Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 418: สู่เนื้อหาอะบีสออฟไทม์เล่มแรก
การสะกดจิตคนอย่างเอเวอลินไม่ใช่เรื่องง่าย เธอมีทั้งจิตใจที่แข็งกร้าว ต่อต้าน เป็นอิสระไม่ยอมตกอยู่ใต้อำนาจผู้ใด รีดัสต้องใช้ความพยายามมากกว่าสะกดจิตคนทั่วไปหลายสิบเท่าเพื่อทำให้การสะกดจิตเธอเป็นผล
แล้วเดอะเวิลด์เวอร์ชันต้นแบบก็เริ่มขึ้น
เอเวอลินมองสำรวจไปรอบ ๆ อย่างตื่นตะลึง เธอพินิจพิจารณาทุกองค์ประกอบอย่างละเอียดชนิดที่ไม่ยอมให้อะไรตกหล่น บรรยากาศภายในยานอวกาศล้ำสมัยเป็นส่วนผสมของความล้ำยุคและดีไซน์หรูหรา ผู้คนในชุดเครื่องแบบทหารแปลกตาที่ราวกับหลุดมาจากหนังแนวไซไฟ ภาพบนจอมอนิเตอร์แบบโฮโลแกรมกำลังฉายภาพของทิวทัศน์ด้านนอกสลับกับข้อมูลต่าง ๆ ที่แม้จะเป็นเธอก็ไม่เข้าใจทั้งหมด
“คล้ายความฝัน แต่แจ่มชัดกว่า” เอเวอลินนิยามไว้แบบนั้น
เพื่อไม่ให้การมีตัวตนของสิ่งแปลกปลอมอย่างเธอกลายเป็นปัญหาต่อเนื้อเรื่อง เอเวอลินได้รับบทบาทเป็นลูกเรือคนหนึ่งของยานลำนี้แบบเดียวกับที่โคเลทเคยกลายเป็นสมาชิกคนหนึ่งของยาน
บางครั้งการรู้ว่าสิ่งเลวร้ายกำลังจะเกิดขึ้นก็ไม่ได้ช่วยให้คนเราสามารถสงบใจได้ บางคนอาจยิ่งตื่นกลัวกว่าเดิมด้วยซ้ำ เอเวอลินตอนนี้กำลังตกอยู่ในสภาพนั้นเมื่อสัญญาณเตือนภัยดังลั่นไปทั่วทั้งยาน
“เซอร์เรียน” หญิงสาวพึมพำเกือบไม่จบคำดี ยานก็เริ่มสั่นสะเทือน
ไม่ใช่แรงสั่นจากการโจมตี เอเวอลินรู้ว่ามันเกิดจากการที่ยานทั้งห้าเซคเตอร์กำลังแยกออกจากกัน
“มัวยืนอะไรอยู่ตรงนั้นน่ะ ยานกำลังเข้าสู่โหมดความเร็วสูงนะ รีบหาแคปซูลเข้า ไม่ก็หาเซฟตีซะ” เจ้าหน้าที่รายหนึ่งเตือนเอเวอลินที่กำลังประเมินสถานการณ์จนดูเหมือนยืนเหม่อ
…อย่างน้อยตรงนี้ก็เป็นส่วนของเซคเตอร์วัน น่าจะปลอดภัยในระดับหนึ่ง…
เอเวอลินเชื่อเช่นนั้น เซคเตอร์วันเป็นหนึ่งในสองเซคเตอร์ที่ถูกเขียนถึงในนิยายเล่มหนึ่งและเล่มห้า ตราบใดที่ยังอยู่ในเซคเตอร์ใดเซคเตอร์หนึ่งในนี้ เธอก็อุ่นใจที่รู้เนื้อเรื่องที่จะเกิดต่อไป
ไม่กี่อึดใจต่อมา การโจมตีของเซอร์เรียนก็เริ่มขึ้น สสารสีดำถูกปล่อยออกมาจากยานยักษ์ที่มีขนาดเทียบเท่ากับดาวทั้งดวง เป็นการโจมตีที่มีอาณาเขตใหญ่จนครอบคลุมเซคเตอร์ทั้งห้าได้ทั้งหมด
เอเวอลินรู้ปลายทางของการโจมตี สสารสีดำกำลังดูดเอายานทั้งหมดเข้าไป เช่นเดียวกับเรื่องที่เกิดกับสมาชิกกลุ่มอะบีสในนิยายภาคที่แปด เซคเตอร์ทั้งห้าของดูมแองเจิลกระจัดกระจายไปในยุคสมัยที่แตกต่างกัน
เรื่องราวหลังจากนั้นพุ่งไปเร็วราวกับติดปีก เซคเตอร์วันร่วงลงในป่าแห่งหนึ่งที่อยู่ทางตอนใต้ทวีปเอเทเซีย หลังจากสำรวจความเสียหายเบื้องต้น ผู้บัญชาการของยานก็ตัดสินใจออกสำรวจดาวดวงนี้
“พวกเราขอติดตามไปด้วยนะครับ” ริค ไดมอนด์หัวหน้าหน่วยอีลิทไฟว์ขออนุญาตกับนายของตนซ้ำอีกครั้งหลังจากที่อัลโตเลือกหน่วยของเขาให้ติดตามไปด้วย
“อื้มมม” โซนาตาตอบรับอย่างไม่ค่อยเต็มใจ เขาไม่ห่วงความปลอดภัยของตนสักนิด แต่จำเป็นต้องหนีบอีลิทไฟว์ทั้งห้าคนไปด้วยก็เพื่อไม่ให้พ่อบุญธรรมของตนเป็นกังวลจนเกินไป
“ฉัน อัลโต อีลิทไฟว์ห้าคน ไปกันแค่นี้พอนะ… หรือว่าเธออยากจะไปด้วย” โซนาตาหันไปถามเอเวอลินที่บังเอิญอยู่ตรงนั้น นี่คือประโยคแรกที่เขาพูดกับเธอ
“หืมมม”
“เธออยู่หน่วยไหน ชื่อและยศอะไร” โซนาตายิงคำถามใส่เป็นชุด ถ้าเอเวอลินจำไม่ผิดพลาด โซนาตาสามารถจำใบหน้าและชื่อของคนทั้งยานได้
“ร้อยเอกเอเวอลิน เลคเตอร์ เป็นเจ้าหน้าที่พิเศษในหน่วยวิทยาศาสตร์ค่ะ ข้อมูลของเธอเป็นความลับจึงไม่ได้มีการแจ้งให้ทราบก่อนหน้านี้ค่ะ” แองจีระบบปัญญาประดิษฐ์ประจำยานรายงาน
“อ้อเหรอ คนจากจักรวรรดิโดยตรงสินะ” เสียงของโซนาตาดูไม่เป็นมิตรขึ้นมาเล็กน้อย
“ใช่แล้ว…. ค่ะ” เอเวอลินตามน้ำไปขณะที่นึกสงสัยว่าทำไมรีดัสไม่แทรกเรื่องราวของตนเข้าไปในหัวทุกคนโดยตรง แต่กลับเลือกวิธีแบบนี้
“พอดีเลย ร้อยเอกเลคเตอร์เป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตต่างดาวใช่ไหม พาเธอไปด้วยสิ อย่างเธอน่าจะเป็นประโยชน์กับการสำรวจนะ” อีริธ สแตนด์ไซเลนเซอร์อาวุโสผู้เป็นไม้เบื่อไม้เมากับโซนาตาเห็นช่องก็รีบจู่โจม เขาคิดว่าการให้คนที่ขึ้นตรงกับจักรวรรดิติดตามไปด้วย มันน่าจะทำให้โซนาตาไม่กล้าทำอะไรแผลง ๆ
…ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตต่างดาว… เอเวอลินรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเพราะถูกยัดเยียดหน้าที่ประหลาดมาให้ เธอคิดว่าถ้ากลับออกไปได้เมื่อไหร่ เธอคงมีเรื่องต้องคุยกับรีดัสเพิ่มขึ้นอีกเรื่อง
และแล้ว เอเวอลินก็มาร่วมเดินทางกับโซนาตา อัลโต และทหารคนสนิทของโซนาตาทั้งห้าคน
พวกเขาแต่ละคนล้วนเหนือมนุษย์ โดยเฉพาะโซนาตากับอัลโตที่เป็นไซเลนเซอร์ พวกเขาเป็นมนุษย์ที่ผ่านการดัดแปลงร่างกายมาและยังมีพลังจิตแปลกพิสดารที่ราวกับเวทมนตร์ บางครั้งเอเวอลินพบว่าสองคนนี้หายตัวออกไปจากกลุ่ม และครู่เดียวก็กลับมาพร้อมกับซากของสัตว์ประหลาดยักษ์ที่ไม่รู้ว่าเอาเวลาที่ไหนไปจัดการมัน
“สัตว์ที่นี่บางตัวใช้เวทมนตร์ได้ด้วยนะครับ” ทหารนายหนึ่งซุบซิบกับเพื่อน ถ้าเอเวอลินจำไม่ผิดพลาด เขาคือคริส แมคฟรายผู้ที่ภายหลังได้เปิดร้านเบอร์เกอร์บนยานลำใหม่ในอนาคต
“นี่พวกนายเดินกันเร็วไปแล้วนะ” เมลิสซา เฮสติงส์สะกิดเพื่อนให้รอเอเวอลินที่เดินรั้งท้ายทุกคน
เอเวอลินไม่ใช่คนบอบบางอ่อนแอ เธอไม่ได้หุ่นเซ็กซีระดับนางแบบมาจากการแค่นั่ง ๆ นอน ๆ เธอออกกำลังกายอยากหนักและสม่ำเสมอไม่เคยขาด นอกจากนั้นชุดที่เธอใส่ยังได้รับการติดตั้งอุปกรณ์เสริมแรงมาด้วย การเดินทางในป่าแค่นี้มันไม่ควรจะทำให้เธอเหนื่อยล้าถ้าไม่ใช่เพราะถูกบังคับให้เร่งฝีเท้าจนเกินไป (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
แล้วโซนาตาก็เบื่อที่จะรอทั้งเธอและพวกอีลิทไฟว์ เขากับอัลโตพบสิ่งที่หน้าสนใจอยู่ข้างหน้าและคิดที่จะล่วงหน้าไปกันเองแค่สองคน
“แล้วถ้าพวกเราถูกโจมตีล่ะ” เอเวอลินเกรี้ยวกราดใส่ เธอไม่สนใจว่าโซนาตากับอัลโตจะมีตำแหน่งสูงแค่ไหน แต่เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้สนใจความปลอดภัยของคนธรรมดาอย่างเธอเลย
“อย่าดูถูกอีลิทไฟว์สิ พวกนี้ห้าคนรวมกันแล้วก็ไม่ได้ต่างจากไซเลนเซอร์หรอก อยู่กับพวกเขา เธอปลอดภัยแน่นอน”
“ท่านโซนาตาก็ชมพวกเราเกินไปแล้วครับ” แฮร์ริสได้ฟังแล้วก็ต้องเกาหัวแก้เขิน
“พวกเราจะดูแลคุณเลคเตอร์เองค่ะ ไม่ต้องกังวลเนอะ”
“ใช่ แมทธิวคนนี้ต่อให้ต้องใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน ก็จะปกป้องคุณเลคเตอร์ให้ได้ครับ”
“นั่นก็เกินไปหน่อยนะแมทต์”
เอเวอลินได้ฟังแล้วก็ถอนหายใจ เธอดันกรอบแว่นขึ้นก่อนจะพูดให้ชัด ๆ อีกครั้ง
“งานของฉันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับจักรวรรดิ ดังนั้นช่วยคำนึงถึงชีวิตของฉันก่อนชีวิตของพวกคุณด้วยนะคะ”
โชคดีที่เหตุการณ์ที่เอเวอลินกังวลยังไม่เกิดขึ้น ถึงจะไม่มีโซนาตาและอัลโตและพวกเธอถูกสัตว์ร้ายจู่โจมมากกว่าหนึ่งครั้ง แต่อีลิทไฟว์ก็แกร่งสมกับราคาคุย พวกเขาสามารถรับมือกับตัวอะไรก็ตามที่ถ้าเป็นทหารปกติอาจจะต้องใช้ทั้งกองร้อยในการจัดการ
แม้จะจัดการกับศัตรูได้อย่างไร้ปัญหา มันกินเวลาอยู่พักใหญ่ ๆ กว่าที่เอเวอลินกับอีลิทไฟว์จะตามไปสมทบกับพวกโซนาตาที่ประตูนรกได้ทัน เอเวอลินรู้จักประตูยักษ์ที่จะกลายเป็นชนวนเหตุเรื่องราวในภาคสองเป็นอย่างดี แต่เธอก็ไม่ได้แพร่งพรายมันออกไป
“ขอโทษที่ช้าครับ ไปเจอไส้เดือนยักษ์มา” ริคแก้ตัว ความจริงแล้วพวกเขาไม่ได้เสียเวลาไปกับการต่อสู้นัก ที่ช้าก็เพราะเหตุผลเดิม ๆ พวกโซนาตามากันเร็วจนเกินไป
“แต่ทุกคนปลอดภัยดีค่ะ เมลิซสารีบบอกเพราะเห็นสายตาเป็นห่วงของอัลโตที่มองมาทางทุกคน อัลโตไม่รู้ว่าเลือดที่เปรอะไปทั่วเป็นของสัตว์ประหลาดไม่ใช่ของพวกเธอคนใดคนหนึ่ง
อัลโตอธิบายเรื่องเกี่ยวกับประตูที่เขาและโซนาตาได้ทำการทดสอบเบื้องต้นไป เอเวอลินไม่ได้สนใจรายละเอียดมากเพราะความสนใจของเธอถูกดึงไปที่เหล่าผู้คนที่กำลังจะมาถึง พวกเฮอร์มิต!
เหตุการณ์ต่าง ๆ ดำเนินไปตามเนื้อหาของนิยายภาคแรก โซนาตาติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกับพ่อบุญธรรมของตนจนรู้ว่ายุคนี้เป็นช่วงเวลาในอดีตสี่ร้อยเจ็ดปีก่อน ทันทีที่สื่อสารจบเฮอร์มิตก็ปรากฏตัวตามบท แนะนำตัว ถามไถ่คำถามแค่พอเป็นพิธี จากนั้นก็เชื้อเชิญทุกคนไปที่หมู่บ้าน
โซนาตามีพลังในการอ่านความรู้สึกของผู้อื่น เขาไม่รู้สึกถึงเจตนาร้ายของคนกลุ่มนี้จึงตัดสินใจติดตามพวกเขาตามคำเชิญ
เอเวอลินยอมรับว่าเธอตื่นเต้นกับทิวทัศน์ของหมู่บ้านเฮอร์มิต ไม่ใช่ว่าป่าที่ผ่านมาจะไม่มีทิวทัศน์ที่งดงาม แต่เพราะความกลัวว่าจะถูกอะไรบางอย่างซุ่มโจมตี มันทำให้เอเวอลินไม่สามารถสงบใจได้ แต่หมู่บ้านแห่งนี้นั้นต่างออกไป เธอรู้สึกถึงความสงบ ปลอดภัย ในขณะที่สัมผัสถึงความลงตัวระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ
เอเวอลินไม่ได้รับอนุญาตให้ตามโซนาตาเข้าไปในกระโจมของเอลเดอร์ แต่ไม่มีปัญหาสำหรับเธอที่รู้เรื่องราวทุกอย่างมาหมดแล้ว เธอใช้เวลาช่วงนั้นสำรวจหมู่บ้านโดยระวังไม่ไปไกลจากพวกโซนาตาจนเกินไป
ระหว่างนั้นเอเวอลินได้พบกับเฮอร์มิตสาวน้อยรายหนึ่ง เธอผู้นี้ดูแปลกตาโดดเด่นเมื่อเทียบกับเฮอร์มิตรายอื่น ไม่ว่าจะอายุที่น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับรีดัสหรืออาจจะเด็กกว่า เสื้อผ้าใหม่เอี่ยมไม่มีรอยปะชุนหรือนำส่วนประกอบที่เป็นธรรมชาติมาผสม ไม้เท้าที่ทำจากโลหะย้อมสีและแต่งลวดลายให้เหมือนกับไม้จริง
ชื่อของเธอคือเวเน สาวน้อยที่ต่อมาจะกลายเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งกลุ่มอะบีสและว่าที่ภรรยาในอนาคตของอัลโต
“สวัสดี” ไม่บ่อยเลยที่คนอย่างเอเวอลินจะทักทายใครก่อน
“อื้อ พี่สาวคือ… เอ๋ จริงด้วย! วันนี้เป็นวันในคำทำนายของท่านดานิกานี่นา พี่สาวก็เป็นผู้ที่มาจากท้องฟ้าสินะ”
เอเวอลินพยักหน้ารับ เธอมีคำถามอยากถามเวเนหลายข้อ แต่ไม่มีโอกาสเลยสักนิด อีกฝ่ายพูดใส่แบบไม่เว้นช่องไฟ เวเนกลายเป็นฝ่ายถามเรื่องเกี่ยวกับผู้มาจากอนาคตแทน
การสนทนากับเวเนราวกับไม่มีจุดสิ้นสุด แม้แต่ตอนที่พวกโซนาตาคุยธุระกับเอลเดอร์จบแล้วจึงเข้ามาสมทบ หรือหลังจากที่ทั้งหมดเริ่มออกเดินทางกัน เวเนก็จะเจื้อยแจ้วไม่หยุดราวกับว่าชีวิตนี้เธอไม่เคยมีโอกาสได้พูดมาก่อน
ทุกย่างก้าวที่ผ่านไป เอเวอลินก็ยิ่งกังวลมากขึ้น เธอรู้ว่าอีกไม่นานเรื่องน่ากลัวจะเกิดขึ้น
“นี่เจ้าบ้ารีดัสคิดจะให้อยู่ที่นี่จนจบเรื่องเลยรึยังไงนะ” เอเวอลินพึมพำอยู่คนเดียว
สัญญาณอันตรายเริ่มปรากฏ ฝูงนกโผบินขึ้นฟ้า เสียงสัตว์ป่าแตกฮือดังมาจากระยะที่สามารถได้ยินได้อย่างชัดเจน พวกเขาเข้าใจได้ในทันทีว่ามีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น