรย์ที่เจอเรื่องทำนองนี้ แอนทิสตาและไกรา ที่โซนาตาหมายตาไว้เป็นพิเศษก็เช่นกัน แอนทิสตาถูกล่อลวงด้วยสิ่งที่เรียกว่าบ่อน้ำพุร้อน ซาวน่า และสปาสารพัดแบบที่ทำงานโดยใช้หุ่นยนต์ ส่วนไกราและรีนาก็โดนหลอกให้เล่นเกมในโลกเสมือนจริงจนติดงอมแงม
ซิกมาไม่ได้อยู่ในตัวเลือกหลัก แต่ดีวานก็ชวนชายแก่และลาโตรก๊งเหล้าจนโต้รุ่ง แน่นอนว่าเป็นเหล้าอย่างดีที่โซนาตาได้มาระหว่างท่องไปตามยุคต่าง ๆ
ที่ผิดคาดมากที่สุดคือจูเดสปา ตอนแรกเขาจะเป็นคนที่ระแวงกลุ่มอะบีสมากที่สุด แต่เมื่อได้รู้ที่มาที่ไปและได้สำรวจยานด้วยสายตาตนเองเขาก็เปลี่ยนแปลงความคิด
…โลกยุคนี้แทบไม่เหลือมนุษย์แล้ว มันก็ไม่ต่างกับไม่มีอนาคต แต่ถ้าเราไปพร้อมกับคนกลุ่มนี้บางทีมันอาจจะสร้างความยิ่งใหญ่ให้เราได้…
ในคืนนั้น เรย์ไม่ได้หลับทั้งที่ยังเหนื่อยล้า เขาตัดสินใจอ่านหนังสือที่ได้มารวดเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ เนื้อหาช่วงแรกตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจนน่าขนลุก เขาต้องทำใจเล็กน้อยกว่าจะอ่านไปจนถึงตอนท้าย
รีนาคือส่วนหนึ่งของเทพปีศาจ เรย์น้ำตาซึมเมื่ออ่านถึงบทสรุป เรื่องที่เขาต้องตายในตอนจบไม่ได้เจ็บปวดเลยเมื่อคิดถึงว่าเขาจะต้องเป็นคนที่มอบจุดจบให้กับเธอ
…มันไม่จำเป็นต้องจบแบบนั้น… เรย์นึกถึงคำพูดของเวเน
เซกัน ซีวี จีดัส เซเลนอสและอาจจะมีมากกว่านี้ที่ยังไม่รู้ ทุกคนควรจะตายไปแล้วในยุคของตน แต่เรื่องนั้นไม่เกิดขึ้นอย่างน้อยก็ในไทม์ไลน์ที่มีกลุ่มอะบีส
…ตัดสินใจได้แล้ว เอาไงก็เอากัน…
ในตอนเช้าของวันใหม่ เรย์ปรากฏตัวขึ้นที่ห้องบังคับการ เขายื่นดาร์คเนสคอร์ให้กับโซนาตา มันคือลูกเดียวกับที่เขาได้มาจากเอตาก่อนหน้านี้
“ข้าปรึกษากับทุกคนแล้ว นี่ควรจะเป็นของคุณ”
“แน่ใจแล้วเหรอ” โซนาตาพูดแบบนั้นแต่ก็ยื่นมือออกไปรับ
เขาเดาได้จากสายตาของเรย์ว่าอีกฝ่ายตัดสินใจบางอย่างได้แล้ว
“ยินดีต้อนรับสู่กลุ่มอะบีส”
การจัดการเทพปีศาจตนถัดไป ไม่ได้มีเพียงพวกเรย์ที่มาช่วยอย่างเต็มตัว แม้แต่ชาอุลก็เสนอตัวเข้าช่วยเหลือพร้อมผู้คนของเขาอีกเกือบทั้งค่าย
เป้าหมายถัดไปคือชินกิ ในประวัติศาสตร์เดิมชินกิคือเทพปีศาจตนแรกที่พวกเรย์สู้หลังจากรับไม้ต่อมาจากกลุ่มเซฟิล
ชินกิมีอีกชื่อว่าเทพปีศาจแห่งท้องฟ้า อสูรอัญเชิญที่มันใช้ส่วนใหญ่คืออสูรอัญเชิญที่บินได้ แต่นั่นไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่ในการต่อสู้ เพราะมิเนอร์วาได้รับเดวัลกลที่บินได้มาจากชาอุล รวมทั้งกลุ่มอะบีสมีอากาศยานไร้คนขับจำนวนมาก
ในขณะที่พวกเรย์ทำหน้าที่เป็นเพียงตัวล่อ พระเอกอีกคนของงานนี้คือสปีด นักบินเพียงคนเดียวของกลุ่มอะบีส หน้าที่ของเขาคือการพาซิกมาเข้าไปให้ใกล้ในระยะที่ลูกแก้ววายุทำงานได้
ซิกมานั่งตัวเกร็งอยู่ตรงที่นั่งสำรองข้างในค็อกพิท วันนี้เขาไม่ได้ใส่เกราะสีน้ำเงินที่ใช้อยู่ประจำแต่กลับอยู่ในชุดบอร์ดีสูทนักบินเหมือนกับสปีด
“เกาะแน่น ๆ นะปู่”
“ลุงก็พอไอ้หนู”
“พ่อหนุ่มก็พอลุง”
หุ่นยนต์ยักษ์บินพร้อมกับควงดาบความถี่สูงไปด้วย สปีดควบคุมทุกรายละเอียดได้ยิ่งกว่าแขนขาของเขาเอง มันดูเหมือนสิ่งมีชีวิตมากซะยิ่งกว่าจักรกล ทุกแห่งที่เขามุ่งไปจะมีเพียงซากของสาวกเทพปีศาจถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง
จักรกลของกิงคารอนและอากาศยานไร้คนขับของอะบีสลดจำนวนลงด้วยความเร็วที่น่าใจหาย สาเหตุหลักคือสาวกตัวใหญ่ยักษ์ที่ไม่เพียงแค่บินได้แต่ยังยืดรยางค์ของมันจับศัตรูเหวี่ยงเข้าใส่กัน
“เปิดออกสิ ข้าจะจัดการมันเอง”
“หาาา”
“เร็วสิ ไม่งั้นข้าจะฟันเปิดออกไปนะ”
สปีดไม่มีทางเลือก เขารีบเปิดทางออกจากค็อกพิทให้ก่อนที่ซิกมาจะทำอะไรไม่ยั้งคิด สนามพลังบาง ๆ กั้นระหว่างห้องนักบินและภายนอกทำให้ไม่มีเรื่องอย่างอากาศภายในทะลักออกไป แต่ถึงเป็นเช่นนั้นซิกมาก็กระโจนออกไปแล้ว
ซิกมาฟันรยางค์นับร้อยขาดในการโจมตีครั้งเดียว ด้วยพีซเมคเกอร์ในมือหนึ่งและวอร์บริงเกอร์อีกมือหนึ่ง เขาทะยานไปข้างหน้าราวกับติดปีก จนในที่สุดก็ถึงระยะ
“ฝากด้วยนะลูกแก้ววายุ”
นอร์ธบริซาเนีย ปราสาทแห่งหนึ่งที่ถูกโอเปรายึดเอาไว้
โอเปรากำลังหวั่นวิตกจากสถานการณ์ในตอนนี้ เธอเสียไพร์มไปแล้วถึงสี่ตน เหมืองโซลคริสตัลที่ค้นพบยังไม่สามารถขุดหาโซลคริสตัลขนาดเหมาะพอจะนำมาสร้างเป็นดาร์คเนสคอร์ลูกใหม่
เธอไม่มีทางสร้างไพร์มขึ้นมาทดแทนจำนวนที่เสียไปได้ในตอนนี้
“อย่ากังวลไปเลย เราเหลือไพร์มอีกตั้งสี่ ชาโดว์ระดับล่างอีกนับล้าน และท่านก็ยังมีข้าอยู่ด้วย” มีทีเออร์ไนท์พยายามปลอบใจ
“จะไม่ให้ฉันกังวลได้ยังไง ขนาดเทพปีศาจยังเหลือแค่ครึ่งเดียว แล้วเจ้าพวกนั้นมันอะไร…” โอเปรามองภาพการต่อสู้ครั้งล่าสุดผ่านจอฉายภาพของชาโดว์ตัวหนึ่ง
ภาพนั้นแสดงให้เห็นการต่อสู้อันดุเดือดของกลุ่มอะบีส การต่อสู้บนฟากฟ้าอาจจะเป็นหน้าที่ของซิกมาและเหล่าจักรกล แต่ในภาคพื้นดินมีสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้น เธอพบว่าพวกเรย์ต่อสู้ร่วมกับกลุ่มอะบีสโดยที่มีบางสิ่งที่เธอไม่แน่ใจว่ามันคืออะไรร่วมอยู่ด้วย
“พวกนั้นเรียกสิ่งนี้ว่าชาโดว์ฮันเตอร์”
“ฉันไม่ได้ถามชื่อของมัน” โอเปราโมโหจนเขวี้ยงแก้วไวน์ในมือทิ้ง “มันคือตัวอะไรกันแน่ ทำไมมันเหมือนชาโดว์ของข้า”
มีทีเออร์ไนท์จนด้วยคำพูด เขาแน่ใจว่าพวกมันเกี่ยวข้องกับชาโดว์ แต่ไม่รู้ว่าพวกนั้นมีความเป็นมายังไง สิ่งเดียวที่เขาบอกได้คือพวกมันมีระดับที่สูงรองลงมาจากไพร์ม
“ถ้าโซนาตาสามารถเพิ่มจำนวนมันได้ พวกเราต้องแพ้แน่” โอเปราเหงื่อผุดขึ้นจนเต็มไปหน้า
“ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราเพิ่มไพร์มได้ก่อน พวกมันก็ไม่มีทางเอาชนะได้เช่นกัน เทพปีศาจยังเหลืออีกสี่ เราน่าจะยังมีเวลา”
“แล้วถ้าพวกมันบุกมาตอนนี้เลยล่ะ”
“พวกนั้นไม่น่าจะคิดรับศึกสองด้าน เรื่องของเทพปีศาจเองก็รอไม่ได้แล้ว”
“นั่นแหละที่เจ้าโซนาตาจะทำ ถ้าศัตรูคิดว่าจะไม่มีทางทำสิ่งนั้นอย่างแน่นอน มันต้องอยากทำแน่” โอเปรายืนยันว่าเธอรู้จักโซนาตาดีเพราะเธอกับเขาเชื่อมโยงกันอยู่
“ต้องใช้มันแล้ว” โอเปราล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ สิ่งที่เธอหยิบออกมาทำให้มีทีเออร์ไนท์ตกใจ มันคือวัตถุทรงกลมสีดำที่เธอพยายามหาเพิ่มมาตลอด เขาไม่เคยรู้เลยว่าเธอยังมีซ่อนอยู่อีกหนึ่งลูก
“เพิ่มไพร์มเป็นความคิดที่ดี แต่ถ้าแค่ตัวเดียว…”
“ถ้าเป็นชาโดว์ตัวนั้น แค่ตนเดียวก็เหนือกว่าไพร์มทุกตัวรวมกันซะอีก” โอเปราพูดด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความกลัว
“คงไม่ใช่ว่า…”
“ฉันจะเปลี่ยนชาโดว์ตัวเองให้กลายเป็นไพร์ม” โอเปราเฉลย
“มันจะไม่อันตรายเหรอ” เขารู้สึกว่านี่ไม่ใช่เรื่องปกติ โอเปราเดิมทีเธอมีพลังความมืดยิ่งใหญ่จนห่างไกลจากมนุษย์ ถ้าชาโดว์ของเธอวิวัฒนาการขึ้นอีก บางทีมันอาจจะโจมตีเธอเองตามสัญชาตญาณของชาโดว์
“ฉันไม่มีทางเลือกแล้ว”