Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 250: พวกเราคือนักเดินทางข้ามเวลา

ฮาจา คาเรนนา
“ไกราเกลียดอันเดด” เด็กหัวแดงตะโกนใส่ลูกน้องของกราโด จากนั้นจึงเป็นคนแรกของกลุ่มที่ประเดิมการต่อสู้
ไกรามีกรงเล็บแห่งแสงที่สร้างขึ้นโดยเฟอร์โร อาวุธที่เกื้อหนุนด้วยธาตุศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้มีผลร้ายต่อชาโดว์เท่านั้น มันเป็นศัตรูตัวฉกาจของเหล่าอันเดดเช่นกัน กรงเล็บนี้ไม่ได้แค่เฉือน ตัด พวกเหล่าผีดิบเป็นชิ้น ๆ แต่มันทำให้ซากศพที่ถูกปลุกขึ้นมามอดไหม้เพียงแค่สัมผัส
เจเนวีฟ เวเน ดีวาน และอัลโต ทั้งสี่ร่วมต่อสู้ด้วยกันมายาวนานจนเข้าขากันเป็นอย่างดี เวเนมีหน้าที่หยุดคู่ต่อสู้ที่เธอประเมินว่าเป็นตัวปัญหา เจเนวีฟใช้ร่างอมตะและทักษะของแวมไพร์ช่วยคุ้มกันให้เพื่อนรัก อัลโตมีทักษะปืนทั้งระยะใกล้และไกล ส่วนดีวานเองก็สมบูรณ์แบบไม่ว่าจะด้านพลังทำลายที่สุดยอด ความเร็ว ความทนทาน รวมทั้งสกิลดั้งเดิมของพาลาดินที่ไม่เพียงแค่การรักษาแต่ทำได้ถึงขั้นชุบชีวิต
ที่ประหลาดคือไกราสามารถประสานกับทั้งสี่ได้ราวกับร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่ด้วยกันมานาน เด็กคนนี้มีจุดเด่นด้านการปรับตัวที่ไม่ธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ระยะประชิดด้วยความคล่องตัวที่เหมือนสัตว์มากกว่ามนุษย์ โจมตีด้วยเวทมนตร์ ใช้คาถาเพื่อเสริมพลังให้กับพรรคพวก ไกราสามารถทำได้ทุกอย่างและทำได้อย่างดีด้วย
“เยี่ยมเลยเจ้าหนู” เวเนพอว่างจากตรึงศัตรูเธอก็หันไปยกนิ้วให้ไกราที่กระโดดไปมาอยู่รอบ ๆ
“ไกราไม่ใช่เจ้าหนูซะหน่อย” ไกราไม่ยอมรับว่าเป็นเด็ก แต่เขายิ้มหน้าบานเพราะถูกชม
ตรงกันข้ามกับทั้งห้าที่ทำงานประสานกัน เซเลนอส โรมิเอล และจูเดสปาต่างสู้ตัวใครตัวมันเหมือนกับไม่ได้มาด้วยกัน ฝ่ายเซเลนอสและโรมิเอลไม่มีปัญหาเพราะทั้งคู่ต่างเก่งกาจจนกลายเป็นอีกขั้นหนึ่งไปแล้ว ที่กำลังแย่จึงมีแค่จูเดสปาคนเดียว
จูเดสปาไม่ได้ทำแบบนี้เพราะนิสัยเสีย เขากำลังท้าทายตัวเองเพราะรู้ตัวว่าสถานะในกลุ่มเบาบางแค่ไหน ถึงแม้ในกลุ่มจะไม่มีการจัดอันดับแต่จูเดสปาเชื่อว่าเขาคือคนที่มีฝีมือรั้งท้าย
ยิ่งมองดูกลุ่มเอ็ดวานเขาก็ยิ่งกังวล ฮาจานักบวชสาวที่ดูเซ่อซ่าคนนั้นอาจจะตัดออกไปได้ แต่สายตาของเขามองออกว่าเอ็ดวานและโซลาร์นั้นไม่ธรรมดา โดยเฉพาะโซลาร์ชายผู้นี้อาจจะแกร่งยิ่งกว่าเรย์เสียอีก
“ท่านเซเลนอส” กราโดมองเซเลนอสอย่างไม่เข้าใจ “ข้าคิดว่าท่านตายไปแล้วตั้งแต่สงครามห้าพันปีก่อน ทำไมกัน ไม่ใช่อันเดดด้วย…”
“สายเลือดเอลเลนอสอายุยืนไม่ใช่เหรอครับ” เซเลนอสตอบเสียงเรียบ ไม่ได้มีความตั้งใจสักนิดที่จะเผยความจริง ถ้าเขาเป็นเอลเลนนอสเลือดบริสุทธิ์ก็ว่าไปอย่าง มันเป็นไปไม่ได้เลยที่คนที่มีเลือดมนุษย์อยู่เกินครึ่งแบบเขาจะมีอายุอยู่เกินกว่าสองร้อยปี
กราโดไม่รู้ว่าเซเลนอสยังไม่ตายได้อย่างไร แต่เขาแน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้มาอย่างมิตรแน่นอน เพราะคนที่เขาพามาด้วยไม่ได้คิดแค่การหยุดเทพปีศาจแต่เล่นงานอันเดดลูกน้องของตนด้วย
เอ็ดวานมัวแต่อึ้งกับเรื่องที่แทรกเข้ามาจนลืมหน้าที่ที่เขารับปากไว้กับโซลาร์ ก่อนที่คนแปลกหน้านี้จะโผล่เข้ามา โซลาร์อาสาจัดการเรื่องปีศาจและมอบหมายหน้าที่จัดการกราโดให้กับเขา ในเมื่ออีกฝ่ายกล้ารับงานที่เขาจินตนาการไม่ออกด้วยซ้ำว่าจะสำเร็จได้อย่างไร หากเขาจัดการกับกราโดไม่ได้มันคงน่าละอายไม่น้อย
เอ็ดวานเข้าปะทะกับซอมบีลอร์ด แม้จะอ่อนแรงจากการที่ต้องหลงอยู่ในเขาวงกตและถูกเดวัลโจมตีจนไม่มีเวลาพัก แต่เอ็ดวานก็ยังแข็งแกร่ง วิชาที่เขาใช้นั้นคล้ายกับเรย์คือการผสานดาบเข้ากับเวทมนตร์โจมตี แตกต่างตรงที่เวทมนตร์ของเอ็ดวานมีความหลากหลายกว่า นี่คือเหตุผลที่จูเดสปาประเมินเขาไว้สูง
ชายหนุ่มหัวกระเซิงมีทักษะที่สมดุลย์ เทียบกับกลุ่มอะบีสเขาไม่ได้มีทักษะดาบลึกล้ำเท่ากับจอมดาบอย่างฟรีโอนิเอลหรือลามินา ไม่ได้มีความเร็วเท่ากับเซกัน ซีวี หรือโรมิเอล ไม่ได้มีพละกำลังมหาศาลเหมือนกับไซเลนเซอร์ทั้งหลาย แต่เขามีทุกอย่างในระดับสูงและนำมาผสมกันได้อย่างลงตัว
ทั้งที่แกร่งและดูมีอนาคตขนาดนั้น เอ็ดวานไม่ได้เป็นดาวเด่นของงานนี้ เพราะเวทีนี้คือเวทีแจ้งเกิดของชายอีกคน
โซลาร์ผู้ลึกลับกำลังสั่งการกับเดวัลกล พวกมันบางตัวทำหน้าที่คุ้มกันเขา แต่บางตัวก็มีหน้าที่เฉพาะยิ่งกว่านั้น เดวัลกลตัวหนึ่งกลายร่างเป็นเตาหลอมและอีกตัวก็กลายร่างเป็นทั่ง
โซลาร์หยิบดาบประจำตระกูลออกมายัดลงไปในเตา ด้วยความร้อนที่ราวกับดวงอาทิตย์ลุกไหม้ ดาบเล่มโปรดกลายเป็นสีแดงไปในเวลาแค่อึดใจ ดูจากเตาหลอม ทั่ง และพฤติกรรมที่กำลังทำอยู่ มันตีความเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากเขากำลังจะตีบางอย่างขึ้นมาต่อหน้าเทพปีศาจ
เรื่องนี้ต่อให้ไม่มีเขียนเล่าไว้อย่างชัดเจน กลุ่มอะบีสสามารถเดาได้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น พวกเขามีสมบัติชิ้นหนึ่งจากแปดชิ้นที่คนผู้นี้สร้าง ดาบดวงจันทร์แห่งฮาร์เบล
โซลาร์เร่งมือขึ้น เริ่มจากใช้ปลายนิ้วสัมผัสกับแหวนหนึ่งในสามวงที่เขาสวมที่มือขวา แสงสีม่วงสว่างวาบขึ้นจากนั้นโซลาร์จึงกลายเป็นสองคน
“แยกร่างได้ด้วย” เอ็ดวานพึมพำออกมาในเวลาเดียวกับที่อีกหลาย ๆ คนในกลุ่มอะบีสก็พูดประโยคลักษณะเดียวกัน
“โห ไกราก็อยากแยกร่างได้บ้าง”
“คล้ายเวทมนตร์โบราณที่สาบสูญไปแล้ว แต่นั่นมัน… มันมาจากแหวนเหรอ” จูเดสปาจ้องไปที่แหวนทั้งสามวงของอีกฝ่าย เขาแน่ใจว่าอีกสองวงเองก็ไม่ใช่แหวนธรรมดา
โซลาร์และร่างแยกของเขาเริ่มงานไปแล้ว ขณะที่ตัวจริงของเขากำลังง่วนอยู่กับการตีดาบที่ทุกครั้งที่เหวี่ยงค้อนลงไปวิญญาณส่วนหนึ่งของเทพปีศาจก็จะถูกดูดลงมาในดาบ ร่างแยกของเขาก็กำลังใช้สารพัดอุปกรณ์เพื่อต้านทานเทพปีศาจอยู่เช่นกัน
กล่องดนตรีแห่งความทรงจำ อุปกรณ์ที่เรียกความทรงจำที่ถูกลบไปกลับคืนมา ด้วยไอเท็มชิ้นนี้ทำหน้าที่หลักในการต่อต้านความสามารถที่น่าสะพรึงกลัวของเดสคารินกา นี่คือสาเหตุหลักที่พวกเอ็ดวานหรือกลุ่มอะบีสไม่ได้เสียความทรงจำไประหว่างที่ต่อสู้กับเทพปีศาจ
ไม้เท้าหน้าคน และหนังสือที่มีปกเรืองแสงคือไอเท็มที่ใช้คู่กัน ไม้เท้าหน้าคนชื่อแท้จริงของมันคือ “ไม้เท้าแห่งการสะกด” หนึ่งในไอเท็มสำคัญที่ทำให้การกลายร่างของเดสคารินกาช้าลง เมื่อใช้กับ “หนังสือแห่งการทลายขีดจำกัด” หนังสือเวทที่เพิ่มประสิทธิภาพของไอเท็มโดยแลกกับอายุการใช้งาน เดสคารินกาจึงได้รับผลติดอยู่ในรูปร่างที่ไม่ใช่ร่างสมบูรณ์ของมัน
เช่นเดียวกับเฟอร์โรผู้เป็นปู่ของเขา โซลาร์คือช่างเพียงไม่กี่คนในประวัติศาสตร์ที่สามารถใช้งานธีออสคาลิวาได้ ดาบประจำตระกูลของเขากำลังเปลี่ยนรูปไปกลายเป็นดาบใหม่ ทุกครั้งที่ค้อนถูกตีลงบนดาบ วิญญาณอันน่าสยดสยองของเทพปีศาจจะถูกแย่งชิงมาเก็บไว้ในอาวุธที่กำลังถือกำเนิดขึ้น
กลุ่มอะบีสแข็งแกร่งจนเหลือเชื่อ แต่การรับมือกับเทพปีศาจไม่ว่าจะเป็นใครมันก็นับเป็นเรื่องยากลำบาก การที่พวกเขาเข้าปะทะโดยตรงแล้วยังรอดชีวิตอยู่โดยไม่เสียใครไปเลยแม้แต่คนเดียวเป็นเรื่องที่ทำให้เอ็ดวาน ฮาจา โซลาร์ และกราโดต่างก็ประหลาดใจ
เคร้ง!
เสียงฟาดค้อนครั้งสุดท้ายคือสัญญาณบอกว่าการผนึกเทพปีศาจใกล้สิ้นสุดแล้ว โซลาร์เหลือขั้นตอนสุดท้ายเพื่อเก็บงานให้สมบูรณ์ แต่ก่อนหน้านั้นความสนใจของเขาถูกดึงกลับไปที่เอ็ดวานที่กำลังดวลกับกราโด
ฮาจาเริ่มฟื้นคืนกำลังกลับมาบ้าง แต่เธอไม่จำเป็นต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเอ็ดวาน เขามีชั้นเชิงดาบที่เหนือกว่ากราโดผู้เคยเป็นยอดอัศวินของเวนเซล และในทุกวินาทีที่ผ่านไปความต่างชั้นของฝีมือก็ปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้น
สุดท้ายกราโดจำต้องตัดใจ เขาไม่สามารถทำอะไรเอ็ดวานได้ ก่อนที่แม้แต่ชีวิตจะถูกช่วงชิงไปด้วย เขาตัดสินใจหนีไปพร้อมกับมังกรซอมบี
“จัดการมันเลยไหม” เจเนวีฟทำท่าจะตามมังกรซอมบีที่เพิ่งโผบินขึ้นไปบนฟ้า แต่ถูกเซเลนอสห้ามไว้
“พวกปลาซิวปลาสร้อยปล่อยไปก่อนก็ได้ครับ เรามาดูเจ้านี่กันก่อนดีกว่า” เซเลนอสพยักพเยิดไปทางทิศที่มีร่างของเทพปีศาจซึ่งบัดนี้มันกำลังถูกยกลอยขึ้นโดยฝีมือของเดวัลกลของโซลาร์
เป็นภาพที่เหลือเชื่อ ร่างขนาดยักษ์ที่บอกว่าเป็นภูเขาก็ไม่น่าแปลกใจ กำลังลอยขึ้นไปบนฟ้า ทั้งหมดเป็นฝีมือของเดวัลกลจำนวนมากมายที่เกาะอยู่โดยรอบ
“เป็นครั้งแรกที่ข้าลองทำอะไรแบบนี้เลยนะเนี่ย” ในน้ำเสียงนั้นมีความโอ้อวดปะปนอยู่ด้วย
โซลาร์กำหมัดแล้วทำท่าเหมือนชกขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงระยิบระยับหลากสีจากปลายกำปั้นพุ่งไปยังเหล่าจักรกลที่โอบอุ้มร่างของเทพปีศาจ ไม่กี่อึดใจจากนั้นพวกมันทั้งหมดก็พุ่งขึ้นสู่ฟ้าไปพร้อมกับร่างที่กลายเป็นหิน
ทุกคนต่างมองปรากฏการณ์นั้นชนิดที่แทบไม่กล้ากะพริบตา ร่างมหึมาลอยสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ แล้วในจุดหนึ่งมันก็สว่างวาบก่อนจะปรากฏอีกครั้งในรูปร่างทรงกลมที่ราวกับดวงจันทร์อีกดวง
“นี่สินะ สาเหตุที่ยุคก่อนหน้านี้ดวงจันทร์หายไป” เวเนพึมพำ
“ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือมันเคยมีดวงเดียวมาตลอด จนกระทั่งถึงยุคนี้” เจเนวีฟแก้ให้
เมื่อจบเรื่อง สิ่งที่รอเอ็ดวานอยู่คือเรื่องปวดหัวมากมายที่ตามมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโซลาร์ เหตุใดเขาจึงมีกองทัพเดวัลกล เหตุใดเขาจึงมีพลังที่สามารถผนึกเทพปีศาจได้ และเรื่องที่น่าจะปวดหัวไม่แพ้กันคือกลุ่มชายหญิงลึกลับที่เข้ามาช่วย เอ็ดวานแน่ใจว่าพวกเขาไม่ใช่นักผจญภัยทั่วไปอย่างแน่นอน
“ก่อนอื่นเลย ข้าขอแนะนำตัวอีกครั้ง ข้าคือเอ็ดวาน ส่วนสหายของข้าผู้นี้คือฮาจา และสหายใหม่ที่เพิ่งรู้จักกันไม่นานก่อนหน้านี้ท่านโซลาร์”
“เรียกผมว่าเซเลนอสได้ครับ” เซเลนอสแนะนำตัวอย่างสุภาพ
“ข้าคือจูเดสปา ข้าคือจอมเวทอันดับหนึ่งข…”
“ไกราชื่อไกราล่ะ” ไกราพูดแทรกก่อนที่จูเดสปาจะแนะนำตัวจบ
จากนั้นทุกคนจึงผลัดกันแนะนำตัว เริ่มจากดีวาน เวเน เจเนวีฟ อัลโต มีเพียงคนเดียวที่ปากหนักไม่ยอมแม้แต่จะแนะนำตัวคือโรมิเอลเท่านั้น ลำบากบรอลเจ้าปีศาจร่มที่เป็นอีกครึ่งวิญญาณของเขาต้องแนะนำตัวแทน
โซลาร์สังหรณ์ว่าการพูดคุยครั้งนี้ยืดยาว เขาจึงยื่นข้อเสนอให้กับทุกคน “ก่อนที่จะคุยกันต่อ ไปหาที่นั่งคุยที่สบายกว่านี้ไหม”
โซลาร์พาทุกคนผ่านซากปราสาทที่พังทลาย ลึกลงไปในวงกตใต้ติน มีห้องที่ถูกเขาดัดแปลงเพื่อใช้เป็นที่ทำงาน บ้านพัก และสถานที่ที่เขาใช้เก็บวัตถุดิบ
“ก่อนอื่นเลย ทำไมมีห้องแบบนี้อยู่ในดันเจียน” เอ็ดวานตั้งใจไม่ซักไซ้อะไรมาก แต่เมื่อเห็นห้องพักแสนสะดวกสบายอยู่กลางดันเจียนที่เต็มไปด้วยเดวัล เขาจึงห้ามไม่ให้ถามไม่ได้
“แน่นอน ต้องเป็นฝีมือดัดแปลงของข้าน่ะสิ”
“กราโดไม่รู้เลยเหรอว่าเจ้าอาศัยอยู่ใต้จมูกของมัน” คราวนี้เป็นจูเดสปาที่ห้ามความสงสัยไว้ไม่ได้
“น่าจะรู้แหละ แต่รู้แล้วยังไงล่ะ” โซลาร์ยักไหล่พร้อมกับหัวเราะ
ทุกคนเข้าใจความหมายของเขาดี คนที่สามารถผนึกเทพปีศาจได้โดยไม่ต้องสละกองทัพนับหมื่นนับแสน ต่อให้กราโดมีกองทัพซอมบีมากกว่านี้อีกสิบอีกร้อยเท่ามันก็ทำอะไรโซลาร์ไม่ได้อย่างแน่นอน
“มีเรื่องที่อยากถามกับโซลาร์มากมาย ทั้งเรื่องที่มาที่ไป การผนึกเทพปีศาจในดาบ พระจันทร์ที่ถูกสร้างขึ้น แต่ก่อนอื่น พวกเจ้าเป็นใครกันแน่” เอ็ดวานเปิดประเด็นทันทีที่ทุกคนหย่อนก้นลงนั่งกับพื้น
เวเนหันไปสบตากับเซเลนอสและอัลโต เธอต้องการแน่ใจว่าเรื่องของกลุ่มอะบีสเป็นเรื่องที่สามารถเล่าได้แน่หรือไม่ ทั้งสองพยักหน้าเพราะก่อนหน้านี้ต่างได้รับการยืนยันจากโซนาตาแล้วว่าสามารถบอกความจริงกับกลุ่มนี้ได้
“พวกเราคือนักเดินทางข้ามเวลา” เวเนบอกจากข้อสรุป
“ว่าไงนะคะ” ฮาจาตาโตเกือบเท่าไข่ห่าน
“ใช่แล้วครับ พวกเราไม่ใช่คนของยุคนี้แต่เป็นคนจากช่วงเวลาอื่น”
“เจ้าบอกว่าชื่อเซเลนอสสินะ หรือว่า… เซเลนอสคนนั้น” โซลาร์พูดจบก็ขอตัวออกไปจากห้อง เขากลับมาอีกครั้งพร้อมกับหนังสือเล่มหนึ่ง
“คุณคงเดาได้สินะครับ ผมคือเซเลนอส เดวานอสที่คุณสงสัยนั่นแหละ”
ฮาจาและเอ็ดวานเป็นสองคนในห้องนั้นที่ไม่เข้าใจ ทั้งคู่ไม่เคยล่วงรู้ประวัติศาสตร์ในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ เนื่องด้วยโลกในยุคนี้มีบางอย่างที่แตกต่างจากยุคก่อนทำให้ข้อมูลที่เคยเชื่อมโยงโลกนี้ไว้ถูกตัดขาด คนที่ไม่รู้ประวัติศาสตร์ดั้งเดิมแบบฮาจาและเอ็ดวานจึงมีอยู่มากมาย