Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 249: โซลาร์ เอ็ดวานและฮาจา

เอ็ดวาน วีรบุรุษแห่งทิศเหนือ
ระหว่างการเดินทางสู่จุดหมาย ยานโดยสารขนาดเล็กของกลุ่มอะบีสได้พาทีมเซเลนอสบินผ่านร่างของเทพปีศาจหลายต่อหลายตน จากมุมที่มองผ่านหน้าต่างของยานบอกได้ว่าทุกอย่างยังดูปกติดี ร่างของเทพปีศาจที่ดูไม่ต่างจากรูปปั้นขนาดยักษ์ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ จนชวนให้สงสัยว่ามันกำลังจะตื่นขึ่้นมาจริงหรือ
มันก็เป็นเพียงแค่การสำรวจด้วยตาเปล่าเท่านั้น พวกเขาทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่าประวัติศาสตร์บันทึกเรื่องราวไว้อย่างไร เทพปีศาจทุกตนจะหลุดออกจากผนึกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
เซเลนอสจำได้ว่าร่างเทพปีศาจบางตนจะไม่ได้อยู่ที่เดิม ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกมันในช่วงเวลาหลายพันปีหลังจากสงครามคราวก่อน ไม่มีหนังสือเล่มใดที่ระบุอธิบายไว้ชัดเจนว่ามันย้ายที่ได้อย่างไร บางทีอาจจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองจากการผ่านวันคืนนับพัน ๆ ปี บางทีอาจเป็นฝีมือของมนุษย์หรือเผ่าพันธุ์อมนุษย์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งพยายามย้ายที่พวกมันด้วยสาเหตุบางอย่าง เป็นคำตอบที่พวกเขาไม่สามารถตอบได้เช่นกัน
เดสคารินกาเป็นหนึ่งในเทพปีศาจที่ไม่ได้อยู่ในที่ที่มันเคยอยู่ เซเลนอสพบว่ามันถูกย้ายไปไว้ในเกาะเล็ก ๆ ที่ถูกล้อมด้วยทะเลสาบ เนื่องด้วยทะเลสาบนี้เต็มไปด้วยเดวัลอันตรายมากมาย มันจึงเป็นสถานที่ที่คนทั่วไปไม่สามารถย่างกรายเข้าไปได้
…บางทีใครสักคนอาจย้ายมันมาที่นั่นเพื่อไม่ให้คนทั่วไปเข้าไปแตะต้องร่างของเทพปีศาจ หรือไม่ก็ตรงกันข้าม พวกเขาคิดจะทำสิ่งที่ไม่ต้องการให้ใครเข้ามาขวาง…
ช่วงเวลาเดียวกับที่กลุ่มเซเลนอสทั้งแปดคนกำลังเดินทาง ลึกลงไปใต้ดิน บริเวณเขาวงกตที่เชื่อมต่อกับอุโมงค์ลอดใต้ทะเลสาบ คนกลุ่มหนึ่งกำลังตกอยู่ในอันตราย
ชายหนุ่มชื่อเอ็ดวาน นักรบและนักผจญภัยถูกขนานนามว่าวีรบุรุษแห่งทิศเหนือ ส่วนนักบวชหญิงเพื่อนร่วมทางของเขา ชื่อของเธอคือฮาจา คาเรนนา
“รีเซอร์เรคท์!” ฮาจาร่ายคาถาเพื่อคืนชีพให้กับพรรคพวก แสงจากคทาสว่างวาบและปรากฏเป็นหยดน้ำ เวทมนตร์ของเธอและร่าง ๆ นั้นได้ใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว
ฮาจาสามารถใช้เวทมนตร์ชุบชีวิตครั้งสุดท้ายได้สำเร็จ แต่ร่างที่ตื่นขึ้นมาไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ร่างนั้นถูกปีศาจหมาป่าขย้ำจนขาดใจตายไปอีกครั้ง
ฝูงหมาป่าตัวใหญ่ที่ยืนด้วยสองขาหลังกำลังรุมเข้ามาจากทุกด้าน ทั้งเอ็ดวานและฮาจาแน่ใจแล้วว่าคงไม่รอดออกไปเช่นเดียวกับพวกพ้องหลายชีวิตที่ล้มไปก่อนหน้านั้น
ชายหนุ่มตั้งใจถ่วงเวลาเพื่อให้หญิงสาวหนีไปพร้อมกับแผนที่เส้นทางใต้ดินที่พวกเขาเสี่ยงชีวิตสำรวจและวาดออกมา หากมีแผนที่นี้นักผจญภัยกลุ่มอื่นจะมาจนถึงตรงนี้ได้ปลอดภัยมากขึ้น มันจำเป็นต้องมีใครสักคนหยุดซอมบีลอร์ด
“เดี๋ยวค่ะ!… ท่านไม่ได้คิดจะตามไป แต่จะอยู่สู้ที่นี่เพียงคนเดียวสินะคะ ข้าไม่ยอมหรอกค่ะ เราต้องรอดไปด้วยกัน”
“ฟังนะฮาจา แผนที่นี้จะช่วยให้นักเดินทางกลุ่มอื่นมาถึงตรงนี้ได้ ถ้าเรามาตายกันหมดที่นี่ ความตายของทุกคนจะสูญเปล่า”
นักบวชสาวไม่ยอมรับวิธีการแลกชีวิตหนึ่งกับอีกชีวิต แต่เธอแทบไม่เหลือพลังเวทอีกแล้ว ถ้าดื้อดึงอยู่ต่อ เธอกลัวว่าจากที่เอ็ดวานยังมีโอกาสหนี จะกลายเป็นเขาต้องมาตายเพราะปกป้องเธอ
เธอตัดสินใจช่วยเขาเปิดทาง แต่แล้วก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น
โครม!
ผู้มาใหม่ปรากฏตัว ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลอัดเจ้าพวกหมาป่าน่าสงสารลอยปลิวไปติดผนัง เพียงแค่สบตากับเขาเหล่าเดวัลรูปร่างคล้ายหมาป่าก็หูลู่หางตก พวกมันทั้งหมดวิ่งโกยอ้าวไปด้วยความเร็วสุดชีวิต
“อะไรกัน มีมนุษย์เข้ามาถึงนี่ด้วยรึ” น้ำเสียงฟังดูอวดดีอยู่ในที
คนได้รับความช่วยเหลือรีบแนะนำตัว อีกฝ่ายที่เพิ่งไล่พวกหมาป่าจึงเล่าอย่างเสียไม่ได้ว่าตนเองเป็นช่างตีอาวุธและเพียงบังเอิญผ่านมาระหว่างการหาวัตถุดิบในดันเจียน คำพูดแบบมีลับลมคมในของชายปริศนาทำให้เอ็ดวานไม่ไว้ใจแม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเอาไว้
“ท่าทางท่านเป็นคนมีฝีมือ ไม่ทราบว่าท่านพอจะเป็นกำลังให้เราได้ไหมคะ” ฮาจาตัดสินใจชักชวนอีกฝ่ายทั้งที่เพิ่งเจอหน้า เธอไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครแต่ฮาจามั่นใจว่าความแข็งแกร่งของเขาเป็นของจริง
โซลาร์คิดจะบอกปัด แต่สีหน้าจริงจังกับท่าทางซื่อ ๆ ของอีกฝ่ายทำให้เขาเปลี่ยนใจ
…ถือซะว่าได้ลองอาวุธกับอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นก็ได้…
ชายปริศนาแนะนำตัวเมื่อถูกทักถาม ชื่อที่เขาบอกกับทั้งสองคือโซลาร์ แต่มันเป็นแค่ชื่อปลอม เขาปิดบังทั้งชื่อและเพศที่แท้จริงของตน
ตำแหน่งที่เอ็ดวาน ฮาจาและโซลาร์ได้พบกันคือเขาวงกตใต้ดินที่เชื่อมต่อมาจากอุโมงค์ลอดใต้ทะเลสาบ เหนือขึ้นไปด้านบนคือซากปราสาทที่ถูก “ซอมบีลอร์ดกราโด” ยึดครองไว้
กราโดผู้นี้คือกราโดคนเดียวกับขุนนางเวนเซลผู้เคยออกตามล่าซีวีจนพลาดเสียชีวิต ภายหลังเขาถูกเจ้าแห่งแวมไพร์อาร์มอนเดคืนชีพขึ้นมาเป็นผีดิบและกลายเป็นลูกน้องของอาร์มอนเดตั้งแต่นั้น
เพื่อให้นายของตนเองกลายเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุด กราโดกำลังดำเนินแผนการครั้งสำคัญด้วยการดึงพลังของเทพปีศาจออกมา นี่คือเหตุผลของสิ่งก่อสร้างปริศนาจำนวนหนึ่งที่สร้างขึ้นล้อมร่างของเดสคารินกา
“ในที่สุดแผนการนี้ก็สำเร็จ หวังว่าท่านอาร์มอนเดจะพอใจนะ” เขาพูดหลังจากที่บริกรรมคาถาเสร็จสิ้น
กราโดคำนวณพลาดไป วงกลมไสยเวทย์ที่ทรงพลังจนกินอาณาบริเวณแทบทั้งเกาะไม่สามารถต้านทานต่ออำนาจเหนือจินตนาการของเทพปีศาจได้
“เทพปีศาจเดสคารินกา!” กราโดเรียกชื่อของสิ่งนั่น ฝันร้ายของทุกชีวิตที่ไม่กี่วินาทีก่อนหน้านี้ยังเป็นหินอยู่ ร่างนั้นเริ่มมีสีสันพร้อมกับการเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ
ก่อนที่เทพปีศาจจะทำลายทุกอย่าง กราโดออกคำสั่งกับเหล่าซอมบีผู้เป็นบริวาร ซากศพนับพันนับหมื่น มากมายหลากหลายชนิดต่างวิ่งกรูเข้าใส่ร่างที่ใหญ่โตเหมือนขุนเขาของเทพปีศาจอย่างไม่กลัวตาย
ทั้งที่มีจำนวนที่มากมายขนาดนั้น ทั้งที่อันเดดเหล่านั้นมีอันเดดพิเศษอย่างซอมบีขนาดยักษ์รวมอยู่ด้วย แต่ผลลัพธ์มันชัดเจนอยู่แล้ว เทียบกับเดสคารินกากองทัพของกราโดไม่ต่างอะไรกับฝูงแมลงที่พยายามจะล้มสัตว์ยักษ์
เอ็ดวาน ฮาจา และโซลาร์ผู้เต็มไปด้วยปริศนา เกือบถูกฝังทั้งเป็นอยู่ใต้ซากปราสาท
เรื่องของเรื่องคือทางวงกตที่โซลาร์มายึดใช้เป็นบ้าน และพาคนทั้งคู่เข้าไปลึก คือดันเจียนที่อยู่ใต้ปราสาทที่กราโดมายึดไว้
เมื่อเทพปีศาจอาละวาด ปราสาทที่อยู่ในละแวกเดียวกันจึงพินาศย่อยยับลงในเวลาไม่กี่อึดใจ โชคดีที่พวกเขาสามารถรอดมาได้อย่างฉิวเฉียด
“โห!” ฮาจาร้องอุทาน ฝูงอันเดดจำนวนมหาศาลกำลังต่อสู้กับเทพปีศาจตัวใหญ่ยักษ์เป็นภาพที่ไม่ได้พบเห็นได้ทุกวัน
เดสคารินกามีรูปร่างเหมือนลูกบอลขนาดใหญ่ที่มีดวงตาเพียงหนึ่งเดียวประดับอยู่ ร่างของมันเคลื่อนไหวได้จากมือจำนวนนับไม่ถ้วนที่งอกออกมา รูปร่างที่ชวนน่าขบขันนี้บางครั้งก็ชวนให้สงสัยว่ามันคือหนึ่งในเทพปีศาจจริงหรือไม่ จนกระทั่งได้เข้ามาสัมผัสกับหายนะที่มันก่อขึ้นความขบขันที่ว่ามาจึงไม่หลงเหลืออีกต่อไป
มันคือสัตว์ประหลาดระดับเทพเจ้า ขนาดที่ใหญ่โตจนสูงเสียดฟ้า มือนับไม่ถ้วนที่สามารถบดขยี้ได้ทุกอย่าง แม้แต่ซอมบีดัดแปลงที่ตัวใหญ่กว่าอาคารสูงสี่ชั้นยังถูกมันจับขึ้นมาขยี้ทิ้งได้ด้วยมือข้างเดียว
“ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกน่า เจ้านี่น่ะยังตื่นขึ้นมาไม่สมบูรณ์ และข้าก็พอจะรู้วิธีจัดการมันอยู่บ้าง” โซลาร์บอกกับเอ็ดวานและฮาจาที่กำลังถกเถียงกันว่าจะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร
ในตอนนั้นเอง กำลังหนุนที่โซลาร์รอก็ปรากฏตัวขึ้น
“เอาล่ะ มาถึงเสียที” โซลาร์หันไปมองทางต้นเสียง ตอนนั้นเองที่เอ็ดวานและฮาจาจึงเข้าใจว่าอีกฝ่ายพูดถึงสิ่งใด พวกมันคือจักรกลขนาดไม่ใหญ่โตเกินขนาดของมนุษย์ แต่ละตัวมีรูปร่างและสีสันแตกต่างกันไป มีทั้งตัวที่มีใบพัด มีล้อ แขนขาถูกแทนที่ด้วยเครื่องมือหลากหลายแบบ แม้แต่ตัวที่ห่อหุ้มด้วยพลังเวทมนตร์ก็ยังมี
“กองทัพเดวัลกล! ของเจ้าเหรอ” เอ็ดวานรู้สึกทึ่งจนอ้าปากค้าง
“ใช่แล้ว ทั้งหมดนั่นน่ะของข้าเอง”
“ว้าว สุดยอดเลยค่ะ” นักบวชสาวก็แสดงอาการไม่ต่างกัน มันทำให้โซลาร์ยืดอกขึ้นด้วยความภูมิใจ “อย่ามัวแต่คุยกันเลย มาจัดการกับทั้งเจ้าเทพปีศาจและกราโดกันเถอะ”
ห่างออกมาจากเกาะเพียงเล็กน้อย…
“ข้างหน้านี่แหละใช่ไหม” เจเนวีฟถามแต่ไม่มีใครตอบได้ชัดเจน
“หนังสือบอกว่ามีทางลอดใต้ดิน แต่ดูท่าพวกเราอาจเลยทางเข้ามาแล้วครับ” เซเลนอสสำรวจไปรอบ ๆ ด้วยสายตา จากจุดที่อยู่ตรงนี้ เขาเห็นเกาะที่เป็นเป้าหมายอยู่กลางทะเลสาบและสิ่งก่อสร้างหลายอย่างที่ไม่ชัดเจนว่าคืออะไร
“เรือข้ามฟากก็ไม่ได้ ให้เรียกสปีดกลับมารับดีไหม” อัลโตทำท่าจะเรียกหน้าจอโฮโลแกรมของชุดออกมา
“แช่แข็งทะเลสาบไปเลยก็ได้มั้ง” จูเดสปาเดินดุ่ม ๆ ออกไปคนเดียว
“จะทำทางเดินข้ามไปด้วยน้ำแข็งเนี่ยนะ” เวเนถามแต่จูเดสปาไม่ได้สนใจ เขาเริ่มร่ายเวทแล้ว
“น้ำแข็ง…” ชายผู้มีดวงตาสีแดงพึมพำเสียงเบาจนไม่มีใครได้ยิน เขาเดินตามจูเดสปาไปด้วยเจตนาแบบเดียวกัน
โรมิเอลอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย ไม่มีใครรู้ว่าเซเลนอสใช้วิธีแบบไหนถึงสามารถลากคนที่ไม่เคยให้ความร่วมมืออย่างเขามารวมกลุ่มได้ แต่ก็ทำได้แล้ว
โรมิเอลเคยดูดกลืนปีศาจหิมะผู้ทรงพลังและรับพลังของเธอเอาไว้ สำหรับเขาที่มีพลังระดับที่แช่แข็งทั้งอาณาจักรได้ง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ การแช่แข็งส่วนหนึ่งทะเลสาบเพื่อใช้เป็นทางเดินเป็นเรื่องที่ไม่เปลืองแรง
เมื่อข้ามสู่เกาะได้แล้ว สิ่งที่พวกเขาพบคือการต่อสู้ได้เริ่มไปแล้ว ฝ่ายหนึ่งคือ เอ็ดวาน ฮาจาและโซลาร์กับกองทัพเดวัลกลที่มองออกทันทีว่าเป็นพวกเดียวกัน กับอีกฝ่ายกราโดและกองทัพซอมบีของเขา สุดท้ายคือฝ่ายที่มีเพียงหนึ่งเดียวแต่มีระดับความอันตรายสูดสุด… เทพปีศาจเดสคารินกา
“พวกเรามาช้าไป เทพปีศาจหลุดจากผนึกแล้ว” เจเนวีฟร้องขึ้น
ไม่ใช่แค่ฝ่ายอะบีสที่กำลังประหลาดใจ เอ็ดวาน ฮาจา โซลาร์ หรือแม้แต่กราโดเองก็แปลกใจไม่แพ้กันที่กลุ่มชายหญิงที่พวกเขาไม่คุ้นหน้าปรากฏตัวขึ้น
“พวกไหนอีกเนี่ย” โซลาร์มองไล่กลุ่มอะบีสแต่ละคนอย่างสนใจ อาวุธและเครื่องแต่งกายอีกฝ่ายไม่ใช่ข้าวของทั่วไป บางชิ้นเขาแน่ใจว่าเป็นผลงานของเทพแห่งช่าง
“พวกเรามาช่วยครับ” เซเลนอสตอบ